ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.


ตาม ดร.ชลอ ไปดูการเลี้ยงกุ้งที่ บราซิล



ารเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมแบบพัฒนาในประเทศบราซิล มีรูปแบบที่คล้ายๆกันทุกฟาร์ม คือ บ่อมีขนาดเล็กกว่า การเลี้ยงแบบไม่มีเครื่องให้อากาศมีขั้นตอนการปล่อยลูกกุ้งและการวางเครื่องให้อากาศแบบเดียวกันทุกฟาร์มบ่อจะมีขนาดประมาณ 5 ไร่ - 10 ไร่ ปล่อยลูกกุ้งประมาณ 40 - 70 ตัว / ตารางเมตร จะมีการอนุบาลลูกกุ้งระยะพี 10 ในบ่อกลมประมาณ 10 วัน ก่อนที่จะย้ายลงไปในบ่อเลี้ยง มีเครื่องให้อากาศส่วนใหญ่จะเป็นแบบใบตัดตีน้ำ เครื่อง 3 แรงม้า ยกตัวอย่างฟาร์มที่ปล่อยลูกกุ้ง 70 ตัว / ตารางเมตร จะมีเครื่องให้อากาศ 20 แรงม้า สำหรับบ่อขนาด 6 ไร่ ในช่วงฤดูกาลที่อากาศดี ความเค็มปกติ เป้าหมายคือ เลี้ยงกุ้งขนาด 12 - 13 กรัม จะใช้เวลาประมาณ 115 วัน
ผลผลิตประมาณ 5 ตัน / 6 ไร่ แต่ถ้าช่วงเวลาที่อากาศแปรปรวนจะเลี้ยงกุ้งได้ขนาดประมาณ 10 กรัม และผลผลิตจะน้อยกว่าช่วงเวลาที่เหมาะสม ยกตัวอย่างอีกฟาร์ม ปล่อยลูกกุ้ง 40 ตัว / ตารางเมตร มีเครื่องให้อากาศ 8 แรงม้า / บ่อขนาด 6 ไร่ ผลผลิต 3-4 ตัน / 6 ไร่ขนาดกุ้งที่เลี้ยง 13 กรัม ใช้เวลาเลี้ยงนาน 130 - 140 วัน อัตราแลกเนื้อ 2.0 ที่น่าสนใจและแปลกใจมากก็คือ บ่อมีความลึกประมาณ 1.2 เมตร ทุกฟาร์ม ตีน้ำไปในทิศทางเดียวทุกฟาร์ม คือ จากด้านหนึ่งเรียงหน้ากระดานไปอีกด้านหนึ่ง ซึ่งจะเป็นประตูระบายน้ำ เปลี่ยนถ่ายน้ำกันแถบทุกวัน ให้อาหารเฉพาะในยอเท่านั้น ประมาณ 70 -100 ยอต่อบ่อ พื้นที่ 6 ไร่ วันละ 3 มื้อ ไม่มีการหว่านอาหารแบบบ้านเรา ไม่มีการให้อาหารตอนกลางคืน เพราะต้องเสียค่าจ้างคนงานเป็น 2 เท่า เพราะกฎหมายแรงงานในทุกประเทศในลาตินอเมริกา ห้ามทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง รวมเวลาหยุด 1 ชั่วโมงเป็น 9 ชั่วโมง ทุกฟาร์มไม่มีระบบการป้องกันโรคเหมือนบ้านเรา โดยภาพรวมแล้วการเลี้ยงกุ้งที่บราซิลยังพัฒนาไม่มากนัก โดยเฉพาะหลังจากเกิดโรคไวรัส IMNV หลายฟาร์ม ที่เคยเลี้ยงแบบพัฒนาจริงๆ มีเครื่องให้อากาศจำนวนมาก และปล่อยลูกกุ้งหนาแน่น กลับมาเปลี่ยนเป็นเลี้ยงด้วยความหนาแน่นน้อยลงและลดจำนวนเครื่องให้อากาศด้วย ทุกฟาร์มมีปัญหาออกซิเจนตอนดึกถึงเช้ามืดค่อนข้างต่ำ ประมาณ 2.0 - 2.5 เท่านั้น อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กุ้งโตช้ากว่าบ้านเรามาก หรืออาจจะเป็นเพราะสายพันธุ์ที่ด้อยกว่าบ้านเรา ที่บราซิลไม่มีบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพ่อแม่พันธุ์คุณภาพดีกว่าเรา
ส่วนสถานการณ์โรคไวรัสที่ทำให้กล้ามเนื้อตาย (Infectious Myonecrosis Virus, IMNV) ในประเทศบราซิลที่เป็นต้นกำเนิดของไวรัสชนิดนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 จนถึงปัจจุบันนี้ ประเทศที่มีรายงานการพบ IMNV อย่างเป็นทางการก็มี อินโดนีเซีย ในปี ค.ศ. 2006 นอกนั้นยังไม่มีการยืนยันไม่ว่าประเทศจีน เวียดนาม มาเลเซีย และไทย แม้ว่าจะมีรายงานว่ามีกุ้งตายในลักษณะกล้ามเนื้อขุ่นขาวโดยเฉพาะกล้ามเนื้อขุ่นขาวจากปล้องสุดท้ายของลำตัวแล้วค่อยๆขยายไปทั้งตัว
กุ้งที่ป่วยจะทยอยตายเรื่อยๆ กุ้งทุกขนาด ทุกอายุ ติดเชื้อไวรัส IMNV ได้ทั้งนั้น จากข้อมูลเพิ่มเติมที่ผมเพิ่งตระเวนดูตามฟาร์มต่างๆ ในประเทศบราซิล ในช่วงวันที่ 12-16 กันยายน พบว่า โรคนี้ยังทำความเสียหายอยู่ทั่วไปแทบทุกฟาร์มช่วงที่อาการของโรครุนแรง คือ เมื่อน้ำมีความเค็มสูงขึ้น เพราะเป็นช่วงหน้าแล้ง ความเค็มที่อาการของโรคไม่ค่อยรุนแรง คือ 25-32 ส่วนในพันส่วน (พีพีที) แต่เมื่อความเค็มเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ หน้าแล้งความเค็มของน้ำจะสูงขึ้นถึง 49 พีพีที กุ้งจะตายมากขึ้น เช่นเดียวกับช่วงฤดูฝนที่หลายฟาร์มต้องใช้น้ำจากแม่น้ำ ความเค็มของน้ำจะต่ำมากจนถึง 0 พีพีที ช่วงเวลาที่ความเค็มต่ำลง กุ้งก็จะเป็นโรคนี้รุนแรงด้วยเช่นกัน อัตราการตายสะสมของกุ้งขึ้นอยู่กับอัตราความหนาแน่นและคุณภาพน้ำ ถ้ากุ้งหนาแน่นมาก อัตราการตายจะรุนแรงโดยเฉพาะในบ่อที่ออกซิเจนละลายน้ำต่ำ กุ้งจะตายมากกว่าบ่อที่ปริมาณออกซิเจนสูง อัตราการตายจะสะสมมากถึง 30-60 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว
ทำไมยังแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้ ?
ถ้าได้ไปดูสภาพการเลี้ยงแล้วคงต้องบอกว่าไม่มีความรัดกุมในการป้องกันโรคเลย ไม่มีการตรวจเช็คพ่อแม่พันธุ์ด้วย RT-PCR ไม่มีการตรวจเช็คลูกกุ้ง ไม่มีระบบการป้องกันโรคภายในฟาร์มเลย เมื่อมีกุ้งป่วยและตายมากก็จับกุ้ง ปล่อยน้ำออกจากบ่อลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ไม่มีการฆ่าเชื้อด้วยสารเคมี การสุ่มกุ้งใช้แหเดียวกันตลอดทุกฟาร์ม ใครจะจับกุ้งป่วยแล้วไปสุ่มบ่ออื่นก็ไม่เป็นไร ชาวบราซิลอาจจะชินแล้วก็ได้ กุ้งป่วยตายบ้าง จับกุ้งที่เหลือขายก็ไม่ขาดทุนเพราะราคาสูงมาก กุ้งน้ำหนัก 10-11 กรัม ราคา 180 บาท ซื้อขายกันภายในประเทศอย่างเดียวไม่ต้องกังวลเรื่องการส่งออก
ที่น่าสังเกตในฟาร์มเดียวกัน เลี้ยงบ่อติดกันแต่ลูกกุ้งมาจากโรงเพาะฟักต่างกัน ลูกกุ้งบางโรงเพาะฟักเป็น IMNV แต่บางโรงเพาะฟักไม่เป็น ลูกกุ้งน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่เหลือก็คือ การแพร่กระจายจากการจัดการที่ไม่มีการป้องกันดังที่กล่าวมาแล้ว อีกเรื่อหนึ่งที่น่าสังเกตก็คือ บ่อที่ออกซิเจนสูงแม้จะมีกุ้งบางส่วนติดเชื้อ สังเกตจากโคนหางมีสีขาวขุ่นแต่กุ้งก็ไม่ตายไม่เหมือนกับบ่อที่คุณภาพน้ำไม่ดี ออกซิเจนต่ำ กุ้งทยอยตายมากจนต้องจับ
คงจะพอทราบสถานการณ์แล้วนะครับว่า ทำไมถึงเป็นโรคนี้นาน ซึ่งก็เหมือนบ้านเราที่เป็นโรคไวรัสดวงขาวก็เป็นทุกช่วงอากาศหนาวและมรสุมโดยเฉพาะปีนี้เป็นกันตลอดปี เพราะมีฝนตกติดต่อกัน จนไม่มีช่วงเวลาที่อากาศร้อนพอที่จะกำจัดไวรัสดวงขาว ถ้าจะถามว่าจะป้องกันไวรัสดวงขาวได้ไหม ก็มีวิธีการที่เป็นไปได้แต่ก็ไม่ทำ เพราะฉะนั้น อย่าไปว่าชาวบราซิลเลย ของเราเองก็เป็นโรคไวรัสดวงขาวทุกปี
อ้างอิง : หนังสือสวัสดีสัตว์น้ำไทย ฉบับที่30

นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ ุ2910/2554
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด