ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ส.ค้าปัจจัยวิเคราะห์คู่แข่ง

เมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา สมาคมผู้ค้าปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำ ได้จัดประชุมสามัญโดยได้เชิญ คุณนิธิศ ภัทรกุลชัย นายกสมาคมในพื้นที่น้ำจืด และดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม รองประธาน คณะกรรมการการประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มาอธิบายความคืบหน้าในการจัดตั้งสถาบันกุ้ง จากนั้นได้มีการหารือและสรุปสถานการณ์ทางการค้าของไทยกับประเทศคู่แข่ง
น.สพ.ปรีชา เอกธรรมสุทธิ์ นายกสมาคมผู้ค้าปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำ ได้กล่าวว่า ในปี 2548 ที่จะถึงนี้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการค้าขายกุ้ง โดยเฉพาะการค้าขายกับสหภาพยุโรป หรืออียู ซึ่งหากมีการปรับลดภาษี จีเอสพี ใกล้เคียงกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย คืออยู่ประมาณ 2-4 % ไทยน่าจะขยายตลาดไปยังอียูได้มากขึ้น บริษัทที่ทำครบวงจรจะได้เปรียบในเรื่องใบกำกับ ฟาร์ม อาหารกุ้งและห้องเย็นที่ได้มาตรฐานปราศจากสารเคมี ซึ่งมีเพียงไม่กี่บริษัทที่ส่งออกไปได้ ส่วนห้องเย็นอื่นๆ ถ้าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ชัดเจน เช่นกุ้งที่ซื้อจากฟาร์มที่ได้รับ CoC ก็จะส่งไปได้ โดยมีการวางแผนส่งไปอียูให้ได้ 1 แสนตันในอีก 3 ปีข้างหน้า ถ้าทำถูกต้องในระบบแต่จะขายดีหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แนวโน้มภาวะตลาดทั้งในและต่างประเทศ
จีน นส.พ ปรีชาว กล่าวถึง คู่แข่งอย่างจีนว่า ปีที่แล้วผลผลิตจีนมีประมาณ 4.5 แสนตัน แต่สิ้นปีนี้ผลผลิตไม่น่าเกิน 3.5 แสนตัน สาเหตุที่มีผลลผิตกุ้งออกมาน้อย เนื่องจากภาวะโรคทอร่าและตัวแดงดวงขาวระบาด ในช่วงครอปแรกและช่วงต้นครอปการเลี้ยงที่ผ่านมา ส่วนแนวโน้มปีหน้าของจีน กุ้งไม่น่าจะมากเนื่องจากเกษตรกรขาดทุนมาก ประกอบกับจีนไม่มีสินเชื่อ ในการซื้อขายปัจจัยต่างๆ เหมือนอย่างเมืองไทย แต่จะใช้เงินสดซื้อสินค้า ทำให้เป็นเหตุหนึ่งที่ในปี 48 จีนจะยังไม่ลงกุ้งมากในช่วงแรก
ไทย ในปี 48 น่าจะเป็นกุ้งขาวถึง 80 % ผลผลิตคาดว่าจะอยู่ที่ 3.2 ตัน น้อยกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย เพราะครอปหลังเลี้ยงเยอะมาก โดยเฉพาะกุ้งขาวและมีปัญหาทอร่าในช่วงปลาย
เวียดนาม ผลผลิตการเลี้ยงกุ้งปีนี้ อยู่ที่ 1.8 แสนต้น เป็นผลผลิตกุ้งดำ 90% พื้นที่การเลี้ยงขยายมาทางภาคใต้มาก รัฐบาลเวียดนามส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งกุลาดำ มีการกำหนดแผนการส่งออกกุ้งดำถึง 1 แสนล้านบาทในแต่ละปี และยังปล่อยเงินกู้ให้เกษตรกรบ่อละ100,000 บาท และรัฐบาลเวียดนามไม่ได้ห้ามเลี้ยงกุ้งขาว เพียงแต่ไม่ส่งเสริมให้เลี้ยงเท่านั้น ระบบการค้าวันนี้ ยังอิงประเทศไทยเป็นแบบอย่าง สินค้าปัจจัยการผลิตต่างๆ เลียนแบบไทยมีมาก รูปแบบการเลี้ยงเป็นแบบพัฒนา ปล่อยหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เวียดนามมีโอกาสแซงไทยในเรื่องกุ้งกุลาดำ ส่วนราคา ราคาหน้าบ่อของเวียดนามจะสูงกว่าไทยไซซ์ละ 10-30 บาท ราคาที่เลวร้ายที่สุดของเวียาดนาม คือเท่าเมืองไทย
อินโดนีเซีย คาดว่าผลผลิตปีนี้อยู่ที่ 1.8 -2 แสนตัน เป็นกุ้งกุลาดำประมาณ 40,000 ตัน ส่วนที่เหลือเป็นกุ้งขาว เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ที่นั้น ทำการโปรโมทสายพันธุ์กุ้งขาวกันมาก เขาต้องการที่จะผลิตกุ้งขาวให้ได้เทียบเท่ากับประเทศไทย สำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ความนิยมสินค้าจากประเทศไทย ปัญหาของอินโดนีเซีย คือค่าเงินค่อนข้างแกว่ง
อินเดีย ผลผลิตปีนี้ไม่มากกว่าปีที่แล้วน่าจะอยู่ที่ 1.5 แสนต้น เป็นกุ้งกุลาดำ 90% รัฐบาลอินเดียจะห้ามคนพื้นเมืองเลี้ยงกุ้งขาว สินค้าปัจจัยการผลิตกุ้งจากเมืองไทยได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี
มาเลเซีย รัฐบาลเขาอยากให้เลี้ยงกุ้งกุลาดำ แต่เกษตกรอยากเลี้ยงกุ้งขาว ช่องทางการขายปัจจัยการผลิตในมาเลเซียค่อนข้างง่ายกว่าประเทศอื่น เนื่องจากเรื่องทะเบียนยาไม่มีข้อกำหนดมากนัก ส่วนพื้นที่การเลี้ยงน้อย
พม่า มีศักยภาพในการเลี้ยงมาก เลี้ยงได้ผลดี แต่เลี้ยงกันน้อย ปัญหาคือการขนส่ง การโอนเงินค่อนข้างลำบาก
นอกจากนี้ น.สพ.ปรีชา กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกประเทศที่กล่าวมายกเว้นจีน ยอมรับไทยในเรื่องวิชาการ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ปัญหาการค้าปัจจัยการผลิต เรื่องทะเบียนยาที่ง่ายที่สุด คือ ประเทศมาเลเซียและพม่า ส่วนประเทศที่ปัญหามากคือเวียดนาม อินโดนีเซีย โดยเฉพาะเวียดนามปีหน้าจะปรับปรุงการจดทะเบียนสินค้า เดิมต้องมีเอกสารครบและต้องทำการทดลองก่อน แต่ในปีหน้าไม่ต้องมีการทดลอง ถ้ามีทะเบียนยาจากไทยจะสามารถรับรองได้เลย ดังนั้นเวียนดนามถือเป็นอีกประเทศหนึ่งที่แนะนำให้ผู้ค้าปัจจัยเข้าไปลงทุน


ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทย ปักษ์หลัง ฉบับเดือน พฤศจิกายน 2547

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด