ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ผลกระทบจากการเลี้ยงกุ้งขาวแบบหนาแน่น

น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ
กิจกรรมเฉพาะกิจ เครือข่าย "คนไทย-กุ้งไทย"
ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและโรคระบาด อันเนื่องจากพฤติกรรมตะลุยเลี้ยงกุ้งขาวของชาวกุ้งไทยบางคน และผลกระทบต่ออนาคตของคนเลี้ยงกุ้งไทยโดยรวม
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผมได้ไปส่งอดีตคนงานเลี้ยงกุ้งที่ฟาร์มของผม ซึ่งเคยผ่านการฝึกพื้นฐานการเลี้ยงกุ้งมาแล้วกว่า 10 ปี ให้แก่ฟาร์มกุ้งรายหนึ่งในเขตจังหวัดพังงา ระหว่างทางได้ถามถึงการเลี้ยงของฟาร์มที่เขาทำงานอยู่ได้รับคำตอบแล้ว "เศร้าใจ" คำตอบเป็นอย่างไร ท่านลองอ่านดูครับ
อดีตคนงานของผมบอว่า "ได้ไปเลี้ยงกุ้งขาวในฟาร์มแห่งนี้มาแล้ว 2 รอบ รอบแรกปล่อยกุ้งอัตราไร่ละ 80,000 ตัว เลี้ยงแบบระบบเปิด เริ่มถ่ายน้ำเมื่อกุ้งอายุ 60 วัน ผลการเลี้ยงอยู่ในเกณฑ์ดี เลี้ยง 120 วัน ได้ไซซ์ 45 ตัว ได้กุ้งไร่ละเกือบ 2 ตัน รอบที่ 2 ปล่อยกุ้งอัตราไร่ละ 120,000 ตัว เลี้ยงระบบเปิด เริ่มถ่ายน้ำเมื่อกุ้งอายุ 40 วัน โดยถ่ายน้ำเต็มที่ทุกวันที่สูบน้ำได้ (ใช้ทะเลเป็นบ่อพัก บ่อพักในฟาร์มเป็นบ่อผ่านน้ำ และใช้ธรรมชาติชายฝั่งเป็นบ่อบำบัด) รอบที่ 2 กุ้งโตดี เลี้ยง 120 วัน ได้ไซซ์ 40 ตัว/กก. ได้กุ้งไร่ละ 2 ตันกว่า ตอนที่ปล่อยคนเลี้ยงกลับบ้านได้ข่าวว่า เร่งดูดเลนลงพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณข้างฟาร์ม (โดยมีบ่อพักเลนพอเป็นพิธี) พอถึงช่วยเตรียมน้ำรอบใหม่ รีบตามคนเลี้ยงกลับฟาร์มและแจ้งว่า รอบนี้จะปล่อยกุ้งอัตรา 200,000 ตัว/ไร่ เพราะได้ข่าวว่ามีคนปล่อยถึง 300,000 ตัว/ไร่ กันแล้ว ความเห็นของคนเลี้ยงคิดว่ารอบนี้คงเลี้ยงยาก เพราะรอบที่แล้วเกือบจะเอาไม่อยู่ ต้องถ่ายน้ำตลอด หลังจับกุ้งแล้วพบว่าพื้นบ่อเน่าเกือบ 100% นี่ถ้าเขาบอกว่าจะปล่อยกุ้งไร่ละ 200,000 ตัว ตั้งแต่คนเลี้ยงอยู่ที่บ้าน คิดว่าขอลาออกดีกว่า เพราะไม่ต้องการเหนื่อยแล้วมีปัญหา" (และได้ข่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ย.คนเลี้ยงคนดังกล่าวได้ลาออกจากฟาร์มนี้ไปแล้ว)

เป็นอย่างไรบ้างครับ กับพฤติกรรมโลภมากของคนเลี้ยงกุ้งขาวบางคน ส่วนตัวผมฟังแล้วเศร้าครับ ผมเองเคยต่อว่า "คนที่ยุให้ปล่อยกุ้งแบบโครตแน่น" มาแล้ว และเมื่อฟังข่าวพฤติกรรมคนเลี้ยงกุ้งเช่นนี้ ผมรู้สึกละอายใจ เพราะตอนไปออดอ้อนขออนุญาตเลี้ยงกุ้งกับกรมประมง ที่ประชุมส่วนใหญ่เตือนไว้ว่า "หมอ ระวังจะมีปัญหา เพราะชาวกุ้งไทยโลภมาก และไม่มีใครห้ามได้" และยิ่งได้รับข้อคิดเห็นเชิงแนะนำของคณะเจ้าหน้าที่ประมง และตัวแทนฟาร์มกุ้งชาวเวียดนาม (เมื่อคราวมาเยี่ยมกิจการกุ้งเมืองไทยและดูงานกิจกรรมสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย) เขาได้กล่าวไว้ว่า "เวียดนาม จะเน้นเลี้ยงกุ้งบาง ทำไซซ์ใหญ่มูลค่าสูง เพื่อให้ประเทศมีรายได้มาก และประชาชนสามารถทำอาชีพเลี้ยงกุ้งได้อย่างยั่งยืน" ในวันนั้นผมได้ฟังแล้วต้องก้มหน้าพักใหญ่เลยทีเดียว
ดังนั้น ในที่นี้ผมขอสื่อในสิ่งที่ชาวกุ้งไทยส่วนใหญ่ลืมนึกถึง คือ
1.กุ้งขาว ใครๆ ก็เลี้ยงได้ประเทศไหนก็เลี้ยงได้ ในอนาคตย่อมมีการแข่งขันสูง คนเลี้ยงกุ้งที่อยู่ได้ ต้องทำให้มีต้นทุนต่ำ และขายได้ราคาสูงกว่าต้นทุนเท่านั้น จึงสามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน แต่ถ้าเรามีพวกที่เลี้ยงกุ้งไปพร้อมกับการทำลายสิ่งแวดล้อมไป ในอนาคตเราจะยืนหยัดอยู่ได้อย่างไร?
2.ประเทศไทยเลี้ยงกุ้งดำมานาน แหล่งเลี้ยงเสื่อมถอยระดับหนึ่ง เชื้อโรคก็หมักหมมอยู่มาก (เชื้อที่ไม่ก่อโรคร้ายในกุ้งดำ อาจมีสิทธิร้ายแรงในกุ้งขาวได้ ถ้าเชื้อปรับตัวได้เหมาะสม) ซึ่งการเลี้ยงกุ้งขาวแบบหนาแน่นมากเกินไปเกินเหตุเช่นนี้ จะเป็นเรื่องโน้มนำให้เกิดโรคทั้งเก่าและใหม่ได้ง่าย
การเลี้ยงกุ้งแน่นเกินศักยภาพการผลิตของแต่ละฟาร์ม แน่นอนว่าทุกรายต้องใช้แหล่งน้ำธรรมชาติเข้าช่วย แต่ถ้าใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำโดยเห็นแก่ตัวมากๆ แบบไม่บันยะบันยัง ดังตัวอย่างข้างต้นนี้เชื่อได้ว่าเราเลี้ยงกุ้งได้ไม่นาน หรืออย่างน้อยจะยิ่งเลี้ยงยากเกิดโรคง่าย และต้นทุนสูงจนสู้ตลาดไม่ไหว
3.คนเลี้ยงกุ้งของเราก็เหมือนเกษตรกรทั่วไป ชอบข่าวลือที่ดีๆ ดังๆ แต่ไม่ชอบคิดให้ถี่ถ้วน จึงหลงทางกันได้ง่าย
ถึงวันนี้ถ้า "เถ้าแก่นากุ้ง" ไม่ตั้งสติและฉุกคิดกันสักนิด ว่าไอ้ที่เราเชื่อกันว่าไทยเลี้ยงกุ้งเก่งนั้นจริงหรือไม่? หรือเป็นเพราะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และแหล่งน้ำธรรมชาติช่วยกันแน่ (ถ้าคิดได้ก่อนหน้านี้เราก็คงไม่เจ็บปวดกับกุ้งดำจนขยาดกันถ้วนหน้า ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน
4.และที่สำคัญ คือ ต้องอย่างลืมว่า เรามีบ่อกุ้งมาก หากต่างคนต่างโลภจนผลผลิตมากเกินไป จะยิ่งส่งผลให้ราคาไม่ดีและอย่าลืมอีกอย่างว่า ราคาตกต่ำภายในจากเหตุวัตถุดิบล้น จะก่อให้เกิดปัญหาแข่งขันด้านราคาขายของผู้ส่งออก จนกระทบต่อธุรกิจส่งออกทั้งวงจรของไทยในระยะยาวได้
ถึงวันนี้ มีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้ว คือ กุ้งล้นภายใน บางวันกุ้งเข้าตลาดมากเกินไปจนทำไม่ทันตีราคาเท่าไหร่คนเลี้ยงก็ขาย จนราคาวัตถุดิบบางไซซ์ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมาหลายเดือนแล้ว กรณีผู้ส่งออกบุญหล่นทับจนเท้าบวมนั้น เราไม่ว่ากัน แต่ขณะนี้เริ่มได้รับข้อมูลว่า ผู้ส่งออกเริ่มขายของถูกยอมตัดราคากันอีกแล้ว (เหมือนกุ้งดำปี 2541-2542) อีกหน่อยพอราคาตลาดโลกร่วงตามก็ต้องมาลดราคาซื้อกับคนเลี้ยงกุ้งกันต่อไปอีก สุดท้ายความซวยก็ตกอยู่กับคนเลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่นั่นเอง
ดังนั้น จะเห็นได้ชัดเจนว่าการเลี้ยงกุ้งแน่นเกินศักยภาพและความพร้อมของฟาร์ม กรณีกุ้งขาวถือว่าเป็นของใหม่ จึงมีโอกาสฟลุ๊กในช่วงแรกๆ ได้ง่าย แต่ความโลภอย่างไม่รับผิดชอบจะเกิดผลกระทบใหญ่หลวงต่อคุณภาพแหล่งเลี้ยงและสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง ซึ่งต่อไปจะทำให้เราเลี้ยงกุ้งยากขึ้น เสี่ยงโรคมากขึ้น และต้นทุนสูงขึ้น ซ้ำร้ายผลิตมากเกินไปจะเป็นเหตุโน้มนำให้เกิดภาวะราคาตกต่ำในอนาคตได้อีกด้วย
จึงขอเสนอทางออกสำหรับคนเลี้ยงกุ้งขาว โดยเฉพาะกลุ่มที่เลี้ยงแน่นเกินเหตุ (และใช้ทะเลเป็นบ่อพัก ใช้แหล่งเลี้ยงเป็นบ่อบำบัด) ดังนี้
1.ปล่อยกุ้งให้บางลงเถอะครับ มีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้วว่า ปล่อยเพียงไร่ละ 60,000-100,000 ตัว/ไร่ ก็คุ้มค่าแล้ว ถ้าความพร้อมมีมากก็อาจขยับไปที่ 120,000 ตัว/ไร่ จะเลี้ยงกุ้งใหญ่ก็ได้ เล็กก็ดี หากแน่นเกินแต่อยากทำไซซ์ใหญ่ก็สามารถจับออกบางส่วนก่อนได้ สรุปแล้วได้ผลผลิต มีกำไร เสี่ยงน้อย (ถ้าร่วมป้องกันโรคได้ดี ยิ่งไม่เสี่ยง) และมีโอกาสเลี้ยงกุ้งได้ยั่งยืนอีกด้วย
2.กรณีกุ้งแน่นเกินและต้องถ่ายน้ำช่วยมากๆ ควรมีบ่อพักเพื่อบำบัดน้ำก่อนปล่อยทิ้ง หรือใช้ระบบรีไซเคิล
3.ถ้าจะใช้วิธีดูดเลน ต้องมีบ่อพักอย่างพอเพียง (เก็บได้ทั้งเนื้อเลนและน้ำเลน) โดยฟาร์มเล็กอาจตัดมุมหรือตัดบ่อเลี้ยงบางส่วน ฟาร์มใหญ่อาจกันบางบ่อให้เป็นบ่อพักเลนหรือยอมตัดบ่อพักน้ำบางส่วน ทำบ่อพักเลน เท่านี้ก็หมดปัญหา
4.ต้องยอมรับความจริงว่า เราไม่ได้เลี้ยงกุ้งคนเดียว เมื่อเลี้ยงกันมากๆ จนผลผลิตเกินตลาด แทนที่จะได้กำไร ระวังต้อง "เจ๊าหรือเจ๊ง" เอาง่ายๆ
5.และท้ายที่สุด ขอให้เชื่อผมเถอะครับ "กินแต่พอดี เก็บไว้กินยาวดีกว่า" มิฉะนั้นจะท้องแตกแบบเฒ่าชูชก
หรืออนาคตต้องผอมโกรกแบบยาจกซูแน่ๆ และหากเราไม่ร่วมแก้ปัญหากันเอง อีกไม่นานรัฐคงต้องเข้ามาแก้ปัญหา เพราะในวันสัมมนากุ้งขาวที่กรมประมง มีผู้บริหารอาวุโสท่านหนึ่ง ได้พูดกับผมว่า "ตรงตามที่ได้คุยในที่ประชุมไว้มั๊ยล่ะหมอ ที่ว่าคนเลี้ยงกุ้งโลภและไม่ฟังใคร อีกหน่อยกุ้งขาวต้องมีปัญหาให้แก้มากมาย ต่อไปคงจะต้องเหนื่อยกันถ้วนหน้า"
ที่เสนอมาทั้ง 5 ข้อนี้ ขอให้ท่านผู้เลี้ยงกุ้งพิจารณาดูว่า ต่อไปจะร่วมกำหนดทิศทางการเลี้ยงกุ้งขาวกันอย่างไร เพราะข้อสรุปของท่านเมื่อประสานกันอย่างกว้างขวาง จะมีผลต่ออนาคตของชาวกุ้งไทยส่วนรวมโดยตรง
หมายเหตุ
บทความนี้ อาจนำไปสู่การแยกกลุ่มความคิด ระหว่าง คิดแบบนายทุนเห็นแก่ตัว หรือสายกลาง หรือส่วนรวม ท่านอ่านแล้วลองพิจารณาว่า ตนอยู่ในกลุ่มใด และพิจารณาต่ออีกครั้งว่า สังคมไทยส่วนรวมจะก้าวหน้า ยั่งยืน และเป็นสุข ควรประกอบด้วยคนกลุ่มใดเป็นหลัก เพราะมีตัวอย่างให้เห็นทั่วโลกว่า คนผิดกลุ่มชี้นำธุรกิจ ชี้นำประเทศ ทำให้คนส่วนน้อยนิดร่ำรวย หรือมีชื่อเสียง แต่คนส่วนใหญ่กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของประเทศต้องลำบาก และยากแค้นมามากต่อมากแล้ว ในวงการกุ้งจึงไม่ควรมีการชี้นำเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า และเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตในบั้นปลายโดยเด็ดขาด
และขอแจ้งไว้ด้วยว่า กรณีเลี้ยงกุ้งขาวแบบหนาแน่นมากๆ และมีผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมตามที่คนเลี้ยงกุ้งบางจำพวกทำอยู่นี้ "ผมยอมไม่ได้" เพราะตอนนี้ผมเหมือนวัวสันหลังหวะ เนื่องจากในช่วงประชุม "คณะกรรมการพิจารณาอนุญาตให้เลี้ยงกุ้งขาว" ที่กรมประมงเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่ประชุมได้ให้ความเห็นแย้งและเตือนแล้วว่า "จะเกิดปัญหาข้างหน้าอย่างแน่นอน" ผมก็พยายามออดอ้อนและชี้แจงถึงความจำเป็น จนกุ้งขาวผ่านที่ประชุมมาได้ แต่ถึงวันนี้ กลับต้องนอนไม่หลับ เพราะพฤติกรรมโลภโดยไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวมของคนบางคน
ดังนั้น กรณีเลี้ยงกุ้งขาวแบบโลภมากจนทำลายสิ่งแวดล้อม และทำลายอนาคตโดยส่วนรวมเช่นนี้ ผมจะหาแนวร่วมต่อต้านอย่างจริงจัง ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทย ปักษ์หลัง ฉบับเดือน พฤศจิกายน 2547

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด