ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ประเมินทิศทางกุ้งไทยปี 2548
นำเสนอข้อมูลโดย น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรต



เมื่อผมได้รับการติดต่อจากคณะทำงานหนังสือพิมพ์กุ้งไทยให้ช่วยประเมินสถานการณ์และทิศทางธุรกิจกุ้งในปี 2548 ทั้งที่ผมเคยกล่าวในที่สัมมนาหลายแห่งว่า ต่อไปผมจะไม่แจ้งข้อมูลอนาคตแก่วงการกุ้ง เพราะอาจส่งผลต่อการได้-เสียในธุรกิจของผู้ประกอบการภายในได้
ดังนั้น ในคราวนี้ผมขอเสนอประเด็นในภาพรวม โดยสรุปจากข้อมูลที่ประสานจากแนวร่วมเครือข่ายคนไทย-กุ้งไทย ทั้งในและต่างประเทศเป็นหลัก และขอประเมินทิศทางธุรกิจกุ้งไทย 2548 ดังนี้
เงื่อนไขธุรกิจที่สำคัญ
1. ด้านการตลาด
1.1 ตลาดสหรัฐอเมริกา - ได้ประกาศอัตราภาษี AD ซึ่งค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า ไทยพอลุ้นค้าขายต่อไปได้ (แม้หลายประเทศจะได้ลดฮวบฮาบจนน่าดีใจแทนก็ตาม) ดังนั้น ในตลาดสหรัฐมีประเด็นฝากพิจารณา 2 ข้อ คือ
1.1.1 จีน ถูกอัตราภาษีสูงโด่กว่าชาวบ้านเขา ก็คงจะเน้นส่งผลิตภัณฑ์เข้าสหรัฐฯ เฉพาะประเภทที่ไม่โดน AD คือ กุ้งแปรรูปซุบเกล็ดขนมปัง ซึ่งเดิมไทยเป็นเจ้าตลาดมานาน อาจส่งผลให้เราต้องแข่งขันทางธุรกิจกันพอสมควร และลูกค้าของเราบางส่วนก็อาจใช้ผลิตภัณฑ์จากจีนเพิ่มขึ้นจำนวนหนึ่ง
1.1.2 ผมเชื่อตามนักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ ที่วิเคราะห์ไว้ว่า ปี 2548 ยอดนำเข้ากุ้งของสหรัฐฯ คงไม่เพิ่ม หรือชะลอตัวเล็กน้อย เนื่องจาก กระแส "ราคาถูก" ได้กระตุ้นการบริโภคเพิ่มมากกว่า 2 ปีแล้ว และปี 2548 เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่าเงินก็อ่อนตัว ราคากุ้งก็สูง (ทั้งเพราะค่าเงินและภาษี AD)
1.2 ตลาดญี่ปุ่น - แม้คาดว่าจะใช้กุ้งในปริมาณเท่ากับปีนี้ แต่นักธุรกิจญี่ปุ่นได้วางฐานการซื้อที่เวียดนาม, อินโดนีเซีย และตะวันออกกลาง จนลงตัวแล้ว จึงเป็นการยากที่จะเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดนี้ หรืออาจเพิ่มได้บ้างถ้าไทยมีกุ้งกุลาดำตัวใหญ่ๆ สวยๆ คุณภาพดี และตรงใจตลาดตามที่เขาเรียกหามาตลอด
1.3 ตลาดอี.ยู. - แม้ปัจจุบันเราพอมีความหวังว่า อี.ยู. น่าจะคืน จี.เอส.พี. แก่เรา แต่ตราบใดไม่ผ่านมติขั้นสุดท้ายของเขาก็ยัง "ดีใจ" ไม่ได้ ในขณะเดียวกันแม้จะได้สิทธิ จี.เอส.พี. และเสียภาษีลดลง อี.ยู. เองก็ยังมีมาตรการอื่นที่จะตรวจเข้มกุ้งไทย ทั้ง สารตกค้าง และระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Tracebility) ซึ่งเขาแจ้งแล้วว่าปี 2548 จะเข้มงวดเต็มระบบ แต่อย่างน้อยเราก็มีผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งที่พร้อมค้าขายกับ อี.ยู. ได้อย่างแน่นอน
1.4 ตลาดอื่นๆ - แม้จะเป็นตลาดที่ยอดซื้อไม่มาก แต่เมื่อรวมหลายประเทศก็มากโขอยู่โดยเฉพาะแคนนาดา ออสเตรเลีย ที่เรายังมีโอกาส แต่ถ้ากรณีตลาดเพื่อนบ้านในเอเซียด้วยกันทั้ง สิงคโปร์ เกาหลี ฮ่องกง คงจะต้องแข่งราคากันมากขึ้น และราคาจะต่ำ ถ้า จีน ผลิตกุ้งปี 2548 ได้มากพร้อมๆ กัน

2. ด้านการผลิต
2.1 กุ้งโลก - แนวโน้มการผลิตของแต่ละประเทศ ขึ้นกับฝีมือและศักยภาพในการขาย ปี 2548 เป็นปีที่ยังคงอยู่ในภาวะ "ผลผลิตเต็มตลาด" อีก 1 ปี เท่าที่พอคาดการณ์ได้ คือ กุ้งขาว จะเพิ่มจาก อินโดนีเซีย และน้องใหม่ เวียดนาม เพราะถ้าเลี้ยงเฉพาะกุ้งดำจะเสียเปรียบในตลาดกุ้งไซซ์เล็ก
2.2 กุ้งไทย - แรงเฉื่อยจากกระแสตะลุยเลี้ยงกุ้งขาวยังคงมีต่อเนื่อง จึงคาดกันว่าจะผลิตได้เพิ่มขึ้น แต่ความเป็นจริงจะผลิตได้มากหรือน้อย ขึ้นกับเงื่อนไขและเหตุการณ์ทางธุรกิจช่วงปี 2548 เอง

3. ด้านมาตรฐานสินค้า
ปี 2548 เป็นปีที่ประเทศผู้ซื้อหลักทุกประเทศ จะเข้มงวดในมาตรฐานสินค้า ซึ่งมีรายละเอียดมากมายและจำเพาะตลาด จำเพาะประเทศ ในที่นี้ผมสรุปง่ายๆ คือ
3.1 มาตรการสอบย้อนกลับ (Tracebility) ต้องถูกต้องครบถ้วนและชัดเจนตลอดวงจรธุรกิจ ใบกำกับทุกขั้นตอนต้องถูกต้อง 100% หรือจะปรับระบบกันอย่างไรก็ต้องร่วมมือกันทำให้ครบถ้วนจริง มีปัญหาตรงไหน ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องช่วยกันแก้ เพราะ อี.ยู. เขาเอาจริงบริษัทนำเข้าญี่ปุ่นก็เอาจริง และอีกไม่นานสหรัฐฯ ก็เริ่มเอาจริง ผมเชื่อว่า ถ้าเราได้ครบถ้วนจะช่วยเพิ่มโอกาสการส่งออกได้ระดับหนึ่ง
3.2 มาตรฐานปลอดสาร และสุขอนามัย "ต้องผ่าน" เพราะเป็นมาตรฐานโลก ประเทศไหนประวัติเสีย จะก่อผลลบทางธุรกิจรุนแรงได้ (อย่าลือว่ามีกุ้งให้เลือกซื้อทั่วโลก ผู้ซื้อย่อมเลือกซื้อเฉพาะของดี)

แนวทางการผลิตกุ้งไทย
ถ้าถามคนเลี้ยงกุ้ง ณ วันนี้ ส่วนใหญ่คงตัดสินใจเลี้ยงกุ้งขาวกันมาก น้อยรายที่จะเลี้ยงกุ้งดำ และส่วนใหญ่คิดว่าจะตะลุยปล่อยกุ้งรอบต้นปี (ระหว่าง ม.ค.- มี.ค.) ซึ่งถ้าทุกรายได้ลูกกุ้งและเลี้ยงไปได้ตลอดรอดฝั่งเกือบทั้งหมด คงต้องระวังกุ้งประดังออกพร้อมกันในเดือน เมษายน - มิถุนายน ซึ่งตรงกับช่วงที่ออร์เดอร์กุ้งยังไม่มาก จะมีความเสี่ยงเรื่องราคาได้ (เพราะกุ้งขาวถ้าเลี้ยงได้จะได้ผลผลิตมาก) ดังนั้น ในความเห็นของผมมีข้อเสนอ ดังนี้
1. อย่าเลี้ยงกุ้งพร้อมกันทั้งฟาร์ม ควรแบ่งโซน หรือแบ่งบ่อ ทะยอยเลี้ยง ทะยอยขาย น่าจะช่วยลดความเสี่ยงปัญหาตลาดได้
2. ไม่ควรลงกุ้งแน่น เกินศักยภาพและเงื่อนไขการผลิตของตนเอง เพราะปี 2548 คาดว่าอากาศจะร้อน และน้ำเค็มจัดตามภาวะแอลนิญโญ พื้นบ่อไม่เหมาะ อุปกรณ์ไม่พร้อม ประสบการณ์ไม่พอ ระวังลงกุ้งแน่นเกินจะเอาไม่อยู่นะครับ
3. รายที่จะเลี้ยงกุ้งดำ ควรประสานรวมกลุ่ม และติดต่อให้โรงเพาะฟักรายเดียวกันช่วยทำลูกกุ้งให้ (เพราะถ้าโรงเพาะฟักต่างคนต่างทำ แล้วขายไม่หมดก็ขาดทุนจนต้องหยุดเพาะกุ้งดำดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน) และรายที่เลี้ยงกุ้งดำต้องมั่นใจว่าเลี้ยงไปหาไซซ์ใหญ่ได้ด้วย

สรุป
ปี 2548 กุ้งโลกยังอยู่ในภาวะแข่งขัน แนวโน้มกุ้งขาวเพิ่มจากอินโดนีเซีย และเวียดนามส่วนกุ้งดำ โดยรวมน่าจะทรงตัว ส่วนไทยน่าจะมีผลผลิตกุ้งขาวเป็นหลักในรอบต้นปี และปลายปีมีกุ้งดำแซมมากขึ้น และควรพิจารณากรณีห้องเย็นและฟาร์มเลี้ยงสามารถประสานทำโครงการผลิตกุ้งดำร่วมกัน เพราะจะเป็นแนวทางเดียวที่สายการผลิตกุ้งดำแข็งแกร่งขึ้นมาได้ ส่วนกุ้งขาว ไม่ต้องห่วง เพราะนิยมเลี้ยงกันมากอยู่แล้ว และแม้ว่าจะมีปัญหาก็มีตัวตายตัวแทนต่อไปได้ (สำคัญที่ว่า ใครจะเป็นตัวตาย และใครจะเป็นตัวแทนเท่านั้น)

อนึ่ง โปรดอย่าลืมว่า
ผู้เลี้ยงกุ้งไทย ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะ ในขบวนการผลิตกุ้งอย่างเด็ดขาด
และกรณีกุ้งขาว ต้องระวังอย่าให้มียาฯ ปนเปื้อนลงบ่อเลี้ยง เพราะกุ้งขาวเป็นกุ้งกินตะกอน
หากมียาฯ ปนเปื้อนลงในบ่อ จะเคลียร์ไม่หมด และติดค้างในตัวกุ้งไปตลอด


ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทย ปักษ์หลัง ฉบับเดือน ธันวาคม 2547

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด