ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

สมาคมกุ้งไทย สรุปข้อมูลให้ทราบว่า

จากตัวเลขดังกล่าวอัตราภาษี AD ของไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก ในขณะที่ประเทศเอกวาดอร์ กับเวียดนาม ได้อัตราภาษีที่ต่ำกว่าเรา อย่างไรก็ตามไทยสามารถส่งออกในตลาดสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากจีนที่เคยส่งออกสินค้ากุ้งขาวไปสหรัฐฯจำนวนมาก เมื่อถูกเก็บภาษี AD ในอัตราสูงทำให้หมดทางแข่งขันในตลาดนี้ได้อีก ในขณะที่ไทยผลิตกุ้งขาวเป็นหลักมีโอกาสเพิ่มการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯมากขึ้น
ในส่วนของอัตราภาษีของประเทศเอกวาดอร์ แม้ว่าตัวเลขจะต่ำ แต่ภาคการผลิตกุ้งขาวยังมีปริมาณไม่มากนัก คือไม่เกิน 1 แสนตัน/ปี และสินค้ากุ้งที่ส่งออกเป็นสินค้าแปรรูปพื้นฐาน ยังไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าเพียงพอ

สำหรับอินเดียและเวียดนาม ที่ได้อัตราภาษีต่ำกว่าไทยเช่นเดียวกันนั้น
ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคเนื่องจากทั้งสองประเทศผลิตกุ้งกุลาดำเป็นหลัก ซึ่งเป็นสินค้าที่ต่างกันดังนั้นการแข่งขันไม่รุนแรง อีกทั้งสินค้าแปรรูปเราได้พัฒนาไประดับหนึ่งแล้ว ประกอบกับระบบขนส่งที่ได้เปรียบกว่า จึงไม่มีผลกระทบใดๆกับประเทศไทย
คู่แข่งอย่างจีนไม่ต้องคิดถึง ส่วนกุ้งดำต้องสู้กับเวียดนาม คุณภาพเท่านั้นถึงจะชนะเขาได้
คุณพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ อุปนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวถึงทิศทางกุ้งไทยภายหลังจากสหรัฐฯ ประกาศผลเอดีออกมาเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ว่า ผลที่ออกมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไทยได้เปรียบจีน ซึ่งมีอัตราภาษีมากที่สุด ทำให้ทิศทางกุ้งขาวน่าจะสดใสขึ้น เพราะสหรัฐฯน่าจะยกตลาดกุ้งขาวในส่วนของจีนมาให้กับไทย ส่วนกุ้งดำไทยจะเสียเปรียบเวียดนาม ซึ่งมีอัตราภาษีน้อยกว่าไทยเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตามไทยก็ยังได้เปรียบอินเดีย ทั้งนี้ตัวเลขภาษีเอดีของไทยและประเทศอื่นที่สหรัฐฯ ประกาศออกมาต่างกันเล็กน้อย คงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับทิศทางการส่งออกกุ้งของไทย

พอใจผลเอดี แต่ตัวเลขน่าจะดีกว่านี้
ส่วนสาเหตุที่เวียดนามได้ภาษีน้อยกว่าไทย คุณพจน์ กล่าวว่า การคำนวณภาษีครั้งแรก ซึ่งใช้วิธีเปรียบเทียบราคากับประเทศบังคลาเทศนั้น ปรากฏว่ามีการใช้วิธีคำนวณภาษีผิด ทำให้ต้องคำนวณภาษีใหม่ โดยใช้แบบเปรียบเทียบราคาขาย ทั้งนี้ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ จะคำนวณแบบเอาไซซ์มาเฉลี่ยหารกัน แต่ในการคำนวณภาษีระยะสุดท้ายนี้ใช้การคำนวณแบบเทียบกันไซซ์ต่อไซซ์ สำหรับในส่วนของห้องเย็นนั้น รู้สึกพอใจในระดับหนึ่งที่ได้ความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจต่อไป แต่คิดว่าไทยน่าจะได้ภาษีที่ต่ำกว่านี้
ถึงแม้ว่าขณะนี้ตัวเลขออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว แต่เราต้องรอดูอีกต่อไป เพราะทางกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ จะส่งวิธีคำนวณมาให้ตรวจสอบ จากนั้นเราต้องมาตรวจสอบจากวิธีคำนวณอีกครั้งหนึ่งตามขั้นตอน ซึ่งหากเรามาคำนวณแล้วพบว่าเขาคำนวณผิด เรามีสิทธิ์อุทธรณ์ได้ แต่หากไม่ผิดเราก็ต้องยอมรับวิธีคำนวณภาษีของเขาโดยปริยาย และต้องรอ ITC Final (คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ประกาศผลขั้นสุดท้าย)

ปรับตัวแต่อย่าแห่เลี้ยง
เมื่อถามว่า คนเลี้ยงกุ้งไทยต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง เมื่อมีการประกาศเอดีแล้ว คุณพจน์ตอบว่า สิ่งที่เกษตรกรต้องทำมีอยู่ 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1.ต้องเลือกเลี้ยงในสิ่งที่ตัวเองถนัด ไม่ว่าจะเป็นกุ้งขาวหรือกุ้งดำ ต้องดูองค์ประกอบการเลี้ยงของตัวเองด้วย 2.ต้องทำให้ปลอดสารตกค้างโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะไนโตรฟูแรน เพราะตั้งแต่ 1 ม.ค.48 เป็นต้นไปสหรัฐฯ จะตรวจเข้มในเรื่องสารตกค้าง โดยเฉพาะไนโตรท์ ซึ่งหากตรวจพบในสินค้าจะถูกส่งกลับทันที ซึ่งต่างจากอียูที่จะเผาทำลายสินค้าทันทีหากตรวจพบ นอกจากนี้ยังถูกบันทึกรายชื่อเข้าแบล๊คลิสต์ทำให้ไม่สามารถส่งของเข้าสหรัฐฯได้อีก และ 3. กุ้งขาวน่าจะมีมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะตลาดใหญ่อย่างจีนได้รับภาษีในอัตราที่สูงมาก ทำให้กุ้งจากจีนน่าจะหมดจากตลาดสหรัฐฯ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งดำอยู่ อย่าแห่มาเลี้ยงกุ้งขาวกันหมด เพราะจะทำให้รักษาสัดส่วนระหว่างกุ้งขาวและกุ้งดำไม่ได้ โดยอยากให้มีสัดส่วนกุ้งดำในตลาดในปีหน้าประมาณ 25-30 % เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นกับกุ้งขาว แต่กุ้งดำคนเลิกเลี้ยง จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาทันที

ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ภาษีเอดี
คุณพจน์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของการส่งออกกุ้งไทยหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐประกาศอัตราภาษี AD ขั้นสุดท้ายในขณะนี้ ไม่ใช่อัตราภาษี AD เราได้เท่าไหร่ แต่เป็นวิธีการปฏิบัติของศุลกากรสหรัฐภายหลังการเรียกเก็บภาษี AD มากกว่า เนื่องจากสหรัฐจะนำกฎหมาย Continued Dumping and Subsidy Offset Act (Byrd Amendment) มาใช้กับกรณีนี้ด้วย ซึ่งมี 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
1. cash bond (การวางเงินสดค้ำประกันตามอัตราภาษีที่ประกาศ) เป็นการเรียกเก็บตามอัตราภาษีเช่น หากโดนเอดี 5% ก็ต้องวางเงิน 5%ของมูลค่าสินค้าในแต่ละตู้ที่ส่งเข้า
2. continuous bond (เรียกเก็บภาษีต่อเนื่องเพิ่มเติม เพื่อเป็นหลักประกันในกรณีผู้นำเข้าโดนเรียกภาษีย้อนหลัง) ศุลกากรได้ออกไกด์ไลน์ของกฎหมายฉบับนี้ออกมาในเดือน ก.ย.47 ให้วางเงินคำค้ำประกัน ด้วยเงินสด โดยศุลกากรสหรัฐจะใช้วิธีคำนวณยอดส่งออกเข้าสหรัฐตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ยกตัวอย่าง ผู้นำเข้าในสหรัฐต้องการนำเข้ากุ้งจากบริษัท ก.ในไทย หากปีที่ผ่านมามีมูลค่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐและบริษัทนี้ถูกเรียกเก็บ AD ขั้นสุดท้ายในอัตรา 10% ผู้นำเข้าต้องวาง continuous bond ไว้กับศุลกากรสหรัฐเป็นเงิน 100,000 เหรียญสหรัฐก่อน จึงจะอนุญาตให้นำเข้ากุ้งได้ ซึ่งการเรียกเงินสดค้ำประกันแบบ continuous bond จะก่อปัญหาให้กับผู้นำเข้าสหรัฐมาก ทำให้ผู้นำเข้ากุ้งขนาดกลางถึงขนาดเล็กไม่สามารถนำเข้ากุ้งจากประเทศที่ถูกเรียกเก็บ AD ได้
3. liability (ภาระผูกพันภาษีเอดีย้อนหลัง) ซึ่งศุลกากรสหรัฐฯ กำหนดให้ผู้นำเข้ากุ้งสหรัฐต้องรับผิดชอบอัตราภาษี AD ที่เพิ่มขึ้น หากอัตราภาษี AD ที่ถูกเรียกเก็บในการทบทวนปีแรกจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ตาม

สำหรับระยะเวลาการทบทวน AD (period of review) ของสหรัฐ จะกินเวลาประมาณเกือบ 2 ปี เช่น ในกรณี AD กุ้ง ทาง ITC ประกาศผลขั้นสุดท้าย 7 กุมภาพันธ์ 2548 แล้วจะเริ่มนับระยะเวลาในการทบทวนทันที โดยจะไปสิ้นสุดในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 หากพบว่ามีการทุ่มตลาดเพิ่มก็ต้องเสียภาษี AD เพิ่ม ซึ่งเป็นช่วงประกาศผลการตัดสินขั้นต้น แต่สหรัฐอาจจะใช้เวลาคำนวณอีก กว่าจะประกาศอัตราทบทวน AD ก็จะต้องรอจนถึงเดือนธันวาคม 2549
เงื่อนไขทั้งหมดนี้จะจำกัดให้เหลือแต่ผู้นำเข้าขนาดใหญ่เท่านั้น ที่กล้านำเข้ากุ้งจากประเทศที่ถูกเรียกเก็บ AD เพราะการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังของศุลกากรสหรัฐเป็นมาตรการรุนแรงมาก ทำให้บริษัทผู้นำเข้าล้มละลายได้ และถึงจะเหลือแต่รายใหญ่ แต่ผู้นำเข้าต้องมั่นใจกับตัวผู้ส่งออกมากๆ อาจจะต้องถึงกับต้องร่วมทุนกัน ซึ่งกรณีแบบนี้เกิดขึ้นแล้วในการส่งออกสับปะรดกระป๋องไทยที่ถูกเรียกเก็บภาษี AD ไปแล้วระยะหนึ่งปรากฏ บริษัทผู้ส่งออกจาก 11 รายเหลือเพียง 5-6 รายเท่านั้น
ในส่วนของ "รูบิคอน กรุ๊ป" นั้น นายพจน์ระบุว่า ทางออกของเราก็คือ จะใช้บริษัทรูบิคอนสหรัฐ ซึ่งเปิดดำเนินกิจการในสหรัฐมาหลายปีแล้ว เป็นผู้นำเข้าสินค้ากุ้งในเครือรูบิคอนทั้งหมด เพื่อที่รูบิคอนสหรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไขของ AD และหลังจากปลดล็อกเงื่อนไขตาม AD ได้แล้ว รูบิคอนสหรัฐจะเป็นผู้กระจายสินค้ากุ้งในสหรัฐเอง โดยอาจจะขายตรงผ่านช่องทางต่างๆ หรือส่งต่อให้กับผู้นำเข้า
กุ้งขาวสดใส-กุ้งดำบี้กับเวียดนาม
คุณพจน์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของออเดอร์ในช่วงนี้นั้น ยังไม่มีการสั่งเข้ามา เนื่องจากส่วนใหญ่ออเดอร์ล๊อตสุดท้ายจะอยู่ในเดือนธันวาคม และในเดือนมกราคมก็ยังไม่มียอดจอง เพราะต้องรอไฟนอลเอดี และการบังคับใช้เอดี
"สรุปคือเอดีออกมาไม่ต่างจากที่คิดไว้ เพราะอัตราภาษีที่แตกต่างระหว่าง 6 ประเทศ โดยเฉพาะเวียตนามไม่ใช่เรื่องสำคัญ เนื่องจากที่ผ่านมาเราก็สู้กับคู่แข่งมาตลอดอยู่แล้ว วันนี้อินเดีย บราซิล จีนล้วนได้เอดีสูงกว่าเรา ส่วนเวียดนาม แม้จะได้เอดีน้อยกว่าเรา แต่ก็ทำกุ้งดำไซซ์ใหญ่เป็นส่วนมาก ขณะที่เอกวาดอร์ก็ผลิตได้ไม่มาก และทำกุ้งติดหัว,หักหัวและกุ้งเนื้อเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นกุ้งขาวเราจึงน่าจะมีส่วนแบ่งมากที่สุดในสหรัฐฯ จะมีปัญหาแค่เรื่องกุ้งดำไซซ์ใหญ่ ซึ่งต้องแข่งขันกับเวียดนามที่มีเอดีน้อยกว่าไทยประมาณเกือบ 2% แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ จะค้าร่วมกันอย่างไร"

ส.แช่เยือกไม่กังวลผลเอดี
ขณะที่ ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวถึงผลเอดีที่ออกมาว่า รู้สึกพอใจกับผลเอดี เพราะคู่แข่งแต่ละรายล้วนใกล้เคียงกันยกเว้นจีน ทำให้ไม่มีการตัดลูกค้ากันเองมาก ซึ่งถือว่ามีความชัดเจน เพราะส่วนที่เกี่ยวข้องจะได้ทำงานต่อไป ข้อดีอีกอย่างคือ เอดีไทยในช่วงแรกกับช่วงหลังใกล้กันมาก มีความชัดเจน ไม่ใช่ว่าช่วงแรกผิดพลาดมากมาย พอช่วงหลังมีตัวเลขเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อาจมีการคิดผิดหรือสับสนในข้อมูล โดยหากมีการคิดรอบต่อไปแล้วคงไม่วุ่นวายนัก
ส่วนการที่เวียดนามได้เอดีน้อยกว่าไทย จะส่งผลกระทบต่อกุ้งไทยหรือไม่ ดร.ผณิศวร ตอบว่า ตนให้ความเห็นว่า ไม่น่าจะเป็นผลกระทบต่อไทย เพราะเป็นสินค้าของทั้ง 2 ประเทศ เป็นสินค้าคนละตัวกัน เวียดนามทำกุ้งดำ ส่วนไทยทำกุ้งขาว ซึ่งแต่เดิมไม่ว่าผลเอดีจะเป็นอย่างไร เราก็สามารถแข่งขันได้อยู่แล้ว จึงไม่น่าวิตกเรื่องนี้เท่าใดนัก
"กุ้งจะขายได้มากหรือน้อยลงไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาษีตัวนี้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราปรับตัวได้หรือไม่ เราปรับตัวเรื่องคุณภาพ เรื่องความปลอดภัย เรื่องความสดได้หรือไม่ อีกอย่างที่อยากให้คิดกันคือเรื่องคุณภาพ ขอให้ชัดเจนสิ่งสำคัญคือหากเราต้องการให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ผมว่าภาษีขนาดนี้เรายังขายได้ ถ้าภาษีต่างกันเราก็ต้องทำคุณภาพให้แตกต่างกันและทำให้ดียิ่งขึ้นไปอีก อย่าง จีนอาจหันไปทำกุ้งชุบแป้ง เพราะไม่ถูกภาษี ของเราก็ต้องไปแข่งกับอินโดนีเซียที่ไม่โดนภาษี ส่วนกุ้งดำก็ต้องไปแข่งกับเวียดนาม ที่โดนต่ำกว่าเรา เพราะฉะนั้นจึงต้องมาดูว่าเราสมควรทำอะไรแข่งกับเขา ต้องคิดดูว่าหากเราจะไปอียู ขณะที่อินโดนีเซียและเวียดนามมาตลาดสหรัฐฯ ช่องทางตลาดอียูก็จะเปิดให้ไทยเข้าตลาดอียูมากขึ้น แต่หากคิดจะไปอียูไทยต้องทำคุณภาพให้ได้ ต้องมีความปลอดภัยไร้สารตกค้าง หากทำไม่ได้ก็หมดหวังที่จะเข้าอียู"
เตรียมวางแผนทำงานต่อ
ส่วนขั้นตอนต่อไปหลังจากประกาศเอดีของผู้ส่งออกต้องทำอะไรนั้น ดร.ผณิศวร ตอบว่า ต้องเตรียมตัวทำตัวเลขไว้ เพราะยังมีความเสี่ยงสูงที่อาจถูกทบทวน ซึ่งจำเป็นต้องทำทุกราย เพราะหากไม่ทำภาษีก็จะอยู่ที่ 6 % ตลอดไป แต่หากทำแล้วอาจลดลงได้ ซึ่งกลายเป็นความได้เปรียบ
"จะได้เปรียบหรือเสียเปรียบกับเวียดนามนั้นไม่สำคัญ เพราะเป็นกุ้งคนละตัวกัน แต่ได้เปรียบเสียเปรียบกันเองระหว่างกุ้งไทยกับกุ้งไทย เรา 6% เขา 4% จะเอาอะไรไปบอกกับลูกค้าว่า เหตุใดกุ้งจากที่เดียวกันแต่ราคาต่างกัน ซึ่งจะดูไม่ดีในสายตาลูกค้า เพราะฉะนั้นยิ่งรายใหญ่ยิ่งต้องทำ ส่วนรายย่อยต้องมาดูว่าจะมีแนวทางวางคำประกันจะทำกันอย่างไร ผมคงจะเรียกประชุมสมาชิกสมาคมอีกรอบ เพราะเมื่อรู้ตัวเลขเอดีชัดเจนแล้ว จะได้อธิบายให้ชัดเจนเลยว่า จะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรต่อไป ต้องทำงานมากขึ้นหน่อย"
ภาษีไทยน่าดีกว่านี้
นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย กล่าวในเรื่องเอดีว่า ค่อนข้างน่าผิดหวัง ภาษีที่ประกาศออกมามันน่าจะต่ำกว่านี้ แต่ก็ถือว่าไม่ได้เลวร้ายอะไร เรายังได้เปรียบอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของจีน ที่แข่งขันไม่ได้ไทยคงได้รับประโยชน์ตรงนี้ไป ส่วนของเวียดนามที่ต่ำกว่า ก็ไม่น่าห่วง เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องกุ้งดำ ขณะที่เอกวาดอร์ก็ไม่น่าห่วง เพราะสัดส่วนของจีนมากกว่า และศักยภาพในการผลิต และด้านอาหารแปรรูปยังแข่งกับไทยไม่ได้
ต่อคำถามที่ว่า การประกาศอัตราภาษีดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อไทยหรือไม่นั้น นายสมศักดิ์ ตอบว่า คิดว่าไม่กระทบไทยในแง่ตลาดการขาย รวมถึงตลาดแข่งขันมากนัก เพียงแต่ไม่เป็นตามคาดการณ์ไว้เท่านั้น การส่งออกนั้นก็ไม่เป็นปัญหา โดยในขั้นตอนต่อไปต้องรอให้ ITC ประกาศยืนยันในวันที่ 31 ม.ค.48 ซึ่งเราอาจจะใช้ช่วงเวลานี้ตรวจสอบตัวเลขที่แน่ชัดอีกครั้ง

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทย ปักษ์หลัง ฉบับเดือน ธันวาคม 2547

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด