ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ "สึนามิ" ต่ออุตสาหกรรมกุ้ง
ฝ่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย


จากการเกิดวิกฤตการณ์คลื่นยักษ์ "สึนามิ" ที่ก่อผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชายฝั่งทะเลด้านอันดามันของประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 นั้น สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย มีความตระหนักว่า ภัยธรรมชาติในครั้งนี้ นอกจากจะก่อความสูญเสียทันทีเฉพาะหน้าอย่างรุนแรงต่อธุรกิจและชุมชนชายฝั่งทะเลแล้ว ยังจะก่อความเสียหายต่อเนื่องทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมจนเป็นที่น่ากังวลยิ่ง เนื่องจาก คลื่นยักษ์สึนามิ ได้ทำลายแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งประเทศไทยถือว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหัวใจของรายได้หลักที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในขณะที่ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อการส่งออก ซึ่งถือเป็นรายได้หลักอีกส่วนหนึ่งก็อยู่ในช่วงที่มีปัญหา ทั้ง ข้าว และสินค้าเกษตรหลายชนิด ซึ่งต้องประสบภาวะภัยแล้งในปี 2548-2549 นี้ ผลิตภัณฑ์ไก่เพื่อการส่งออก ที่อยู่ระหว่างการแก้ปัญหาจากไข้หวัดนก ตลอดจนผลิตภัณฑ์กุ้งเพื่อการส่งออกที่มีปัญหาและอุปสรรคจากเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น เมื่อไทยต้องประสบกับภัยธรรมชาติอย่างร้ายแรงเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการร่วมแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและป้องกันผลกระทบต่อเนื่องอันเกิดจากคลื่นยักษ์สึนามิในทุกด้านโดยด่วน ฝ่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย จึงได้ทำการสำรวจศึกษาและประเมินผลกระทบต่อภาคการผลิตกุ้งเป็นการเร่งด่วน เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นประกอบการแก้ไขวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ต่อไป ถึงปัจจุบัน ได้ข้อสรุปขั้นต้น ดังนี้

ความเสียหายที่เกิดโดยตรงต่อภาคการผลิตกุ้ง
1. ความเสียหายเฉพาะหน้าทันทีในวันเกิดคลื่นยักษ์ "สึนามิ"
1.1 ด้านพันธุ์กุ้ง

1.1.1 แหล่งพันธุ์กุ้งกุลาดำ ไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากอยู่ในเขตทะเลลึกและไกลจากชายฝั่ง
1.1.2 พันธุ์กุ้งขาว แวนนาไม ได้รับความเสียหาย 2 กลุ่ม คือ
- กลุ่มนำเข้าพันธุ์กุ้งคุณภาพตามประกาศของกรมประมง ที่ดำเนินการในเขตภูเก็ตและพังงาได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด และบางส่วนแม้จะไม่เสียหายทันที แต่ต้องดูแลฟื้นฟูและทดสอบคุณภาพอีกครั้งก่อนการผลิตลูกกุ้งรอบใหม่
- กลุ่มพ่อแม่พันธุ์จากภายในประเทศ ทั้งที่ภูเก็ต กระบี่ และพังงา ได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมดเช่นกัน (เนื่องจากเป็นฟาร์มริมฝั่งทะเล)

ทั้งนี้ ในส่วนความเสียหายด้านพันธุ์กุ้ง ซึ่งนอกจากมูลค่าพันธุ์กุ้งกว่า 50ล้านบาทแล้ว ยังจะส่งผลต่อปริมาณผลผลิตลูกกุ้งในช่วงต้นปี 2548 ที่ระดับ 400 ล้านตัว/เดือน หรือ 40% ชองปริมาณผลผลิตลูกกุ้งขาวทั้งประเทศในระยะปัจจุบัน (1,000 ล้านตัว/เดือน) อันจะส่งผลต่อปริมาณผลผลิตได้ระดับหนึ่ง

1.2 ด้านระบบฟาร์มเพาะฟักและอนุบาลลูกกุ้ง
ฟาร์มเพาะฟัก และอนุบาลลูกกุ้งในเขตจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา และตรัง สตูลบางส่วน ได้รับความเสียหายในระดับที่แตกต่างกัน ดังนี้
1.2.1 ระบบการกรองและสูบน้ำจากชายฝั่งทะเลสู่ระบบฟาร์ม เสียหายทั้งหมด
1.2.2 ระบบบ่อเพาะฟักและอนุบาลลูกกุ้ง แบ่งความเสียหายเป็น 2 กลุ่ม คือ
- ฟาร์มที่อยู่ทางด้านตะวันตก รับคลื่นโดยตรง (ทุกเขตยกเว้นฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ต) ได้รับความเสียหายทั้งระบบ ทั้งระดับที่ยากต่อการซ่อมแซมขึ้นใหม่ และสามารถซ่อมแซมเพื่อใช้งานต่อได้ใน 6 เดือนข้างหน้า
- ฟาร์มที่อยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะภูเก็ตและในแนวคลอง ได้รับความเสียหายน้อยกว่า และอยู่ในระดับที่สามารถซ่อมแซมได้
ประเมินความเสียหายด้านระบบฟาร์มเพาะฟักและอนุบาลลูกกุ้ง คาดว่าจะมากกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ นอกจากการก่อสร้าง จัดซื้อ และซ่อมแซมอาคารสถานที่ อุปกรณ์ และระบบฟาร์มแล้ว ยังกระทบทางธุรกิจในการผลิตลูกพันธ์กุ้งอีกด้วย เพราะภูเก็ต กระบี่ และพังงา ถือเป็นแหล่งผลิตลูกกุ้งหลักของภาคใต้

1.3 ด้านฟาร์มเลี้ยงกุ้งเนื้อ
ฟาร์มเลี้ยงกุ้งเนื้อ ทั้งที่ชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำและแนวคลองในเขตจังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต และตรัง สตูลบางส่วน ได้รับความเสียหายในหลายระดับ คือ
1.3.1 ฟาร์มที่มีกุ้งในบ่อเลี้ยงและถูกน้ำท่วม เสียหายทั้งหมด
1.3.2 ฟาร์มที่ไม่มีกุ้งในบ่อเลี้ยง และถูกน้ำท่วม เสียหายเฉพาะอุปกรณ์ โรงเรือน และระบบบ่อเลี้ยง
1.3.3 ฟาร์มที่มีกุ้งในบ่อเลี้ยง แต่ไม่ถูกน้ำท่วม เสียหายบางส่วนเนื่องจากกุ้งตกใจ คุ้ยตะกอน เมื่อเกิดแผ่นดินไหวก่อนเกิดคลื่นสึนามิ และบางส่วนเกิดภาวะเครียดจัด โดยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จนต้องจับก่อนกำหนด
ขณะนี้ ยังประเมินความเสียหายไม่ได้
1.4 ด้านผู้ประกอบธุรกิจ และชุมชนที่เกี่ยวข้อง
แพจับกุ้ง พนักงานเลี้ยงกุ้ง และคนงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงกุ้ง ซึ่งส่วนใหญ่พักอาศัยใกล้ชายฝั่งทะเล และที่ถูกคลื่นยักษ์สึนามิเข้าถึง ได้รับความเสียหายทั้งทรัพย์สินและเสียชีวิต โดยเฉพาะในจังหวัดพังงา หายไปทั้งฟาร์มและบุคลากรในฟาร์มเป็นจำนวนมาก ซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลของทางราชการ
ขณะนี้ ยังประเมินความเสียหายไม่ได้

2. ความเสียหายเฉพาะหน้าหลังเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ 1 สัปดาห์
จากการประสานข้อมูลกับผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงกุ้งเนื้อที่มีกุ้งในบ่อเลี้ยงในทุกจังหวัดของฝั่งอันดามัน พบว่า ได้รับความเสียหายในสัปดาห์แรกหลังเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ในระดับที่แตกต่างกัน คือ
2.1 ฟาร์มเพาะฟักลูกกุ้งเกือบทั้งหมดไม่สามารถทำการผลิตลูกกุ้งได้
2.2 ฟาร์มเลี้ยงกุ้งเนื้อ
2.2.1 ฟาร์มที่มีกุ้งอายุไม่เกิน 45 วัน
2.2.1.1 บ่อที่ไม่ถูกน้ำท่วม เกิดปัญหากุ้งเครียดเล็กน้อย และอยู่ในวิสัยที่สามารถเลี้ยงต่อเนื่องได้
2.2.1.2 บ่อที่ถูกน้ำท่วมและไม่เสียหายทันที จะตัดสินใจเลี้ยงต่อไป แต่มีความเสี่ยงเรื่อง การเครียดและเกิดโรคระบาด ซึ่งต้องเปิดจับฉุกเฉินหรือปิดบ่อ (หยุดการเลี้ยง) แล้วบางส่วน
2.2.2 ฟาร์มที่มีกุ้งอายุเกิน 45 วัน
ทำความเสียหายต่อกุ้งที่กำลังเลี้ยงอยู่ในบ่อ เพราะว่าน้ำทะเลเสียไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายได้ ทำให้เลี้ยงต่อไปไม่ได้ต้องจับกุ้งก่อนกำหนด
บ่อที่กำลังเตรียมจะเลี้ยงกุ้งก็สูบน้ำไม่ได้ เพราะคุณภาพน้ำไม่ได้ จึงไม่สามารถเริ่มเลี้ยงกุ้งได้
2.2.2.1 บ่อที่ไม่ถูกน้ำท่วม จะมีข้อจำกัดด้านการใช้น้ำจากแหล่งน้ำ ซึ่งเกิดภาวะหมักหมม ไม่สามารถนำเข้ามาเติมและเปลี่ยนถ่ายได้ โดยมีตัวอย่างฟาร์มที่เติมน้ำเข้าบ่อเลี้ยงและกุ้งเครียด หรือป่วย ตายจนต้องเปิดจับแล้วหลายราย
2.2.2.2 บ่อที่ถูกน้ำท่วม ส่วนใหญ่เสียหายทันที และบางส่วนที่พยายามเลี้ยงต่อเนื่อง ก็เกิดปัญหากุ้งเครียดเกินการแก้ไขและต้องเปิดจับ

ทั้งนี้ ถึงปัจจุบัน ยังไม่สามารถรวบรวมข้อมุลสรุปผลเสียหายในสัปดาห์แรกหลังจากเกิดคลื่นยักษ์สึนามิได้ แต่จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่ามูลค่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท และมูลค่าความเสียหายจะเพิ่มต่อเนื่องตามอายุการเลี้ยงของกุ้งที่อยู่ในฟาร์มเลี้ยงในปัจจุบัน

ความเสียหายเนื่องจากผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในแหล่งผลิตกุ้ง
จากข้อมูลปัจจุบันที่ได้ทำการสำรวจ ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิต่อแหล่งน้ำและชายฝั่งทะเลใน 6 จังหวัด พบว่า ได้รับผลกระทบมากและจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อภาคการผลิตกุ้ง ดังนี้

1. ผลกระทบต่อธรรมชาติชายฝั่งทะเล (เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการผลิตกุ้ง)
คลื่นยักษ์สึนามิ ได้ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ และชายฝั่งทะเล(เฉพาะส่วนที่เกี่ยว ข้องกับการผลิตกุ้ง) ดังนี้
1.1 เกิดการชะล้างสารอนินทรีย์และสารอินทรีย์ลงสู่ทะเล จาก ทั้ง ชุมชนชายฝั่ง ปากแม่น้ำ และพื้นร่องน้ำทุกระดับ (แม่น้ำ แนวคลองและร่องน้ำสู่ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง) กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากได้รื้อตะกอนให้สารทุกชนิดฟุ้งกระจายอย่างรุนแรง และเกิดสภาพน้ำหมัก เน่าเสียในระดับที่แตกต่างกัน
1.2 เกิดการทับถมของทราย ตะกอน และสารอินทรีย์ในป่าชายเลน จะส่งผลให้พืชป่าชายเลนเสียหาย ทั้งเสียหายทันทีที่ถูกกระแสน้ำและทรายเข้าทับถม และเสียหายต่อเนื่อง จนพืชป่าชายเลนล้มหรือยืนตาย ซึ่งทั้งสองส่วนจะก่อให้เกิดการหมักย่อยสลาย ตลอดจนจะเกิดการชะล้างให้สารอินทรีย์ฟุ้งกระจายสู่แหล่งน้ำจากภาวะน้ำขึ้น - ลงตามธรรมชาติ

1.3 เกิดการรื้อและทับถมของตะกอนทรายนอกชายฝั่ง ทั้งส่วนปากแม่น้ำ สันดอน และร่องน้ำ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงร่องน้ำไปจากที่สมดุลอยู่แล้วตามธรรมชาติ ซึ่งปัญหาดังกล่าว จะส่งผลให้เกิดการชะล้างซ้ำอย่างต่อเนื่องจากคลื่นลมและกระแสน้ำขึ้น-ลง การดังกล่าว จะเป็นการเพิ่มตะกอน และสารอินทรีย์ แก่แหล่งน้ำอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

1.4 เกิดการชะล้างตะกอนและสารอินทรีย์ที่ทับถมริมฝั่งจากน้ำฝนในฤดูมรสุม ซึ่งในขั้นต้นประเมินได้ว่า ฤดูฝนตกหนักทางชายฝั่งอันดามันในเดือน พฤษภาคม - กันยายน นี้จะชะล้างตะกอนและสารอินทรีย์ลงสู่แหล่งน้ำชายฝั่งถึงระดับที่คุณภาพน้ำเปลี่ยนและไม่เหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้งได้ในหลายบริเวณ
2. ผลกระทบต่อแหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตกุ้ง
จากการรื้อฟุ้ง และเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติของชายฝั่งทะเลในข้อ.1 ส่งผลให้แหล่งน้ำเกิดภาวะหมักหมมในระดับที่แตกต่างกัน จากประวัติและข้อมูลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมในแหล่งเลี้ยงกุ้งฝั่งอันดามัน มีข้อสรุป ดังนี้
2.1 เกิดสภาพน้ำหมัก (ย่อยสลายสารอินทรีย์) ในระยะแรก สารอินทรีย์ที่แพร่กระจายสู่แหล่งน้ำ จะก่อให้เกิดภาวะน้ำหมักรุนแรงในร่องน้ำ ทั้งแม่น้ำ แนวคลองและร่องน้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้ง ทำให้ฟาร์มผลิตกุ้งทุกระดับไม่สามารถใช้น้ำในขบวนการผลิตได้ ซึ่งได้รับแจ้งยืนยันจากฟาร์มเลี้ยงกุ้งแล้วในหลายพื้นที่
2.2 เกิดการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำต่อเนื่อง การเกิดสภาพน้ำหมักในระยะแรก จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ คือ
- การเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียกลุ่มวิบริโอ (ซึ่งมีอยู่แล้วตามปกติในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ) และบางชนิดมีโทษต่อการเพาะเลี้ยงกุ้ง เช่น วิบริโอ ฮาวีไอ ซึ่งเกิดได้ง่ายในฝั่งอันดามัน
- เกิดการบลูมของสาหร่ายเซลเดียว (แพลงค์ตอนพืช) กลุ่มที่เป็นโทษต่อกุ้ง เช่น กลุ่มไดโนแฟลคเจอเลท และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ซึ่งกุ้งขาว แวนนาไม จะแพ้สาหร่ายเหล่านี้มากกว่ากุ้งกุลาดำที่เคยเกิดปัญหา
ทั้งนี้ แหล่งน้ำที่เกิดผลกระทบรุนแรงและนาน คือ แม่น้ำ แนวคลอง และร่องน้ำของแหล่งเลี้ยงกุ้งที่ไกลจากชายฝั่ง และเหตุการณ์นี้จะเบาบางลง เมื่อใกล้ชายฝั่งทะเล หรือริมฝั่งทะเล
3. ผลกระทบต่อการผลิตกุ้งทั้งระบบ
จากข้อมูลศึกษา ถึงปัจจุบัน แหล่งน้ำและสภาพแวดล้อมชายฝั่งส่งผลกระทบต่อการผลิตกุ้งดังนี้
3.1 ผลกระทบในระยะแรก (ประมาณ 1 เดือน หลังเกิดคลื่นยักษ์ สึนามิ)
ฟาร์มเพาะและเลี้ยงกุ้งในเขตอันดามันเกือบทั้งหมด ไม่สามารถใช้น้ำจากแหล่งน้ำโดยตรงได้ หรือ แม้จะมีบ่อพักน้ำหรือระบบบำบัดก็ยังมีความเสี่ยงจากการใช้น้ำในระดับเกินกว่าจะดำเนินการได้ อันจะทำให้ การเพาะฟัก อนุบาลลูกกุ้ง ตลอดจนการเตรียมน้ำและการเลี้ยงกุ้งเนื้อของฟาร์มที่มีกุ้งอยู่ในปัจจุบันจะทำการผลิตสู่เป้าหมายได้ยาก และมีความเสี่ยงล้มเหลวได้เกินกว่า 50 % นอกจากนี้ ในส่วนการผลิตลูกกุ้ง แม้จะสามารถดำเนินการจนได้ผลผลิตขั้นสุดท้าย ก็ยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพลูกพันธุ์กุ้งระดับหนึ่งด้วย
3.2 ผลกระทบต่อเนื่องระยะปานกลาง (เดือนที่ 2-4 หลังเกิดคลื่นยักษ์ สึนามิ )
จะยังมีปัญหาด้านคุณภาพน้ำ ทั้ง จากแบคทีเรีย แพลงค์ตอนที่เป็นโทษ และอื่นๆ (ยังไม่มีข้อมูลคุณสมบัติน้ำด้านอื่นๆที่เพียงพอ) ส่งผลให้มีความเสี่ยงในการใช้น้ำในขบวนการผลิตกุ้งในระดับที่แตกต่างกัน โดยรวมจะผลิตกุ้งยากและต้นทุนการผลิตสูงกว่าปกติ ในขณะเดียวกัน หากฟาร์มใดหรือแหล่งเลี้ยงใดเกิดโรคระบาด จะเสี่ยงต่อการระบาดต่อเนื่องและก่อความเสียหายได้อย่างกว้างขวาง
3.3 ผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาว (หลังเดือนที่ 4 )
ถึงปัจจุบัน ยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลจากกรณีปัญหานี้มาก่อน แต่จากการเปรียบเทียบกับการรื้อตะกอนเนื่องจากการขุดลอกร่องน้ำของกรมชลประทานหรือกรมเจ้าท่าหรืออื่นๆ มีข้อสรุปชัดเจนว่า สามารถก่อผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงกุ้งได้กว้างขวางและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ดังนั้น กรณีการรื้อตะกอนโดยคลื่นยักษ์สึนามิ คาดว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงได้และในระดับที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ในปัจจุบัน
ประเมินความเสียหายและความเสี่ยงจากคลื่นยักษ์สึนามิ ต่อภาคการผลิตกุ้งโดยรวม
จากผลการสำรวจศึกษาฯ เป็นกรณีเร่งด่วน ถึงปัจจุบันสรุปได้ ดังนี้
1. ความเสียหายเฉพาะหน้าจากคลื่นยักษ์สึนามิโดยตรง
ประเมินความเสียหายเฉพาะส่วนการผลิตกุ้งที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยไม่รวมการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินส่วนตน ในขณะเดียวกันยังเกิดภาวะเสียหายทางธุรกิจต่อ วงจรการผลิตลูกกุ้งและกุ้งเนื้ออีกจำนวนมาก
2. ความเสียหายและความเสี่ยงต่อเนื่องในระยะ 45 วัน หลังเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ
2.1 จะขาดแคลนลูกพันธุ์กุ้งคุณภาพ ที่อย่างน้อย 400 ล้านตัว/เดือน ซึ่งจะกระทบต่อปริมาณผลผลิตกุ้งเนื้อ ในรอบต้นปี 2548 ระดับหนึ่ง
2.2 จะเกิดความเสี่ยงจากปัญหาลูกกุ้งด้อยคุณภาพมากขึ้น อันจะส่งผลต่อเนื่องถึงความเสี่ยงเสียหายแก่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งเนื้อในเขตภาคใต้อย่างรุนแรงตลอดรอบต้นปี 2548
2.3 จะเกิดความเสี่ยงและเสียหายเนื่องจากการใช้น้ำในระบบการผลิตกุ้ง ซึ่งยังไม่สามารถประมาณการได้
3. ความเสี่ยงต่อเนื่องในระยะยาว
3.1 เขตเลี้ยงกุ้งชายฝั่งอันดามันทั้งหมด ต้องพบกับความเสี่ยงในการผลิตกุ้งตลอดปี 2548 ที่เกิดจากปัญหาคุณภาพน้ำและสภาพแวดล้อมในแหล่งผลิต
3.2 เกิดความเสี่ยงต่อเนื่องถึงปริมาณผลผลิตกุ้งโดยรวมของไทย เนื่องจากได้มีข้อมูลประเมินไว้ว่า เฉพาะเขตเลี้ยงฝั่งอันดามันที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิมีศักยภาพการผลิตกุ้งเนื้อในปี 2548ถึง 100,000 ตัน
สรุป
คลื่นยักษ์ สึนามิ ที่เกิดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 นอกจากก่อให้เกิดการสูญเสียแก่ชีวิต และทรัพย์สินมากเป็นประวัติการณ์แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตกุ้งอย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน ทั้ง การสูญเสีย หรือเสียหายทันที และโดยตรงจากคลื่นยักษ์สึนามิ การเสียหายต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในสัปดาห์แรกและความเสี่ยงเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งระยะสั้น ปานกลาง และยาวนาน โดยยากที่จะประเมินความเสียหายได้ เพราะไม่เคยมีประวัติและข้อมูลในปัญหาลักษณะนี้มาก่อน
เฉพาะกรณีการฟุ้งกระจายของสารอินทรีย์และอนินทรีย์ เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลจากการขุดลอกร่องน้ำในอดีต จะเห็นได้ชัดเจนว่า ก่อความเสียหายต่อภาคการผลิตกุ้งอย่างรุนแรงและต่อเนื่องนานนับปี
ดังนั้น กรณีคลื่นยักษ์สึนามิ ซึ่งได้รื้อตะกอนมหาศาลในครั้งแรกและยังเกิดปัญหารื้อฟุ้งต่อเนื่องจากคลื่นลมและฝนได้อีก เมื่อ กระทบต่อแหล่งผลิตลูกกุ้งแหล่งใหญ่ และแหล่งเลี้ยงกุ้งเนื้อที่มีศักยภาพการผลิต 1 ใน 4 ของประเทศเช่นนี้ ย่อมจะยากต่อการประเมินความเสียหายในอนาคต ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการในแหล่งผลิตเองและส่วนอุตสาหกรรมกุ้งไทยโดยรวม
ในขั้นต้น อาจประเมินได้ คือ คลื่นยักษ์สึนามิจะก่อความเสียหายแก่ภาคการผลิตกุ้งได้ในระดับหลายพันล้านบาท และหากได้รับผลกระทบต่อเนื่องรุนแรงอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยได้กว่า 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นกับศักยภาพการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และป้องกันปัญหาต่อเนื่องโดยรวม
อนึ่ง การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการป้องกันปัญหาอุปสรรคที่จะเกิดต่อเนื่องของภาคการผลิตกุ้งจากเหตุภัยธรรมชาติ "คลื่นยักษ์สึนามิ" ควรมีการร่วมวางแผนดำเนินการ แก้ไขและป้องกันปัญหาต่อเนื่องอย่างจริงจัง ชัดเจน และเป็นระบบ เพื่อให้ไทยสามารถทำการผลิตกุ้งได้ตามเป้าหมาย ทั้งในส่วนภูมิภาคที่เกิดปัญหาและในส่วนรวมของภาคอุตสาหกรรมกุ้งไทย เพราะรายได้จากอุตสาหกรรมกุ้งส่งออกของไทย แม้จะไม่มากเมื่อเทียบกับระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศ แต่อย่างน้อยการผลิตกุ้งเพื่อการส่งออกก็เป็นกิจการที่สามารถสร้างรายได้สุทธิเข้าประเทศได้ชัดเจน อันจะช่วยเสริมและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่บอบช้ำจากวิกฤตการณ์คลื่นยักษ์สึนามิได้ระดับหนึ่ง เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก และกระจายรายได้สู่ชุมชนชายฝั่งทะเลมากกว่า อุตสาหกรรมอื่นๆ ในขณะที่ระยะ 1-2 ปีข้างหน้านี้ เป็นปีที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมจากภัยธรรมชาติคลื่นยักษ์สึนามิในหลายๆ ด้านที่รัฐต้องเร่งดำเนินการแก้ไข ดังนั้น การร่วมแก้ปัญหาในอุตสาหกรรมกุ้งไทยของทุกฝ่ายอันเกิดจากเหตุคลื่นยักษ์สึนามิในครั้งนี้ นอกจากช่วยภาคการผลิตและอุตสาหกรรมกุ้งไทยแล้ว ถือว่า เป็นการช่วยชาติโดยรวมอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

ข้อมูลจาก ทีมข่าว หนังสือพิมพ์ กุ้งไทย ฉบับที36 ปักษ์แรก มกราคม 2548


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด