ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

การเลี้ยงกุ้งดำไซส์ใหญ่ ในแบบคุณเดชา บรรลือเดช (พี่ต้อย หรือ อาจารย์ต้อย ของคนในวงการกุ้งไทย)

ป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำไทยอีกท่านหนึ่งที่สามารถเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้ได้ไซส์ใหญ่และมีคุณภาพอย่างต่อเนื่องหลายต่อหลายรุ่น อีกทั้งยังเป็นบุคคลที่คอยส่งเสริมและคอยให้คำแนะนำเพื่อนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งใกล้เคียงให้สามารถเลี้ยงกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวได้มีกำไรเหมือนตนด้วยความเต็มใจและจริงใจตลอดมา ดังนั้น "สวัสดีสัตว์น้ำไทย" ขอเป็นสื่อกลางที่จะนำข้อมูลและบทความของ คุณเดชา บรรลือเดช มาเสนอให้ผู้ที่สนใจในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้ได้ไซส์ใหญ่ และมีคุณภาพทุกคน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลต่อไปนี้จะเป็นผลดีต่อวงการกุ้งของไทย
หัวใจของการเลี้ยงกุ้งกุลาดำจะสำเร็จได้
ประกอบด้วยหลายปัจจัยอันได้แก่
คุณภาพของลูกกุ้ง
ความจริงใจของโรงเพาะฟัก
การรักษาสมดุลย์ของแร่ธาตุในบ่อ(ดินและน้ำ)
การจัดการระหว่างการเลี้ยง


ขั้นตอนในการเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
จับกุ้งเสร็จ เอาขี้กุ้งออก ปรับระดับพื้น
การเตรียมบ่อเพื่อเลี้ยงกุ้งรุ่นต่อไป(ขอแจงหน่อยน่ะครับ ที่ฟาร์มแห่งนี้หากธรรมชาติไม่เอื้ออำนวย อาจจะเลี้ยงกุ้งไปสองรอบ แล้วเอาเลนออกหนึ่งครั้ง แต่ถ้ามีเวลาก็จะเอาเลนออกทุกครั้ง)

ตอนแรก ที่นี้ไม่ได้มองว่าการปรับปรุงดินเป็นสิ่งสำคัญนัก เรามองประเด็นแร่ธาตุในน้ำเป็นสำคัญ จึงมีเพียงการใส่แร่ธาตุลงในน้ำ เมื่อเลี้ยงกุ้ง แต่เริ่มสนใจและมองประเด็นการปรับปรุงนี้มา 4 ปีแล้ว ว่าคงต้องถึงเวลาที่จะต้องทำการปรับปรุงดินแล้วล่ะ เนื่องจากเราใช้งานมันมานาน

ปัจจุบันเราได้มีการใช้ ฮิวมัส (ฮิวเมอร์พลัส)มาปรับปรุงดิน อัตราการใช้ คือ ใส่ฮิวมัส(ฮิวเมอร์พลัส) 20 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ในเวลากลางวัน ตอนใส่ฮิวเมอร์พลัสในบ่อควรมีความชื้นบ้าง ทิ้งไว้เพียง 7 วัน แล้วเอาน้ำเข้ามาใส่ในบ่อ โดยผ่านผ้ากรอง 130 ไมครอน การกรองจะช่วยในการลดปริมาณ ปลา กุ้ง จากธรรมชาติ รวมถึง ไข่สัตว์น้ำ และ แพลงก์ตอน
ถุงกรองสามารถประยุกต์ทำได้ โดยทำเป็นถุงสามชั้น โดยชั้นในสุดเป็นมุ้งสีฟ้ายาว 2 เมตร เพื่อกันขยะ(กรองเศษไม้ หรือ สิ่งไม่พึงประสงค์ชิ้นใหญ่) ชั้นสองเป็นผ้ากรอง 130 ไมครอน ขนาดใหญ่กว่าชั้นแรก และชั้นนอกสุดเป็นมุ้งเขียวอีกครั้งยึดติดกับถุงกรองละเอียด

เพื่อเป็นตัวโครง-พยุงถุงกรอง(กันแตก) ไม่ให้ผ้ากรองขาด

การเตรียมน้ำของฟาร์มเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
เราจะแยกเรื่องการเตรียมน้ำเป็นสองแบบคือ
-ผู้เลี้ยงโดยใช้น้ำทะเล หรือน้ำที่มีความเค็ม
- ผู้เลี้ยงที่ใช้น้ำความเค็มต่ำ
น้ำทะเล
ส่งน้ำไปตรวจวิเคราะห์ เพื่อหาว่ามีเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคหรือไม่ หากมีเชื้อ ก็ตัดเชื้อด้วย คลลอรีนผง 90% ใส่ในอัตราส่วน 10 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ตอนช่วงเย็น ตีอากาศทันทีหลังใส่คลอรีนจนถึงเที่ยงคืนแล้วดับ จากนั้นวันถัดไปให้ตีอากาศอีกครั้งตอนบ่ายโมงถึงเย็น จากนั้นไม่เกิน 5 วัน แล้วใส่จุลินทรีย์ "ไม-คอนไซม์" 1 กิโลกรัมต่อไร่ (ซึ่งจะช่วยย่อยของเสีย และ ช่วยยับยั้ง สาหร่ายสีเขียวแกรมน้ำเงิน)
จากนั้นก็ใส่แร่ธาตุ "เทรดมินเนอรอล"
3-5 กิโลกรัมต่อไร่ (เพิ่มแร่ธาตุให้กับน้ำ)
โดยใส่ ไม-คอนไซม์ ตอนเช้า
แล้วบ่ายจึงใส่ "เทรดมินเนอรอล"


ส่วนกลุ่มน้ำจืด พบว่าไม่ค่อยมีเชื้อที่ก่อโรค

เมื่อเรานำน้ำเข้าบ่อโดยผ่านการกรองแล้ว แล้วใส่จุลินทรีย์ "ไม-คอนไซม์" 1 กิโลกรัมต่อไร่ (ซึ่งจะช่วยย่อยของเสีย และ ช่วยยับยั้ง สาหร่ายสีเขียวแกรมน้ำเงิน)
จากนั้นก็ใส่แร่ธาตุ "เทรดมินเนอรอล" 3-5 กิโลกรัมต่อไร่ (เพิ่มแร่ธาตุให้กับน้ำ)
โดยใส่ไมครอนไซม์ตอนเช้า แล้วบ่ายจึงใส่เทรดมิลเนอรัล
ทำสีน้ำโดยใส่ ฮิวเมอพลัส 3-5 กิโลกรัมต่อไร่ จนสีน้ำเราพอใจ (เราจะไม่เร่ง)

คุณภาพน้ำ คือ
พีเอช 7.5-8.5 ,

อัลคาไลน์ 80-150 พีพีเอ็ม
ความเค็มที่นี้มีตั้งแต่ 0-30 พีพีที (ถ้าเลี้ยงในพื้นที่ความเค็มต่ำควรปล่อยที่น้ำมีความเค็มไม่ต่ำกว่า 7 พีพีที)

หลายครั้งเราก็พบว่า ค่าต่างๆไม่เหมาะสม เช่นพีเอชมีแค่ 7-7.2 ส่วนอัลคาไลน์ 40-60 พีพีเอ็ม ยังเลี้ยงกุ้งได้ ตรงนี้มองว่าเพราะมีแร่ธาตุในบ่อมีส่วนสำคัญนั้นเอง

การตรวจเช็คคุณภาพน้ำนั้น จะทำการเช็คทุกวัน และ ทางฟาร์มยังมีการวัดปริมาณออกซิเจน ทุกเช้า-บ่ายด้วยเช่นกัน
เพราะทางฟาร์มหากวัดออกซิเจนตอนเช้าได้เกิน 5.5 พีพีเอ็ม กลางวันจะไม่เปิดเครื่องให้อากาศ


การปล่อยและเลือกลูกกุ้งลงบ่อ
เมื่อเตรียมน้ำแล้ว จากนั้นก็ติดต่อลูกกุ้งมาลงในบ่อเลย หลายคนสงสัยว่าทำไมเราไม่เตรียมสัตว์หน้าดินหรือ? ตรงนี้เรามองว่า การเตรียมบ่อที่ใช้เวลาสั้นเช่นนี้ สัตว์หน้าดินไม่ทันเกิด และถึงเกิดก็คงไม่พอสำหรับลูกกุ้ง เราเลยมองหาหนอนแดงแช่เย็นมาให้ลูกกุ้งกินเมื่อเราได้ปล่อยลูกกุ้งไป การเตรียมน้ำในช่วงสั้นและเร็วของเราแบบนี้พบว่าไม่เคยเจอปัญหาลูกแมลงปอ

ลูกกุ้งที่ดีหน้าตาเป็นอย่างไร
-ลูกกุ้งที่จะนำมาลง ต้องได้มาจากโรงเพาะฟัก ที่เขาเอาพ่อแม่พันธุ์มาทำเอง
-โรงเพาะฟัก ควรผลิตลูกกุ้งพัฒนาจากไข่ที่ได้ จากการจับแม่กุ้งทะเลที่มีไข่ ระยะสเตท 4 (ไข่รุ่นนี้เป็นไข่ที่ตัวผู้ในธรรมชาติต้องแข็งแรง จริงๆจึงจะสามารถเข้าผสมกับตัวเมียตัวนี้ได้ อีกทั้งเรายังมองว่า แม่กุ้งทะเล ตัวนี้ คงจะได้กิน หรือได้รับสารอาหารที่เหมาะสมจากธรรมชาติ ในการบำรุงร่างกายของตัวเอง เพื่อรองรับการมีไข่
อีกทั้งฟาร์มเพาะต้องเน้นให้อาร์ทีเมียแก่ลูกกุ้งอย่างเต็มที่
***หากไม่สามารถหาแม่กุ้งที่มีไข่ระยะ สเตท 4 ได้ ก็หาแม่กุ้งที่จับจากทะเลที่มีไข่ ติดมาตอนนั้นอยู่ในระยะ สเตท 3 ก็ใช้ได้เช่นกัน หรือ ถ้าไม่ได้จริง ก็ขอให้เป็นลูกกุ้งที่ได้จากการตัดตาครั้งแรก และควรเป็นพ่อแม่พันธุ์ ที่ได้จากอันดามันเป็นหลัก อีกทั้งเกษตรกรต้องให้โรงเพาะฟักอยู่ได้ โดยยอมจ่ายค่าลูกกุ้งที่เหมาะสม เพื่อให้โรงเพาะฟักอยู่ได้ (13-15 สตางค์)
อัตราปล่อย 40,000 - 60,000 ตัวต่อไร่ (แต่รุ่นปัจจุบันนี้ ปล่อยไม่เกิน 50,000 ตัวต่อไร่ ปรากฏว่า ช่วงหนาวกุ้งยังเป็นปกติไม่เป็นอะไรเลย
ขนาดลูกกุ้งที่ปล่อย ควรเป็น พี15 โดยเฉพาะพื้นที่ความเค็มต่ำ ควรปล่อยพีใหญ่
วิธีปล่อย แล้วแต่ความถนัด ของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นแบบลอยถุง หรือ ปล่อยโดยการปรับน้ำด้วยถังน๊อค

เนื่องจาก ให้ผลที่ไม่แตกต่าง ทั้งนี้ทั้งนั้นการปล่อยแบบลอยถุงก็ควรปรับอุณหภูมิน้ำให้เท่ากันก่อน(ซึ่งควรแช่น้ำประมาณ 20-30 นาที) แล้วจึงเปิดถุงปล่อย

การให้อาหารกุ้ง
7 วันแรก ไม่ให้อาหารเม็ด ให้หนอนแดง 1 กิโลกรัมต่อ 1 แสนตัวต่อวัน
โดยให้ อาหาร 2 มื้อ แบ่งเป็น 7-8 โมง และช่วง 5-6 โมงเย็น

วันที่ 8 ให้หนอนแดง 1.5 กิโลกรัมต่อ 1 แสนตัวต่อวัน
ประมาณวันที่ 12 ลูกกุ้งตัวยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ซึ่งจะจับอาหารเม็ดเบอร์ 3 ได้แล้ว เราก็ จะเอาอาหารใส่ยอ 5 กรัมต่อยอ (4 ยอต่อบ่อ) เพื่อดูการเข้ากินอาหารในยอ ถ้าเมื่อเช็คยอที่ 3.5 ชั่วโมงแล้วหมด จะเพิ่มเป็น 10 กรัมต่อยอ ถ้าเช็คยอหมดอีกที่ 3.5 ชั่วโมง ก็จะเพิ่ม เป็น 15 กรัมยอ ถ้าหมดอีกก็จะปรับและไปจบที่ 20 กรัมต่อยอ (โดยช่วงที่เราให้อาหารเม็ดในยอนั้น เราก็ยังให้หนอนแดง 1.5 กิโลกรัมต่อแสนตัวต่อวัน เหมือนเดิม) โดยให้ อาหาร 2 มื้อ แบ่งเป็น 7-8 โมงเช้า และ 5-6 โมงเย็น

ข้อสังเกตุ ประมาณ 15-20 วัน ถ้าพบว่ากุ้งมันจะวิ่งเร็วขึ้น ความหมายคือ หลังให้อาหารหนอนแดงตอนแรกๆจะพบว่า 3-4 ชั่วโมง กุ้งถึงจะร่องให้เห็น แต่ถ้าเราพบว่า หลังให้หนอนแดง แล้วมันร่องเร็วขึ้น เช่นให้หนอนแดง ไปแค่1 ชั่วโมงมันขึ้นมาร่องให้เห็นแล้ว แบบนี้แสดงว่าอาหารเริ่มไม่พอแล้ว เราก็ต้องเอาอาหารเม็ดมาเสริมให้กุ้ง 1 มื้อ ดังนั้นมื้ออาหารจะปรับเปลี่ยนเป็น 3 มื้อ ได้แก่ มื้อ 7 โมงเช้า มื้อเที่ยง 12.00 น. และมื้อ 5-6 โมงเย็น แล้วค่อยปรับเป็นให้อาหารเม็ด 2 มื้อ หนอนแดง1 มื้อ โดยจะให้หนอนแดงมื้อกลางวัน (หรือถ้าเกษตรกรลำบากในการหาหนอนแดงมาให้กุ้งกิน ตอนที่เปลี่ยนการให้อาหารเป็นสามมื้อนั้นเราก็สามารถปรับให้อาหารเม็ด 2 มื้อ และหนอนแดง หนึ่งมื้อได้เลยเช่นกัน
ซึ่งมักจะไม่เกิน 19-20 วัน เราจะให้อาหารเม็ด
ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อ 1 แสนตัวต่อวัน
โดยใส่อาหารในยอ 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัมต่อยอ เช็ค 3.5 ชั่วโมง
อายุ 23-25 วัน จะให้ 3 เอส ผสม
พออายุ 30-32 วัน ทิ้งเบอร์ 3
พออายุ 45-50 วัน จะทำการเพิ่มมื้ออาหารเป็น(4 มื้อ หรือ 5 มื้อ)
ได้แก่เวลา 7.00น. 11.30น. 15.30น. 21.30น. และ 01.30น.)
หรือ 7.00 น. 12.00 น. 17.00 น. และ 22.00 น.
ใส่ยอ 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เช็ค 3 ชั่วโมง
เมื่ออายุกุ้ง 75 วันขึ้นไป ใส่ยอ 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม/ยอ
เช็ค 2.5 ชั่วโมง
โดยจะใช้การเช็คแบบนี้จนจับกุ้งขาย ทางฟาร์ม เมื่อกุ้งในบ่อมีอายุประมาณ 60-70 วัน เริ่มสุ่มกุ้งด้วยแห
***การผสมเบอร์อาหารน่าจะให้ตามจริง โดยพิจารณาจากกุ้งในยอ***

การเช็คยอ
การเช็คยอ 4 ยอหมด เพิ่ม โดยการเพิ่มนั้น ถ้าปล่อยไม่เกิน 5 หมื่นตัวต่อไร่ จะเพิ่มมื้อต่อไป 1 กิโลกรัมต่อมื้อ
ส่วนผลยอ ถ้าหมดทุกยอก็จะเพิ่ม (หมดทั้ง 4 ยอ)
ถ้าหมด 3 ไม่หมด 1 จะทรง หรือยืนไว้ก่อน
ถ้าหมด 2 ไม่หมด 2 จะลดอาหารลง
หลักของการเพิ่ม-ลดอาหาร คือเราเพิ่มอาหารอย่างช้าๆ แต่ถ้ากุ้งไม่กิน เราจะลดอาหารลงอย่างรวดเร็ว
เราพอใจ กุ้ง 60 วัน น่าจะได้ 150 ตัว/กก ลงมา

การประเมินผลยอ และ การตัดสินใจให้อาหารในแต่ละมื้อ
เราจะเอาข้อมูลของมื้อเดียวกันเมื่อวันก่อน กับ มื้อก่อนหน้านี้ที่เพิ่งผ่านการเช็คยอ มาพิจารณา

เช่นการให้อาหารในมื้อ เที่ยง เราก็ต้องมอง การให้อาหารมื้อเที่ยงของเมื่อวาน และ ผลการเช็คยอของมื้อ 7 โมงเช้า
นอกจากนี้ในการเลี้ยงกุ้ง เราจะต้องมอง อีก4 ส่วนร่วมด้วยนั่นคือ
ผลยอ ,การเจริญเติบโตต่อวัน, คุณภาพน้ำ, ปริมาณเลน
ทุกอย่างต้องไปด้วยกัน หากไม่ไปด้วยกันต้องมองว่าเกิดความผิดพลาดตรงไหน เช่น
ยอกินดี กุ้งโตดี แต่คุณภาพน้ำเปลี่ยนตลอด ปริมาณเลนมากขึ้น แบบนี้มองว่าอาหารเหลือ
ยอกินดี กุ้งโตช้า คุณภาพน้ำดีไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ปริมาณเลนน้อย แบบนี้มองว่าอาหารไม่พอ


การให้อากาศ
บ่อ 4 ไร่ ใส่ 8 แขน มี100 ใบ
เครื่องอีดี33 (ED33) 100 แรงม้า
แต่เฟืองท้ายให้ได้6 รอบครึ่งต่อ 1
แล้วใช้เกียร์ 3 ตีได้
จะกินน้ำมัน 50-55 ลิตร ต่อวัน โดย 1 เครื่องยนต์ ตีได้ 2 บ่อ
ยอยด้านบน เป็นของอีซูซุ เจซีเอ็ม
ความเร็วรอบ กลางวัน 60-65 รอบต่อนาที
ส่วนกลางคืน ตีน้ำเสมอใบ 80 รอบต่อนาที
ทางฟาร์มจะมีเครื่องสำรองที่สามารถเคลื่อนย้ายได้


ช่วงเลี้ยงกุ้ง 1 เดือนแรก เราจะไม่ตีให้อากาศ
ถ้าพบว่าออกซิเจนไม่ต่ำกว่า 5 - 5.5 พีพีเอ็ม
แต่เราจะตีวันที่เราใส่แร่ธาตุ เทรด มินเนอรอล เช่นวันโกน วันพระประมาณ 3-4 ชั่วโมง

ผ่านหนึ่งเดือน เราจะตีน้ำ ก่อนให้อาหาร มื้อต่อไป 1.5 ชั่วโมง หรือ เมื่อเช็คยอมื้อที่ผ่านมาเสร็จแล้ว
การให้อากาศ หาก เช้า มีค่าปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ 5-5.5 พีพีเอ็ม วันนั้นกลางวันแทบไม่ต้องเปิดเครื่องตีน้ำเลย
และถ้าพีเอช เช้า 7.7 บ่าย 7.8 การปิดเครื่องตีน้ำก็จะเป็นการควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนไปในตัว
และจะเริ่มตีน้ำ หากออกซิเจนเช้า ลดลงเหลือ 4 พีพีเอ็ม

จุลินทรีย์(ไม-คอนไซม์)
การใส่จุลินทรีย์นั้น เราจะดูจากฟองอากาศในบ่อ ถ้าฟองอากาศยาว มีแพลงก์ตอนดรอบบ้าง เราจะใส่จุลินทรีย์
ไม-คอนไซม์ 0.5 กิโลกรัม/ไร่ และทุกครั้งที่ลงจุลินทรีย์จะใช้ฮิวเมอร์พลัส 1 ถุงหรือประมาณ 20 กิโลกรัมต่อ 4 ไร่

จุลินทรีย์หมัก ผสมอาหารเพื่อเป็นโปรไบโอติก

วิธีทำ นำปลาทะเล (ปลาข้างเหลือง) หรือ ปีกหมึก อย่างเดียวหรือผสม เป็น 50 กิโลกรัม
สับประรด เปรี้ยว หรือ สุก 25 กิโลกรัม
กล้วยน้ำว้าสุก 50 กิโลกรัม
กากน้ำตาล 5 ถัง (ถังละ 20 ลิตร)
อีเอ็ม 2 ลิตร หรือ จุลินทรีย์ของกรมพัฒนาที่ดิน 1 ซอง (หมักนาน 7-10 วัน โดยจะต้องมีการกวนทุก3วัน)
แล้วนำมาผสมคลุกอาหาร เป็นโปรไบโอติกให้แก่กุ้งในบ่อ

แร่ธาตุ เทรด มินเนอรอล
(แร่ธาตุรวมประมาณ 98 ชนิด ซึ่งเหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งทะเล) ที่เรานำมาใส่ในน้ำในบ่อ เพื่อให้ตัวกุ้งมีสมดุลย์ อยู่ในบ่อเลี้ยงอย่างสบาย นอกจากนี้เราพบว่า ถ้ากุ้งลอกคราบ แล้วลอยขึ้นมา จะใส่เทรดมินเนอรอลเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวได้

แร่ธาตุ กุ้งต้องการน้อย แต่ขาดไม่ได้ (ทางฟาร์มเราใส่ แร่ธาตุ สัปดาห์ละครั้ง โดยจะมีเทคนิคใส่ตรงวันโกน(ก่อนวันพระ1วัน) ก่อนใส่จะถ่ายน้ำออกเล็กน้อย แล้วเติมน้ำเข้า ใส่แร่ธาตุ เป็นการกระตุ้นกุ้งลอกคราบไปในตัวและหลังลอกคราบกุ้งก็จะแข็งแรงสมบูรณ์

ฮิวเมอร์พลัส พยามใส่คู่กับเทรดมินเนอรอล
-ถ้าน้ำในบ่อเริ่มเขียวขึ้น ใส่ ไม-คอนไซม์ 0.5 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วตามด้วย ฮิวเมอร์พลัส 5 กิโลกรัมต่อไร่ จะช่วยให้น้ำไม่เข้ม
-ถ้าน้ำเข้ม แพลงก์ตอนดรอบ ใส่ ไม-คอนไซม์ 0.5 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วตามด้วย ฮิวเมอพลัส 10 กก.ต่อไร่ ใส่ช่วงเย็น
การจัดการอื่นๆในการเลี้ยงกุ้ง
-หากเจอปัญหาซูโอแทมเนียมเกาะตัวกุ้ง โดยปกติแล้ว ที่ฟาร์มปัญหานี้มักไม่ค่อยเจอ เพราะถ้าเราตีน้ำดี ซูหาเป้าลงไม่เจอ มันจะโดนตีไปรวมอยู่กลางบ่อ และ ถ้ากุ้งในบ่อแข็งแรงมีการเคลื่อนที่ตลอดซูก็จะเกาะไม่ได้ แต่ถ้ามีปัญหาเรื่องซูเกาะทางฟาร์มจะใช้เทคนิค คือ หลังให้อาหาร 1 ชั่วโมงครึ่ง จะเอาปลาสด(ปลาข้างเหลืองไปหยอดล่อที่ข้างตลิ่ง กุ้งที่เป็นซูจะมากิน และพบว่า ให้กินไม่เกิน 2 ครั้งพวกนี้ก็จะลอกคราบเป็นปกติ
-หากพบว่ากุ้งในบ่อบางตัว เหงือกดำ กุ้งเกาะตลิ่ง แก้ปัญหานี้ได้โดย ถ่ายน้ำ 10 เซนติเมตร ระหว่างเติมน้ำใส่ ฮิวเมอร์พลัส 10 กิโลกรัมต่อไร่ จะพบว่าคืนนั้นกุ้งจะลอกคราบ และอาการเหงือกดำจะหายไป
***"คนเลี้ยงกุ้ง ถ้าไม่สุ่มกุ้งแล้วจะรู้ได้ไงว่ากุ้งในบ่อเป็นอย่างไรบ้าง" ที่ฟาร์มสุ่มกุ้งทุก 7 วัน
- ตัวเองชอบเลี้ยงกุ้ง โดยถ้าให้อาหารกุ้ง แล้วกุ้งถ่ายขี้ออกมาเป็นขี้เล็กได้ อันนี้ดีมากๆ
- ถ้ากุ้งในบ่อ กินอาหารปกติ มีความแข็งแรง กุ้งจะลอกคราบตามปกติ และกุ้งจะกินอาหารคืนเหมือนเดิมหลังกุ้งลอกคราบ ผ่านไปแล้ว 2 มื้อ
-น้ำมีความพอดี อยู่ตรงไหน ใส่อะไรก็ตาม ต้องมองความพอดีด้วย ความพอดีคือ กุ้งแข็งแรง กินอาหารดี โตปกติ ลอกคราบปกติ ถ้าเพื่อนเกษตรกรคิดจะใส่อะไรลงในบ่อขอให้คิดสักนิดว่า กุ้งต้องการด้วยหรือเปล่า
-การพูดคุยกัน การแลกเปลี่ยนทัศนคติ ความรู้ระหว่างกันเป็นสิ่งที่ดี และควรทำอยู่เสมอ
-การสุ่มกุ้ง จะช่วยให้รู้ความเป็นไปของกุ้งในบ่อของเรา เป็นอย่างดี
-การสุ่มกุ้งเพื่อขาย จะต้องสุ่มก่อนให้อาหารมื้อ ต่อไป พบว่าจะได้กุ้งไซส์เสมอ (ก่อนเที่ยงวัน)


สรุปและรวบรวมข้อมูลโดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
ฝ่ายวิชาการ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด