ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ความชัดเจนของตลาด ปี 48
โดย: สมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย
นายกสมาคมกุ้งไทย


หลังจากการประกาศอัตราสุดท้ายภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) สินค้ากุ้ง ทั้ง 6 ประเทศอย่างเป็นทางการ โดยคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ หรือ ITC (Internation Trade Administration) ของสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2547 และเมื่อเปรียบอัตราภาษีของทุกประเทศแล้ว พบว่าประเทศไทยถูกปรับลดอัตราภาษีจากอัตราเบื้องต้น (Preliminary) เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งคงสร้างความผิดหวังให้กับผู้ที่รอคอยการประกาศอัตราภาษีครั้งนี้อย่างใจจดใจจ่อ
อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมแล้ว อัตราภาษีดังกล่าวก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้และคงไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกกุ้งไทยไปยังสหรัฐฯ มากนัก
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาศักยภาพของประเทศผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ ทั้งจีน และบราซิล ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงมากคือ จีนได้อัตราภาษีที่ 55.23% - 112.81% และบราซิลที่ 9.69% - 67.80%
ในขณะที่ประเทศอินเดีย ซึ่งมีอัตราภาษีที่ 5.02% - 13.42% แต่ผลผลิตส่วนใหญ่เป็นกุ้งกุลาดำต่างกับประเทศไทยซึ่งผลิตกุ้งขาวเป็นหลัก ส่วนเอกวาดอร์ถึงแม้ได้รับอัตราภาษีที่ 2.35% - 4.48% แต่มีปริมาณผลผลิตเพียง 40,000 - 50,000 ตัน เท่านั้น
นอกจากนี้ความแตกต่างของสินค้าเป็นข้อได้เปรียบของสินค้ากุ้งไทย โดยประเทศไทย จะมีการผลิตและส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง และส่งไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ตโดยตรงถึงผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถขยายฐานส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐฯ ได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ นับจากนี้การแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ที่มีต้นทุนต่ำกว่า หากเอาราคาเข้าสู้อย่างเดียว จะไม่มีทางชนะอย่างแน่นอน ดังนั้น ต้องตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องการพัฒนาคุณภาพ ไทยยังคงมีความน่าเชื่อถือทั้งในส่วนของผู้นำเข้า และผู้บริโภคในสหรัฐฯ ดังนั้น ทางรอดทางเดียวของเรา อยู่ที่เราทุกคนในอุตสาหกรรม ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อผลิตกุ้งที่มีคุณภาพเหนือคู่แข่งอย่างเด่นชัด รวมถึงระบบการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา (Traceability) ที่เราได้มีการเริ่มดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว
สำหรับตลาดที่เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ สหภาพยุโรปหรืออียู หลังจากมีการออกข่าวมาเป็นระยะๆ ว่าจะมีการคืนสิทธิจีเอสพี (GSP) สำหรับสินค้ากุ้งให้กับประเทศไทย
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งประเทศไทยถูกใช้มาตรการการกัดกันโดยการตัดสิทธิ GSP ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงที่สุดเพียงประเทศเดียว ทำให้หมดโอกาสในการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง ทำให้การส่งออกกุ้งไทยไปยังสหภาพยุโรปลดลงโดยตลอด ทั้งที่อียูเป็นตลาดกุ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการนำเข้ากุ้งปีละกว่า 700,000 ตัน แต่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 0.73% หรือประมาณ 5,000 ตัน
หากประเทศไทยได้รับคืนสิทธิ GSP จะทำให้ไทยได้ลดภาษีนำเข้าเท่ากับประเทศอื่นๆ ก็จะเป็นโอกาสในกาขยายฐานตลาดกุ้งไทย คาดว่าจะสามารถขยายปริมาณการส่งออกไปยังอียูประมาณ 10% แต่อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ เราก็คงต้องติดตามข่าวใกล้ชิด และผลักดันให้รัฐบาลเจรจาเพื่อขอคืนสิทธิ GSP ให้สำเร็จ
ปี 2548 อุตสาหกรรมกุ้งยังต้องเจออุปสรรคต่างๆ และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แต่สิ่งเดียวที่ทุกตลาดต้องการตรงกันคือ "กุ้งคุณภาพ" และเชื่อว่าที่ผ่านมา คำว่า คุณภาพ มีอยู่ในสินค้ากุ้งของไทย และอยู่ในความเชื่อมั่นของผู้ซื้อต่างประเทศ และนับจากนี้ คำว่า คุณภาพ เป็นสิ่งที่เราต้องตระหนักและตอกย้ำ ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องยึดถือเป็นหัวใจของการผลิตกุ้ง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมต่อไป

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทยฉบับปักหลังษ์เดือนกุมภาพันธ์2528

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด