ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

สูตรพิชิตทอร่า แบบ "รังสรรค์"

คุณรังสรรค์ ยิ้มใย หลังจากที่ตัดสินใจทิ้งกุ้งดำหันมาเลี้ยงกุ้งขาวเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพราะเห็นความสำเร็จของคนที่เลี้ยงกุ้งขาวในยุคแรกๆ เมื่อมาลองเลี้ยงดูกลับพบว่ากุ้งขาวเลี้ยงง่ายกว่ากุ้งดำมากนัก ตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยง ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเหมือนกับการเลี้ยงกุ้งดำ สารเคมีก็ไม่ต้องใช้ ในขณะที่อุปกรณ์ในการเลี้ยงก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกัน สามารถปรับใช้กันได้ทันที ที่สำคัญพบวิธีแก้โรคทอร่าสำเร็จ
" วิธีพิชิตทอร่าแบบ "รังสรรค์"
คุณรังสรรค์ กล่าวว่า ปัญหาระหว่างการเลี้ยงที่พบคือ โรคระบาด ซึ่งหากเกิดโรคทอร่า คุณรังสรรค์ แนะนำว่า ควรลดอาหารลงอย่างน้อย 4 เท่า เช่น เคยให้อาหาร 50 กิโลกรัม ให้ลดลงเหลือแค่ 10 กิโลกรัม และเสริมแร่ธาตุให้กุ้งแทน และเพิ่มการตีน้ำขึ้นมากกว่าเดิม โดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำ เท่าที่เคยใช้วิธีการนี้มา สามารถแก้ไขปัญหาโรคทอร่านี้ได้อย่างน่าพอใจในระดับหนึ่ง
" การเตรียมบ่อและเตรียมน้ำนั้น
หลังจากจับกุ้งแล้ว คุณรังสรรค์ จะปรับสภาพพื้นบ่อ โดยใช้รถดันเลนออกไปแล้วตากบ่อทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ โดยใช้ปูนมาร์ลและปูนขาวหว่านเพื่อปรับสภาพบ่อ ซึ่งหากบ่อที่ใช้เลี้ยงกุ้งมานานโดยไม่เคยปรับสภาพเลย ก็ให้ใส่ในปริมาณปูนมาร์ลมากหน่อย เพื่อทำลายพาหะและเชื้อโรค จากนั้นจึงเติมน้ำเข้าบ่อ ซึ่งในพื้นที่ของคุณรังสรรค์ เป็นแหล่งน้ำจืด จึงได้ดึงน้ำจืดจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ แล้วสูบน้ำเค็มจากบ่อบาดาล ซึ่งมีความเค็ม 50 พีพีที มาผสม ปรับค่าความเค็มให้อยู่ที่ 15 พีพีที ซึ่งในระหว่างเติมน้ำ จะเปิดเครื่องตีน้ำไว้ตลอด เพื่อเคล้าน้ำให้เข้ากัน ภายใน 3 วันก็จะได้น้ำตามที่ต้องการ
เมื่อเข้าวันที่ 4 จะเติมคลอรีนตามสัดส่วนของบ่อและภาวะการเกิดโรคระบาด เช่น หากบ่อขนาด 5 - 6 ไร่ ก็จะใช้คลอรีน 1 ถัง และหากช่วงไหนเกิดโรคระบาดก็จะเพิ่มเป็น 2 ถัง เพื่อฆ่าพาหะและเชื้อโรคต่างๆ แล้วตีน้ำต่ออีก 3 วัน จากนั้นจะเริ่มลงพวกแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการลอกคราบของกุ้ง เน้นที่แคลเซียมและแม็กนีเซียมเป็นหลักประมาณ 5 - 10 กิโลกรัมต่อพื้นที่เลี้ยง 6 ไร่ และใส่ปุ๋ยยูเรียประมาณ 20 กิโลกรัมต่อพื้นที่เลี้ยง 6 ไร่ ในระหว่างนี้ให้ตีน้ำไปตลอดจนปล่อยกุ้ง โดยในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 15 วัน เพราะหากนานเกิน แมลงต่างๆ อาจเข้ามาทำลายผลผลิตกุ้งในฟาร์มได้

" ลองน้ำก่อนปล่อยกุ้ง
คุณรังสรรค์ กล่าวว่า การเลี้ยงกุ้งขาวสิ่งที่ขาดไม่ได้คือความพร้อมของอุปกรณ์ โดยเฉพาะเครื่องตีน้ำ ที่จะใช้ถึงบ่อละ 6 ตัวเลยทีเดียว แต่ในช่วงที่กุ้งยังเล็กจะใช้แค่ 4 ตัวก่อน จากนั้นเมื่อเลี้ยงได้ระยะหนึ่งจะเพิ่มเป็น 6 ตัว ทั้งนี้ขึ้นกับการปล่อยกุ้งว่าปล่อยแบบหนาแน่หรือไม่ด้วย
นอกจากนี้ตนยังมีเทคนิคเฉพาะตัวในการเตรียมพร้อมก่อนการเลี้ยงคือ ก่อนปล่อยกุ้งให้นำกุ้งจำนวนหนึ่งประมาณ 10 - 20 ตัว มาลองน้ำ โดยใช้น้ำในบ่อที่เตรียมไว้ กักกุ้งเป็นเวลา 1 วัน เพื่อดูความพร้อมของกุ้ง และยังเป็นการทดสอบความสะอาดของน้ำไปในตัว ทั้งนี้หากกุ้งที่นำมาลองน้ำไม่ตาย แสดงว่าโอกาสเกิดความเสียหายเมื่อนำกุ้งลงบ่อมีน้อยไปด้วย
"ในฟาร์มของผมจะใช้ลูกกุ้งพี 12 - 15 ปล่อยประมาณไร่ละ 120,000 - 150,000 ตัว โดยจะเลือกพันธุ์ลูกกุ้งที่มีสภาพแข็งแรง และเลือกซื้อจากแหล่งเพาะพันธุ์ที่สามารถไว้ใจได้และมีมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพมากนัก"
" เพิ่มอาหาร 1 กก.ทุกวัน
คุณรังสรรค์ กล่าวว่า เมื่อปล่อยลูกกุ้งแล้ว ในวันแรกจะยังไม่ให้อาหาร แต่ที่วันที่ 2 จะให้อาหารในปริมาณ 2 กิโลกรัม/แสนตัว/วัน จากนั้นจะปรับอาหารเพิ่มอีก 1 กิโลกรัมทุก 1 - 2 วัน โดยนำมาหารเฉลี่ยทั้ง 4 มื้อต่อวัน ซึ่งหากอาหารเหลือก็จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ แต่กลับจะช่วยปรับสีน้ำไปในตัว ส่วนอาหารสดหรืออาหารเสริมทางฟาร์มจะไม่ใช้ แต่จะเติมเพียงแร่ธาตุเท่านั้น
"ทางฟาร์มจะให้ความสำคัญในเรื่องของออกซิเจนมาก โดยเฉพาะเมื่อกุ้งยังเล็กประมาณ 2 เดือนแรก จะต้องตีน้ำตลอด 24 ชั่วโมง แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดจำนวนการตีน้ำลง แต่ก็ยังคงต้องตีตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้กุ้งมีความต้องการออกซิเจนมากอีกครั้ง ก็ตอนช่วงที่มีการลอกคราบ ซึ่งก็ต้องหมั่นสังเกตให้ดี ทั้งนี้นอกจากจะมีเครื่องตีน้ำที่ใช้น้ำมันแล้ว ฟาร์มของผมมีเครื่องวัดออกซิเจนอยู่ประจำทุกบ่อ เพื่อดูระดับความเข้มข้นของออกซิเจนในน้ำ ซึ่งหากช่วงไหนต่ำ ก็อาจมีการเพิ่มเครื่องตีน้ำ หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจน สำหรับในกรณีที่ออกซิเจนไม่พอจริงๆ ก็สามารถใช้ออกซิเจนผงช่วยได้ ซึ่งก็สามารถบรรเทาภาวะขาดออกซิเจนไปได้มาก"
" สูตรเช็คยอ
สำหรับการเช็คยอนั้น ในฤดูกาลปกติเมื่อลงบ่อประมาณ 20 - 25 วัน ก็สามารถเช็คได้แล้ว แต่หากเป็นหน้าหนาวอาจต้องใช้เวลาถึง 30 วัน เมื่อเช็คยอออกแล้ว ก็จะปรับอาหารจาก 1 กิโลกรัมต่อวัน เป็น 2 กิโลกรัมต่อวัน โดยมีสูตรปรับอาหาร คือ เริ่มที่การเช็คยอโดยจะวางอาหารที่ 3 กรัม เมื่อหมดเพิ่มอีก 1 กิโลกรัม ไปจนจับ ซึ่งที่ผ่านมาสูตรนี้ได้ผลเป็นอย่างดี
นอกจากนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้ในระหว่างการเลี้ยงคือ การเติมแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อกุ้ง ในปริมาณครั้งละไม่มาก ตลอดระยะเวลาการเลี้ยง โดยเฉพาะเวลาเมื่อกุ้งลอกคราบ ซึ่งจะสามารถสังเกตได้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นช่วงวันพระ วันโกน ในขณะที่เติมก็ตีน้ำได้ตามปกติ
คุณรังสรรค์ ยังเติมหรือเปลี่ยนน้ำทุก 15 - 30 วัน นับตั้งแต่เริ่มลงกุ้ง ขึ้นอยู่กับสภาพน้ำในบ่อขณะนั้นๆ แต่ส่วนใหญ่จะเติมทุก 15 วัน โดยจะถ่ายน้ำออกประมาณ 25 เซนติเมตร และจะเติมเข้าไปใหม่ในปริมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เซนติเมตรทุกครั้งที่เติม ดังนั้นคุณรังสรรค์จึงมีบ่อพักน้ำมากพอๆ กับบ่อเลี้ยง เรียกได้ว่าสัดส่วน 1:1 เลยทีเดียว
เมื่อทำตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว สิ่งที่ไม่ควรละเลยอีกประการหนึ่งนั่นก็คือ ค่าพีเอช ซึ่งไม่ควรต่ำกว่า 7.5 เนื่องจากค่าพีเอชสำหรับกุ้งขาวแล้ว หากสูงจะไม่เกิดผลกระทบใด แต่หากต่ำกว่าเกณฑ์แล้วกุ้งจะไม่กินอาหาร ซึ่งจะทำให้กลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมา
เมื่อเลี้ยงกุ้งได้ 3 เดือนหากกุ้งในบ่อแน่น ก็จะจับออกส่วนหนึ่ง แล้วเลี้ยงต่อเพื่อทำไซซ์ใหญ่ขึ้น แต่จะเลี้ยงไม่เกิน 4 เดือน ก็ได้ไซซ์ที่ 50 ตัว/กก.
" ฝากข้อคิดคนเลี้ยงกุ้ง
คุณรังสรรค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า คนเลี้ยงกุ้งหากต้องการจะประสบความสำเร็จต้องมีความพร้อมในทุกด้านก่อนการเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ หรือความรู้ในเรื่องกุ้ง ที่สำคัญคือ หากมีเงินก้อนแล้วต้องการลงกุ้ง ต้องไม่ทำทีเดียวหมด คือให้ปล่อยกุ้งไล่กันไป เช่นในบ่อแรกปล่อยไปแล้ว บ่อที่สองอาจจะปล่อยหลังบ่อแรก 15 วัน บ่อที่ 3 ปล่อยหลังบ่อที่สอง 30 วัน เพื่อให้เกิดการคละเคล้าให้มีกุ้งจับสลับกันตลอดทั้งปี และป้องกันการเสียยกรุ่น นอกจากนี้การวางแผนที่ดีก็จะประสบผลสำเร็จได้ แต่ในที่นี้ต้องอย่างลืมนึกถึงหน้ามรสุม (ระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน) ซึ่งไม่ควรลงกุ้งหรือจับกุ้ง และหากอยู่ระหว่างการเลี้ยงควรหาทางรับมือให้ดี รวมถึงหลีกเลี่ยงการลงกุ้งในหน้าหนาวด้วย
"คนทั่วไปรวมถึงรัฐบาลต่างมองว่าคนเลี้ยงกุ้งต้องเป็นรวยมาก่อน เพราะแต่ละอย่างใช้ต้นทุนสูง ไม่ว่าจะเป็นค่าดูแลรักษาที่ใช้เงินหลายแสน ค่าบ่อที่ใช้เงินถึงหลักล้าน ทำให้คนอื่นอาจจะไม่เห็นใจเราเท่าใดนัก เพราะฉะนั้นเมื่อทำได้เงินมาแล้ว ให้เก็บเอาไว้บ้าง เผื่อวันข้างหน้า และหากจะทำควรทำจริง อย่าทำเหมือนขุดทอง พอได้ดีก็มาทำ แต่พอราคาตกแล้วก็หายหมด แต่เมื่อตั้งใจจะลงจริงแล้ว ก็อย่าได้ละเลยเรื่องสายพันธุ์ของลูกกุ้ง อย่านึกถึงแต่จะเอาของถูกแต่ไม่ได้คุณภาพ ซึ่งจะทำให้ได้ไม่คุ้มเสียหรือได้น้อยกว่าที่ควรจะได้ นอกจากนี้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับกุ้งควรมีความจริงใจให้กัน อย่ากอบโกยหากำไรใส่กันครับ"
ทิ้งท้ายกันแบบนี้ทีมงาน ต้องขอปรบมือให้จริงๆ และขอขอบคุณ คุณรังสรรค์ ยิ้มใย เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาว อยู่ที่ 66 หมู่ 5 ต.ไร่ใหม่ อ.กิ่งสามร้อยยอด จ.ประจวบคิรีขันธ์ โทร 01-7006500
ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทยฉบับปักหลังษ์เดือนกุมภาพันธ์2528

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด