ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เลี้ยงกุ้งขาวสูตร "จันทรสวัสดิ์"

ใครที่ผ่านไปผ่านมาที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี อาจจะแปลกใจ เพราะมีร้านอาหารใหญ่ชื่อร้าน "จันทรสวัสดิ์" ตั้งอยู่ที่ 56 หมู่ 1 ต.โขมง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี รายล้อมด้วยบ่อกุ้งไกลสุดลูกหูลูกตา นั่งทานอาหารไป ชมทิวทัศน์ ลวดลายลีลาหว่านอาหารกุ้งไปพลาง ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบนึงทีเดียว บ่อกุ้งที่ว่า นี้เป็นของคุณสุทัศน์ สืบจันทรสวัสดิ์ เจ้าของร้านอาหารจันทร์สวัสดิ์นั่นเอง ซึ่งเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้งขาวอีกท่านหนึ่ง ที่เราจะมาเปิดเผยเทคนิคกันในวันนี้
คุณสุทัศน์ เลี้ยงกุ้งอยู่ทั้งหมด 15 บ่อ มีทั้งเลี้ยงแบบความเค็มต่ำ และความเค็มสูง พื้นบ่อทุกบ่อคุณสุทัศน์ จะถมด้วยลูกรังจนแน่น สิ่งหนึ่งที่เน้นคือความพร้อมในเรื่องอุปกรณ์ ซึ่งหากจะปรับเปลี่ยนจากเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาเลี้ยงกุ้งขาวอุปกรณ์ต่างๆ ในนากุ้งจะต้องมีมากกว่าเดิม 2 เท่าเลยทีเดียว
ตั้งพีเอชสูงถึง 8.2
คุณสุทัศน์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวคิดว่าเลี้ยงกุ้งขาวง่ายกว่าและประหยัดกว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาก เนื่องจากลดการให้สารเคมีบางชนิดที่กุ้งกุลาดำต้องการ นอกจากนี้สามารถเลี้ยงในน้ำความเค็มต่ำแค่ 7 - 12 ได้อย่างสบาย อีกทั้งในการเตรียมน้ำไม่เคยใช้จุลินทรีย์ในขั้นตอนดังกล่าวเหมือนกับฟาร์มอื่นๆ เพราะเมื่อทำสีน้ำต้องการให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพตามธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับบ่อลูกรัง ไม่ว่าจะเป็นการเกิดหนอนแดง แพลงก์ตอนพืชต่างๆ โดยจะใช้เวลาในการเตรียมน้ำประมาณ 10 - 12 วัน แล้วตีน้ำคู่กันไปตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้น้ำเดิน แต่อาจจะใช้ใบพัดวางเพียงสองมุมบ่อเท่านั้น จากนั้นทำสีน้ำให้พร้อม โดยที่พีเอช อยู่ระหว่าง 8.0-8.2 ซึ่งอาจดูสูงไปเมื่อเทียบกับฟาร์มอื่นที่มีค่าพีเอชอยู่ที่ประมาณ 7.5 เนื่องจากตามความเชื่อของตนนั้น กุ้งขาวเป็นสัตว์น้ำที่กินพวกแพลงก์ตอนเป็นอาหาร เมื่อใช้ค่าพีเอชประมาณ 7.5 เลี้ยงไปไม่นานก็พีเอชจะตก ทำให้ต้องใส่ปูนขาว ซึ่งเป็นปูนร้อน อาจเป็นอันตรายต่อกุ้งขาวที่ยังเล็กอยู่ได้ ซึ่งหากปรับค่าพีเอชให้สูงขึ้นอีก ก็จะสามารถลดการใช้ปูนขาว ซึ่งเป็นการลดการสูญเสียลูกกุ้งไปในตัว
"ในฟาร์มผมที่เคยเลี้ยงโดยวิธีนี้ เห็นผลอย่างชัดเจนคือ เมื่อเลี้ยงประมาณ 15 วัน กุ้งในบ่อส่วนใหญ่จะมีขนาด 3-4 ซม. ซึ่งก็เหมือนกับการปรับไว้ก่อน เพราะหลังจากนั้นไม่นานค่าพีเอชก็จะลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ทำให้เมื่อกุ้งโตได้ระยะหนึ่ง แม้จะเติมปูนขาวเพื่อปรับค่าพีเอชก็ไม่กระทบต่อกุ้งในบ่อ"
คุณสุทัศน์ กล่าวต่อไปว่า หลังจากเสร็จขั้นตอนการเตรียมน้ำแล้ว ก็จะนำลูกกุ้งลงบ่อ โดยเลือกใช้ลูกกุ้งพี 10 - 12 หากลงพีเล็กกว่านี้ โอกาสเสียหายมีมากกว่าลงพีใหญ่ โดยปล่อยกุ้งไร่ละ 250,000 ตัว ซึ่งถือว่าค่อนข้างหนาแน่น สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการปล่อยแบบหนาแน่น และความเค็มต่ำ ก็คือแร่ธาตุ วิตามิน โดยเฉพาะแม็กนีเซียม ซึ่งในระหว่างการเลี้ยงจะนำไปคลุกลงไปกับอาหารให้กุ้งกิน
ใช้อาหารกุ้งดำช่วงแรก-ก่อนจับ
หลังจากที่ลงกุ้งวันแรกคุณสุทัศน์ จะเริ่มให้อาหารเลย ในอัตราอาหารครึ่งกิโลกรัม/กุ้งแสนตัว/มื้อ และให้ 4 มื้อต่อวัน กุ้งพี 12 เมื่อลงบ่อดินแล้วจะอุ้มอาหารทันทีเมื่อมีการให้อาหาร เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 2 วัน ก็จะสามารถกินอาหารได้กว่า 60% ของปริมาณกุ้งทั้งหมด ซึ่งฟาร์มส่วนใหญ่ล้วนใช้วิธีการเดียวกันนี้ทั้งสิ้น เนื่องจากจะทำให้ลูกกุ้งโตเร็ว จากนั้นจะเพิ่มการให้อาหารกุ้งเป็น 5 มื้อต่อวันในปริมาณเท่าเดิม เมื่อลูกกุ้งลงบ่อได้ประมาณ 15 - 20 วัน
คุณสุทัศน์ บอกว่า ในช่วงกุ้งเล็ก จะใช้อาหารกุ้งกุลาดำตลอด จนกระทั่งกุ้งโตจนกินอาหารเบอร์ 3 จะลดปริมาณอาหารกุ้งกุลาดำเหลือ 50% และจะให้อาหารสมทบกุ้งดำที่มีโปรตีน 35% อีกครึ่งหนึ่ง โดยให้ในปริมาณเท่าเดิม จนถึงเวลาก่อนจับกุ้ง 15 วัน จะกลับมาให้อาหารกุ้งกุลาดำที่มีโปรตีนสูงอีกครั้ง เพื่อเร่งการโต ทำให้สามารถเพิ่มน้ำหนัก ให้กุ้งทำไซซ์ใหญ่ขึ้นได้
"ผมจะให้ความสำคัญของการเจริญเติบโตเมื่อกุ้งยังเล็ก โดยให้อาหารตั้งแต่วันแรกที่ลง ต่างจากบางฟาร์มที่ไม่ให้อาหารเลยเป็นสิบวัน ผมมองว่าหากกุ้งได้กินอาหารและโตดีตั้งแต่เล็ก ก็จะไปขยายผลในอนาคต แต่หากไม่ให้อาหารอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่แรกจะทำให้กุ้งโตช้า และกว่าจะเช็คยอออกจะทำให้ช้าเกินไป เพราะฉะนั้นการอัดอาหารในช่วงที่ยังเล็กจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง "
คุณสุทัศน์ กล่าวต่อไปว่า วิธีการของฟาร์มอื่นๆ เคยลองทำมาหมดแล้ว แต่พบว่าการให้อาหารตามวิธีข้างต้นได้ผลดีที่สุด ซึ่งในการเช็คยอนั้นทางฟาร์มจะเริ่มทำเมื่อลูกกุ้งลงบ่อได้ 20 - 30 วัน จากนั้นจะเริ่มเพิ่มอาหาร แต่หากเป็นช่วงหน้าหนาว จะเลื่อนเวลาการเช็คยอมาเป็นเมื่อลงบ่อได้ประมาณ 1 เดือนแทน
ปัญหาเลี้ยงกุ้งแน่น
ส่วนปัญหาของการเลี้ยงกุ้งแบบหนาแน่น คุณสุทัศน์ กล่าวว่า ในฤดูฝนมักพบปัญหาในเรื่องแบคทีเรีย ส่วนในฤดูกาลอื่นก็สามารถพบแบคทีเรียได้เช่นกัน แต่ไม่พบบ่อยนัก ซึ่งจะสามารถสังเกตได้ว่ากุ้งได้รับเชื้อแบคทีเรียหรือไม่จากการเช็คยอ จะฉีกหัวกุ้งออกมาดู สังเกตว่าหัวกุ้งขุ่นมัวเป็นฝ้าขาวหรือไม่ หากเป็นก็สามารถสันนิษฐานได้ว่ามีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย หรือบางครั้งอาจพบเชื้อแบคทีเรียในบริเวณเนื้อเยื่อ ซึ่งปกติจะขาวใส กรณีนี้สามารถแก้ไขได้โดยใช้ยาฆ่าแบคทีเรีย ในปริมาณ 5 - 7 ขีดต่อไร่ใส่ลงในบ่อ นอกจากนี้ในระหว่างการเลี้ยงจะใส่ยาฆ่าแบคทีเรียในปริมาณเท่าเดิมเมื่อปล่อยลูกกุ้งครบ 1 เดือน และจากนั้นจะลงเดือนละครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อแบคทีเรียตลอดการเลี้ยง
คุณสุทัศน์ กล่าวว่า เมื่อเลี้ยงกุ้งไปได้ 70-90 วัน กุ้งได้ขนาด 90-100 ตัว/กก. ก็จะพาเชี่ยล แบ่งจับบางส่วน เพื่อไม่ให้กุ้งหนาแน่นเกินไป แล้วเลี้ยงกุ้งส่วนที่เหลือให้ได้ไซซ์ใหญ่ 60 ตัว/กก. ขึ้นไป ซึ่งจะได้ราคาที่สูงกว่า โดยคำนวณจากยอดอาหาร หากยอดอาหารไปถึงไซซ์ได้ ก็จะทำการพาเชี่ยล โดยในครั้งแรกจับออก 30% หรือประมาณ 5 ตัน และจะจับออกอีกหนึ่งหรือสองครั้งตามความเหมาะสม โดยดูจากความหนาแน่นของกุ้งในบ่อ หรือดูภาวะราคาในขณะนั้น
เผยเทคนิคการพาเชี่ยล
สำหรับเทคนิคการพาเชียลของคุณสุทัศน์ จะงดให้อาหารกุ้งในมื้อสุดท้าย เลือกพาเชี่ยลในเวลาเช้าจนถึง 11.00 น. เท่านั้น เพราะหากจับในช่วงบ่ายจะทำให้กุ้งที่เหลือในบ่อเครียดได้ เมื่อเปิดเครื่องตีน้ำเพียงแถวเดียว หว่านอาหารแล้วใช้อวนลากครั้งหนึ่งได้ประมาณ 2 ตัน ก็จะลากเพียง 3 ครั้งเท่านั้น เพื่อให้ได้กุ้ง 5 ตัน
ในการพาเชี่ยลจะต้องเป็นช่วงที่กุ้งแข็งแรงที่สุด ไม่ใช่ช่วงกุ้งลากคราบมาก เราจะต้องตกลงกับห้องเย็นก่อนว่าถ้าลากครั้งแรกมีคราบกุ้งเยอะ ต้องหยุด เพราะหากลากต่อไปอีกกุ้งในบ่อที่เหลืออาจจะเสียหายได้
นอกจากนี้ ในบ่อกุ้งของคุณสุทัศน์ ยังเดินท่อทิ้งเลนไว้ ตามแนวเลน โดยเดินท่อพีวีซีขนาด 4 นิ้ว ยาวประมาณ 2 - 3 วา ไปกลางบ่อ เจาะเป็นรูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่ามวนบุหรี่ไว้กลางบ่อ (ที่ท่อสุดท้าย) เพื่อระบายน้ำด้านล่างและตะกอนเลนออก ทั้งนี้จำนวนท่อขึ้นอยู่กับแนวเลน หากแนวเลนอยู่ช่วงไหน ก็จะวางท่อไปถึงตรงจุดนั้น โดยจะเริ่มเปิดท่อตั้งแต่เลี้ยงได้ประมาณ 1 เดือนครึ่ง ส่วนการถ่ายน้ำจะถ่ายน้ำทุก 10 วัน โดยถ่ายน้ำออกประมาณ 10 - 20 เซนติเมตร จากนั้นจะเติมน้ำในบ่อสต๊อกเข้าทดแทน ซึ่งจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันนี้ในทุกฤดูกาล ยกเว้นฤดูฝน ที่ไม่ต้องถ่ายน้ำบ่อย แต่ต้องมีการถ่ายเลนออกอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน
คุณสุทัศน์ กล่าวต่อไปว่า กุ้งขาวสามารถเลี้ยงได้ทุกฤดูกาล สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในแต่ละบ่อ หากสภาพแวดล้อมข้างเคียงไม่เกิดปัญหา ก็จะเลี้ยงกุ้งขาวได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากเป็นการเลี้ยงในระบบปิดรีไซเคิล มีการหมุนเวียนน้ำในบ่อพักอยู่ตลอด ทำให้ไม่ต้องกังวลกับปัญหาโรคระบาด และเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยชุดที่ผ่านมาจับไป 10 บ่อ ได้ผลผลิตถึงกว่า 120 ตัน
ที่สำคัญการเลี้ยงกุ้งขาวเน้นการให้ออกซิเจนในน้ำอย่างเพียงพอ ดังนั้นอุปกรณ์ต่างๆ ต้องพร้อม โดยเฉพาะการเลี้ยงแบบหนาแน่นจะต้องตีน้ำทั้งกลางวันกลางคืน เครื่องวัดออกซิเจนต้องมีให้พร้อม มีการหมุนเวียนน้ำที่ดี ปัญหาออกซิเจนก็จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับการเลี้ยงกุ้งขาวอีกต่อไป

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทยฉบับปักหลังษ์เดือนกุมภาพันธ์2528

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด