ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

การเลี้ยงกุ้งฝ่าวิกฤติภาวะน้ำมันแพง
โดย : ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ
คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


แนวทางในการผลิตกุ้งในปี 2548 คาดว่าปริมาณกุ้งขาวแวนนาไมจะมีปริมาณมากถึง 350,000 ตัน ถ้าสามารถเปิดตลาดสภาพยุโรปได้มากขึ้น และราคากุ้งไม่ตกต่ำมาก ส่วนการเลี้ยงกุ้งกุลาดำน่าจะน้อยที่สุดเมื่อปรียบเทียบกับในรอบหลายปีที่ผ่านมา ผลผลิตจาการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในปี 2548 ไม่น่าจะมากกว่า 80,000 ตัน เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้เลี้ยงในขณะนี้ และผลผลิตที่ออกมาในรอบการเลี้ยงที่ผ่านมา โดยเฉพาะถ้าราคากุ้งกุลาดดำไม่สูงกว่ากุ้งขาวมากในกุ้งไซซ์เดียวกัน เกษตรกรจะหันไปเลี้ยงกุ้งขาวมากขึ้น คิดแล้วน่าห่วงและเสียดายกุ้งกุลาดำ ที่ประเทศไทยเป็นผู้นำในด้านการผลิตมานาน คงจะต้องเป็นอดีตไปแล้วเฉพาะกุ้งกุลาดำ อินโดนีเซีย เวียดนาม และอินเดีย คงจะเป็นประเทศหลักที่ผลิตกุ้งกุลาดำตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จนกว่าประเทศเหล่านี้จะมีปัญหากุ้งโตช้า และผลผลิตลดลงเช่นเดียวกับประเทศไทย และคงจะหันมาเลี้ยงกุ้งขาวกันมากขึ้นเช่นเดียวกัน
ในปี 2548 การผลิตกุ้งขาวหรือกุ้งกุลาดำต้องมีการวางแผนให้ชัดเจน เพราะไม่เพียงแต่ปริมาณกุ้งขาวที่จะผลิตออกมามากจากหลายประเทศ ที่จะต้องมีการแข่งขันสูงมาก ใครที่ผลิตในต้นทุนที่ต่ำกว่าและสามารถผลิตกุ้งได้ขนาดที่โตกว่าย่อมจะมีโอกาสอยู่รอด จากภาวะที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นมากในปี 2547 และคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงต่อไปในปี 2548 หลังจากที่รัฐบาลเลิกพยุงราคาน้ำมันดีเซล หลังจากการเลือกตั้งคาดว่าจะทำให้ต้นทุนในการผลิตโดยเฉพาะในด้านพลังงาน คือน้ำมันจะสูงเพิ่มมาก ถ้าไม่มีการเตรียมพร้อมและวางแผนการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ในการให้อากาศอย่างเป็นระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อาจจะทำให้ต้นทุนในการผลิตกุ้งเพิ่มสูงมากขึ้นจนเสี่ยงต่อการขาดทุนได้ แต่ถ้าต้องการประหยัดหรือลดค่าใช้จ่าย ในการใช้เครื่องให้อากาศมากเกินไปอาจจะมีผลต่อการเลี้ยงและส่งผลเสียหายได้เช่นเดียวกัน ในความเห็นส่วนตัวแล้วการใช้เครื่องให้อากาศจะเป็นมอเตอร์ใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ต้องเพียงพอที่จะรักษาระดับออกซิเจนในบ่อกุ้งให้เหมาะสม และทำให้กุ้งมีการเจริญเติบโตดีนอกจากนั้นจะต้องสามารถทำให้กระแสน้ำหมุนรอบบ่อเพื่อรวมตะกอนเข้ากลางบ่อได้ แต่จะต้องประหยัดในรูปแบบของการวางแผนการปิดเปิดเครื่องให้อากาศ หรือชนิดของเครื่องยนต์ จำนวนแขนหรือใบพัด การวางตำแหน่งที่มีผลต่อประสิทธิภาพในด้านการให้ออกซิเจน และค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันนั้น เกษตรกรจะต้องศึกษาเปรียบเทียบจากหลายๆ ฟาร์ม เพื่อนำมาปรับปรุงหรือดัดแปลงอุปกรณ์ต่างๆ ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมไม่อยากเห็นการประหยัดโดยการลดอุปกรณ์เครื่องให้อากาศ เพราะไม่อยากจะเสี่ยงกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น เช่น ลดเครื่องให้อากาศหรือเปิดเครื่องให้อากาศน้อยลง ในปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำอยู่ในระดับที่ต่ำ เช่นตอนเช้ามืดต่ำกว่า 3 พีพีเอ็ม หรือเลนกระจายทั่วบ่อ ทำให้กุ้งโตช้า อ่อนแอ ต้องจับก่อนกำหนด ไม่ได้ขนาดตามที่ต้องการ ถ้าประหยัดหรือต้องการลดค่าใช้จ่ายมากเกินไปจะมีผลกระทบต่อการผลิตที่ไม่คุ้มเหมือนกัน อะไรที่ประหยัดได้ก็ขอให้ช่วยกันประหยัด แต่ถ้ามีความจำเป็นต่อการผลิตก็คงต้องใช้เหมือนเดิม
แนวทางการผลิตกุ้งในปี 2548 ทั้งกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวแวนนาไม
1.กุ้งกุลาดำ ในรอบปีที่ผ่านมาการผลิตกุ้งกุลาดำอยู่ในภาวะที่ถดถอย ส่วนใหญ่เลี้ยงแล้วไม่ได้ขนาดตามที่ต้องการ และมีการเจริญเติบโตช้าจนทำให้ส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดทุน แต่ก็มีบางส่วนที่ยังสามารถเลี้ยงจนได้ขนาดใหญ่ 30 ตัว/กก. และผลผลิตอยู่ในระดับที่เป็นธุรกิจได้ต่อไป ในปี 2548 ถ้าจะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ต้องวางแผนผลิตกุ้งขนาด 30-40 ตัว/กก. และผลผลิตจะต้องมากพอที่จะทำกำไรได้ เพราะการคาดหวังราคาที่สูงมากอาจจะเป็นไปได้ยาก สำหรับการผลิตกุ้งกุลาดำขนาดที่เล็กว่านี้ ราคาจะต่ำมากในระดับเดียวกับกุ้งขาวแวนนาไมซึ่งจะผลิตออกมามากในขณะที่ต้นทุนการผลิตของกุ้งขาวต่ำกว่า จะเห็นได้ว่าการผลิตกุ้งกุลาดำจะต้องหลีกเลี่ยงการผลิตขนาดเดียวกันกับกุ้งขาว ซึ่งในขณะนี้แนวโน้มการผลิตกุ้งขาวขนาด 40-50 ตัว/กก. มีมากขึ้นเพราะกุ้งขนาดนี้มีราคาสูงกว่ากุ้งขาวขนาดเล็กมาก
การผลิตกุ้งกุลาดำยังมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของลูกกุ้ง ซึ่งมีความสำคัญที่สุด รองลงมาก็เป็นการวางแผนการผลิตต้องไม่ปล่อยหนาแน่นมาก เพราะต้องการเลี้ยงให้ได้ขนาดใหญ่แต่ละฟาร์มคงมีวิธีการเลี้ยงเป็นของตัวเอง แต่เป้าหมายคงจะเหมือนกัน ฤดูกาลเลี้ยงยังมีผลต่อการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาก คือช่วงปลายปีที่ยังเป็นฤดูกาลของโรคไวรัสดวงขาว เช่นเคย ต้องหลีกเลี่ยงการปล่อยกุ้งหน้าหนาว เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีโรคไวรัสท่อร่าระบาดในกุ้งกุลาดำในหลายพื้นที่ การป้องกันต้องเข้าใจก่อนว่าไวรัสทอร่ามีชีวิตอยู่ในน้ำได้นานประมาณ 10 วัน ดังนั้นต้องมีบ่อพักน้ำนานอย่างน้อย 15 วัน จึงจะปลอดภัย
2.กุ้งขาวแวนนาไม การผลิตกุ้งขาวในปี 2548 มีตั้งแต่ขนาด 100 ตัว/กก. จนถึง 40 ตัว/กก. ความต้องการของตลาดมีมากในทุกขนาด แต่ราคาอาจจะแตกต่างกันมากในบางช่วง บางเวลา ในระยะที่มีกุ้งออกมามาก กุ้งขนาดเล็กราคาอาจจะต่ำมาก แต่ถ้าเป็นช่วงที่กุ้งผลิตออกมาน้อย ราคากุ้งทุกขนาดอาจจะอยู่ในระดับที่เหมาะสม ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการเลี้ยงกุ้งขาวที่สำคัญที่สุด คือคุณภาพของลูกกุ้ง ถ้าได้ลูกกุ้งจากสายพันธุ์ที่ดี การเลี้ยงก็จะง่าย โตเร็วและขนาดไม่แตกต่างกัน ส่วนความพร้อมและลักษณะของพื้นที่มีความสำคัญรองลงมา แต่มีผลต่อปริมาณการผลิตมากกว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ตัวอย่างเช่นการเลี้ยงในบริเวณฝั่งทะเลอันดามันให้ผลผลิตโดยเฉลี่ยสูงมากกว่าการเลี้ยงในพื้นที่ภาคกลางที่เลี้ยงด้วยน้ำความเค็มต่ำมาก
แต่ละฟาร์มต้องมีการวางแผนว่าเหมาะสมที่จะเลี้ยงให้ได้ขนาดเล็ก 80-100 ตัว/กก. ขนาดกลาง 60-50 ตัว/กก. หรือขนาดใหญ่ประมาณ 40 ตัว/กก. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละฟาร์ม โดยทั่วไปแล้วถ้ามีการวางแผนการเลี้ยงให้ดีและเข้าใจวิธีการเลี้ยงกุ้งขาวพอสมควร ทุกพื้นที่สามารถผลิตกุ้งได้ทุกขนาด แต่ปริมาณผลผลิตจะแตกต่างกันเท่านั้น
2.1การผลิตกุ้งขาวขนาดเล็ก ตามปกติกุ้งขาวขนาด 100 ตัว/กก. มีความต้องการของตลาดสูงมากแต่ผู้เลี้ยงไม่อยากผลิตกุ้งขนาดนี้เพราะเห็นว่าราคาต่ำ และกำไรน้อย แต่ถ้ามีการทำสัญญาการซื้อขายล่วงหน้ากับบริษัทผู้ส่งออกและฟาร์มที่ผลิตต้องมีมาตรฐาน โดยเฉพาะสามารถจะตรวจสอบย้อนกลับทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตได้ (Treccbility) ซึ่งสหภาพยุโรปจะใช้มาตรการนี้ในปี 2548 ในปีนี้ควรจะเน้นการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้มากขึ้น ผู้เลี้ยงก็ไม่ต้องกังวลว่าจะขายได้ราคาเท่าไร แม้กุ้งขนาดนี้กำไรน้อยแต่การเลี้ยงใช้เวลาสั้นและต้นทุนต่ำ ถ้าวางแผนการผลิตดีๆ น่าสนใจไม่น้อย การผลิตกุ้งขนาดเล็กสามารถผลิตได้ทุกพื้นที่ บางฟาร์มอาจจะวางแผนปล่อยลูกกุ้งหนาแน่น แล้วทยอยจับกุ้งขนาด 100 ตัว/กก. ออกบางส่วนที่เหลือเลี้ยงต่อจนได้ขนาดใหญ่ก็ได้
2.2 การผลิตกุ้งขาวขนาดกลาง กุ้งขาวเป็นกุ้งขนาดเล็กเมื่อเทียบกับกุ้งกุลาดำ เกษตรกรส่วนมากเลี้ยงกุ้งขาวมักจะได้ขนาด 50-70 ตัว/กก. ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่ผลิตออกมามากที่สุดและความต้องการของตลาดก็มีมากที่สุดเช่นเดียวกัน ในช่วงที่ผลผลิตออกมาไม่มาก กุ้งขนาดนี้ก็สามารถทำกำไรได้ดีพอสมควร และสามารถวางแผนการผลิตได้ง่าย จะปล่อยตามความเหมาะสม ตามความสามารถของกำลังการผลิตในแต่ละบ่อ และเลี้ยงแบบจับครั้งเดียวหมดบ่อหรือปล่อยหนาแน่น เลี้ยงระยะหนึ่งจับกุ้งขนาด 80 ตัว/กก. ออกไปบางส่วน ที่เหลือเลี้ยงต่อไปจนได้ขนาด 60 ตัว/กก. จับหมดบ่อ ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในพื้นที่ภาคกลางที่เลี้ยงด้วยน้ำความเค็มต่ำ
2.3 การผลิตกุ้งขาวขนาดใหญ่ กุ้งขาวขนาดประมาณ 40 ตัว/กก. ถือว่ามีขนาดใหญ่ ราคามักจะอยู่ในระดับที่สูงและถ้าเลี้ยงขนาดนี้จะมีกำไรมากกว่าขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่เนื่องจากกุ้งขาวเป็นกุ้งขนาดเล็ก การเจริญเติบโตจะรวดเร็วมากในระยะ 15 กรัม หลังจากนั้นการเจริญเติบโตจะช้าลง โดยเฉพาะตั้งแต่ประมาณ 20 กรัม ถ้าจะเลี้ยงให้โตจนถึง 25 กรัม ปัจจัยต่างๆ ในการเลี้ยงต้องเหมาะสมตั้งแต่ลูกกุ้งต้องปลอดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคตัวพิการหรือโรคแคระแกร็น มาจากสายพันธุ์ที่ดีโตเร็ว ความหนาแน่นของกุ้งในบ่อไม่มากจนเกินไปและสภาพต่างๆ ในบ่อต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เช่น คุณภาพน้ำและพื้นบ่อ บางระยะปล่อยลูกกุ้งหนาแน่นมาก แล้วทยอยจับออกไปเรื่อยๆ ที่เหลือในบ่อสุดท้ายคาดว่าจะเลี้ยงให้ได้ขนาด 40 ตัว/กก. แต่ทำไม่ได้เพราะกว่าจะจับออกไปบางส่วน กุ้งในบ่อเริ่มมีปัญหาหรือสภาพต่างๆ ในฟาร์มไม่ดี บางรายเลี้ยงมาจนได้ขนาด 50 ตัว/กก. กุ้งหนาแน่นมากต้องมีการถ่ายน้ำมากแต่ไม่มีบ่อพักน้ำ เมื่อมีโรคระบาดรอบด้านไม่กล้าเปลี่ยนถ่ายน้ำมากทำให้ไม่สามารถเลี้ยงจนได้ขนาดที่ต้องการ โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป กุ้งกินอาหารมากในแต่ละวัน ถ้ากินอาหารมากแต่การเจริญเติบโตน้อยมากหรือแทบจะไม่ขยับเลย ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มมาก
ดังนั้นขอให้ผู้เลี้ยงต้องระมัดระวังให้ดี ถ้าเริ่มพบว่ากุ้งไม่โต หรือโตไม่คุ้มกับค่าอาหารควรรีบจับดีกว่าดันทุรังเลี้ยงต่อไปเรื่อยๆ การเลี้ยงกุ้งขาวให้ได้ขนาดใหญ่สามารถเลี้ยงได้ทุกพื้นที่ ถ้ามีการวางแผนที่ดี การเลี้ยงด้วยน้ำความเค็มต่ำ ถ้าไม่ปล่อยลูกกุ้งหนาแน่นมากและความเค็มไม่ต่ำจนเป็นน้ำจืดก็สามรถเลี้ยงได้ เช่น ปล่อยลูกกุ้งในความหนาแน่นไร่ละ 100,000 ตัว ความเค็ม 5-7 พีพีที ระหว่างการเลี้ยงมีน้ำเปลี่ยนถ่ายแบบ 1 ต่อ 1 คือ บ่อเลี้ยง 2 ไร่ ระยะ 50 วันแรกเติมน้ำอย่างเดียวช่วงท้ายๆ ถ่ายน้ำเพิ่มขึ้น แต่หมุนเวียนระหว่างบ่อเลี้ยงและบ่อพักน้ำ ความเค็มตอนสุดท้ายประมาณ 3 พีพีที ความเป็นด่าง (อัลคาลินิตี้) ไม่ต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมต่อลิตร (พีพีเอ็ม) ความกระด้างไม่ต่ำกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อลิตร (พีพีเอ็ม) สามารถเลี้ยงจนได้ขนาด 40 ตัวต่อกิโลกรัมได้ และผลผลิตประมาณ 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่ามากเกินพอที่จะเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนได้
ส่วนทางเลี้ยงกุ้งทางภาคใต้มีความเค็มของน้ำเป็นปกติ คือ 20-35 พีพีที มีน้ำเปลี่ยนถ่ายมากสามารถเลี้ยงกุ้งขาวได้ผลผลิตสูงมาก และขนาดตามที่ต้องการ แต่อย่างไรก็ตาม อยากจะฝากเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งขาวในขณะนี้ขอให้เลี้ยงด้วยวิธีที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เพราะการระบายของเสียออกจากบ่อในปริมาณมาก จากการปล่อยลูกกุ้งอย่างหนาแน่นมาก ในที่สุดแล้วสภาพแวดล้อม คงไม่สามารถรองรับได้ ปัญหาจะตามมาแน่ โรคระบาดจะตามมาการเลี้ยงจะยุ่งยากมากขึ้นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรค ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้นจนในที่สุดต้องประสบปัญหา เช่นเดียวกับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ที่ผมพยายามเขียนดักเตือน เพราะไม่อยากเห็นการเลี้ยงกุ้งขาวต้องสะดุด อยากเห็นการเลี้ยงที่ยั่งยืนยาวนานต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องมีการเพิ่มผลผลิตจำนวนมากในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ไม่ยั่งยืน
ท้ายที่สุดนี้ขออวยพรให้เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งจะเป็นกุ้งขาวหรือกุ้งกุลาดำ และผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ และมีส่วนทำให้อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งในประเทศไทยยั่งยืนต่อไป


ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทยฉบับปักหลังษ์เดือนกุมภาพันธ์2528

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด