ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

สรุปข้อมูลงานสัมมนา งานกุ้งไทย จังหวัด สุราษฏร์ธานี (26-27 กุมภาพันธ์ 2548)
โดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล

มุมมองตลาดกุ้ง (สมาคมกุ้งไทย - สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย)
(คุณสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย และ คุณพจน์ อร่าม วัฒนานนท์)

ปีระกา น้ำมันแพง ทำให้ต้นทุนเพิ่ม
เงินบาทแข็ง ทำให้ราคากุ้งอ่อน

อินโดนีเซีย เลี้ยงกุ้งดำ แล้วส่งขายเข้าสหรัฐมากขึ้น
เวียดนาม ผลิตกุ้งดำ เข้าสหรัฐ
อินเดีย ส่งกุ้งดำไปสหรัฐน้อยลง แต่เข้าญี่ปุ่นได้มากขึ้น แต่ญี่ปุ่นยังไม่พอใจในคุณภาพกุ้งอินเดียเท่าที่ควร
เงื่อนไขการตลาด
กุ้งดำไทย ต้องเป็นกุ้งตัวโด 50 ตัวขึ้นไปโอกาศโตในญี่ปุ่น
กุ้งจีน จะหายไปจากตลาดสหรัฐฯ เพราะเอดีที่สูงกว่าทุกประเทศ ดังนั้นตลาดจีนในสหรัฐอาจจะมาอยู่ในไทย

ตลาดสหรัฐฯ
" ปริมาณการนำเข้ากุ้งของสหรัฐในปี 2547 เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 1%)
" การนำเข้าจากประเทศไทย ลดลงประมาณ 5%
" ประเทศผู้ส่งออกที่ไม่ถูกฟ้องร้อง AD เสนอราคาที่ต่ำกว่าราคาเสนอจากประเทศไทย
" ยังคงมีสินค้าในสต็อกในปริมาณสูงจากการกักตุนสินค้าก่อนมีผลกระทบจากเรื่อง AD
" การแข่งขันในตลาดสหรัฐฯสูงขึ้น อย่างไรก็ตามไทยยังคงมีจุดแข็งคือเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ คุณภาพของโรงงาน และแรงงานที่มีฝีมือ
" นอกจากนี้ จากเหตุการณ์ "สึนามิ" ส่งผลให้มีการทบทวนเรื่อง AD ของ ITC ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย
" นิยมบริโภคกุ้งขนาด 40 ตัวลงไป ซึ่งไทยสามารถผลิตได้
" บริโภคสินค้าแปรรูปซึ่งไทยมีศักยภาพมากก
ว่า

ตลาดญี่ปุ่น
" ญี่ปุ่นมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น ประมาณ 6% เนื่องจากภาพรวมทางเศรษฐกิจดีขึ้น
" สืบเนื่องจากการฟ้องร้องการทุ่มตลาด ทำให้อินโดนีเซียหันไปส่งกุ้งเข้าอเมริกามากขึ้น และส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 3
" ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่อง Food Safety สินค้าที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น คือสินค้าพร้อมรับประทาน (Ready to Eat)
" แนวโน้มสินค้าไทยในตลาดค่อนข้างสดใส เนื่องจากระบบ Traceability มาตรฐานกระบวนการผลิต และมีปริมาณวัตถุดิบที่สม่ำเสมอ


ตลาดยุโรป
สถานการณ์การซื้อขายในช่วงหลังปีใหม่ไม่ดีนัก ยังคงมีสต็อกบางส่วน แต่หลังจากเดือนมกราคมสถานการณ์ เริ่มดีขึ้น
และจากข่าวที่ไทยจะได้รับคืนสิทธิจีเอสพี ส่งผลให้ลูกค้าติดต่อเพื่อซื้อสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น (1เมษายน 2548)
ตลาดเกาหลี
การขายในช่วงปลายปี จนกระทั่งถึงตรุษจีน ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ในภาพรวมมีการนำเข้าจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น และ ผู้บริโภคยังมีความนิยมบริโภคกุ้งกุลาดำ จึงหันไปนำเข้าจากประเทศเวียดนาม

ตลาดออสเตรเลีย
ภาพรวมราคาในตลาดสูงขึ้น
แนวโน้มค่อนข้างดีต่อเนื่อง จนถึงในช่วง มี.ค.-พ.ค.

การซื้อตรงจากฟาร์มสู่โรงงาน (บรรยายโดย คุณพจน์ อร่ามวัฒนานนท์)
ปัญหาคือ
ความยุ่งยากเกี่ยวกับเอกสารกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (Movement Document : MD) และใบอนุญาตจับฉุกเฉิน
" ไม่สามารถกำหนดราคาและปริมาณได้
" คุณภาพของกุ้งไม่ได้คุณภาพ เช่น หางดำ หางไหม้ กุด เปลือกแดง-นิ่ม
" ขาดระบบทวนสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ
" การประชาสัมพันธ์เรื่องขั้นตอนของเอกสารการซื้อ-ขายกุ้ง ไม่ถึงเกษตรกร

ข้อดีของการซื้อตรงจากฟาร์มสู่โรงงาน
1. ได้วัตถุดิบที่มีความสด มีคุณภาพที่ดี
2. วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ส่งผลให้ได้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ
3. ลดความผิดพลาดจากการขนส่ง
4. ควบคุมต้นทุนของทั้งระบบอุตสาหกรรม

สถานการณ์การผลิตกุ้งของประเทศคู่แข่ง (บรรยายโดย คุณพินิจ กังวาลกิจ)

" คนเกาหลี กินกุ้ง 0.40 กิโลกรัมต่อคนต่อปี
" ยุโรป กิน 1.62 กิโลกรัมต่อคนต่อปี
" ออสเตรเลีย 1.7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี
" ไต้หวัน 1.8 กิโลกรัมต่อคนต่อปี
" ญี่ปุ่น กิน 2.3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี
" คนไทย กินกุ้ง แค่ 100 กรัม(ขีดเดียวเอง)
" อินเดียรัฐบาลรณรงค์ให้คนในชาติหันมากินกุ้ง 5 ปีที่แล้วมีคนระดับกลาง 50 % แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นอีก 20%

ผลผลิตกุ้งทั่วโลก 4 ล้าน
กุ้งจับ 2.3 ล้าน กุ้งเลี้ยง 1.7 ล้าน
โดยปี 2547 67%กุ้งขาว 23% กุ้งดำ 10 %กุ้งอื่นๆ
ปี 2548 70%กุ้งขาว 24% กุ้งดำ 6% กุ้งอื่นๆ

ปัจจัยที่เป็นเหตุให้ไทยผลิตกุ้งได้หรือไม่ในปี2548
ทางลบ ขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์ปลอดเชื้อ, ต้นทุนสูง , ยาตกค้าง, โรคระบาด , กีดกันเรื่อง เอดี และจีเอสพี
ผลกระทบซูนามิ
ทางบวก มีการนำพันธุ์กุ้งดีเข้ามา , ไทยมีเทคนิคเลี้ยง เพิ่มผลผลิตต่อหน่วยได้, การเพิ่มขึ้นของตลาดในประเทศ

จีน
ทางลบ ผลการฟ้องร้องการทุ่มตลาด ของสหรัฐ เปลี่ยนการเลี้ยงกุ้งเป็นเลี้ยงปลา ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
ทางบวก การเพิ่มขึ้นของตลาดภายใน การขยายตลาดอย่างต่อเนื่องของสินค้าเพิ่มคุณค่า(แปรรูป)


อินเดีย
ด้านลบ ขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ยาตกค้างโรคระบาด
อินเดียปล่อยกุ้งแค่ 12 ตัวต่อตารางเมตร ได้ไซส์ 28-30 ตัว ต่อกิโลกรัม

เวียดนาม
ทางลบ ขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์ ใต้ฝุ่นรบกวน โรค ยาตกค้าง เอดี
ทางบวก เปลี่ยนตัวเลี้ยง ออกานิคฟาร์ม ไม่มีจีเอสพี

อินโดนีเซีย
ทางลบ ชาดแคลนพ่อแม่พันธุ์ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ยาตกค้าง โรคระบาด
ทางบวก ไม่มีผลกระทบจากเอดี การเพิ่มขึ้นของตลาดในประเทศ

มาเลเซีย
ทางลบ ยาตกค้าง แรงงาน โรงงานแปรรูปไม่เพียงพอ
ทางบวก รัฐช่วยเหลือ โรคน้อย

ฟิลิปปินส์
ทางลบ เขตเลี้ยงกุ้งได้ผลดีอยู่ใต้ ประเทศ เกาะมันดาเนาซึ่งมีโจรมาก ทำให้ไม่กล้าลงทุน ปัญหาโรคระบาด (เรืองแสง)
ทางบวก มีการร่วมือการทำงานระหว่างกรมประมง กับศูนย์พัฒนาประมงแห่งเอเชีย มีฟาร์ม ซีโอซี เกษตรกรให้ความสนใจ

บังคลาเทศ ทางลบ ลูกกุ้งขาดแคลน ใช้ยามาก แต่ข้อดี คือ มีหลายประเทศให้ความช่วยเหลือ

ไทยข้อจำกัด คือ คุณภาพพ่อแม่พันธุ์ โรคระบาด การจัดการ
ลูกกุ้งดี ต้องมาจากแม่กุ้งที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์แล้ว ปลอดโรคและต้านเชื้อ เลี้ยงแล้วไม่แตกไซส์
การใช้เทคนิคการเลี้ยง และอุปกรณ์การเลี้ยง อย่างมีประสิทธิภาพ
ความสามารถในการผลิต ภาคกลางอาจ 500 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนภาคใต้อาจได้ 2 ตัน ต่อไร่
อัตราการปล่อย ขึ้นกับความพร้อม และ ประสบการณ์ในการเลี้ยง
การเพิ่มความสามารถในการผลิต ทำได้โดย ปรับปรุงคุณภาพดิน การใส่ปุ๋ย การเลือกอาหารคุณภาพดี การให้อากาศ
ประสิทธิภาพเครื่องให้อากาศ การวางเครื่อง จำนวนรอบต่อนาทีของใบพัดเครื่องตีน้ำ

เทคนิคใหม่ในการแก้ปัญหาน้ำเป็นสนิม (แดง)
ให้ซื้อขี้เหล็กจากโรงกลึง ใส่ถุง แล้วทิ้งลงบ่อ จะพบว่าสนิมเหล็กจะมาจับกับขี้เหล็ก ได้เฟอริกซัลไฟด์


โรคกุ้ง มาได้สามทาง คือ บก น้ำ อากาศ ดังนั้นควรมีการกำจัดพาหะ การกำจัดพาหะ ถ้าใช้ไตรคลอฟอน 2 พีพีเอ็ม หรือ
คลอรีน 30 พีพีเอ็ม

แนวคิดการจัดการเลี้ยงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และ การผลิตกุ้งทะเลในบ่อดิน
การบรรยายของดร.พุทธ ส่องแสงจินดา


" ข้อแนะนำสำหรับการปล่อยกุ้งกุลาดำ ลงเลี้ยงในบ่อที่มีปัญหาดินเน่าเสียง่าย
" ปล่อยลูกกุ้งขนาดพี ใหญ่
" ถ้าบ่อเน่าเสียง่าย ตะกอนดินมันจะเริ่มเสียภายในระยะเวลา ประมาณ 2.5 ถึง 3 เดือน กุ้งก็จะมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะจับขาย (50 ตัว/กก.)
" ถ้าหากเกษตรกรมีพื้นบ่อที่มีคุณภาพตะกอนดินดี สะอาด ก็สามารถที่จะเลี้ยงกุ้งให้ได้ในขนาดที่ใหญ่ขึ้นถึง 30-40 ตัว/กก. โดยใช้ระยะเวลาเพียง 4 เดือน เกษตรกรสามารถจัดการเลี้ยงโดยไม่จับกุ้งฉุกเฉิน

ข้อแนะนำในการใช้ไนเตรทในบ่อกุ้ง
ไนเตรทไม่มีความจำเป็นในบ่อเลี้ยงกุ้งที่กุ้งกินอาหารดี สีน้ำนิ่ง และมีออกซิเจนเพียงพอ
" ควรใส่ไนเตรทในบ่อเลี้ยงกุ้ง ตั้งแต่ช่วงแรกของการเลี้ยงกุ้งหรือเตรียมน้ำ ในอัตรา (0.5 กก./ไร่) สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
" หากสีน้ำนิ่งและกุ้งกินอาหารดี ก็สามารถหยุดได้
" การใส่ไนเตรทมากเกินไปจะทำให้ดินพื้นบ่อยุ่ย และอาจจะทำให้ไนไนไตรท์ในน้ำมากเกินไป

การดูแลคุณภาพน้ำในระหว่างการผลิตกุ้ง (คุณพรพันธ์ ยุทธรักษานุกูล)

***อุณหภูมิ
กุ้งกุลาดำ อยู่ในอุณหภูมิสูงเกินกว่า 32 องศาเซลเซียส จะเกิดอาการตัวงอ เนื่องจากกล้ามเนื้อเกร็งได้ อุณหภูมิของต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส กุ้งจะหยุดว่ายน้ำและไม่กินอาหาร และถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 14 องศาเซลเซียสกุ้งจะตายได้
กุ้งขาวแปซิฟิก เจริญเติบโตได้ดีในไทยที่อุณหภูมิ 28-32 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงเกินไป มีอาการตัวงอ เนื่องจากกล้ามเนื้อเกร็งได้เช่นเดียวกับกุ้งกุลาดำ
***ความเค็ม
กุ้งกุลาดำ แม้ว่าจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในความเค็ม 0.2-70 พีพีที ก็ตาม
แต่กุ้งจะโตช้าลงเมื่อน้ำมีความเค็มสูงกว่า 25 พีพีที กุ้งกุลาดำจะโตได้ดีที่สุดในน้ำที่มีช่วงความเค็มระหว่าง 10-20 พีพีที
กุ้งแชบ๊วย โตได้ดีในน้ำที่มีช่วงความเค็มระหว่าง 10-30 พีพีที
กุ้งขาวแปซิฟิก ทนความเค็มได้ตั้งแต่ 0-55 พีพีที แต่เจริญเติบโตได้ช่วงความเค็ม 5-25 พีพีที
***ความเป็นกรดเป็นด่าง พีเอช
-กุ้งกุลาดำเจริญเติบโตดี ในช่วง 7.8- 8.5 มีข้อมูลจากฟาร์ม พบว่า กุ้งกุลาดำ จะไม่ลอกคราบ หากพีเอชสูงกว่า 8.5 และค่าความเป็นด่าง (ค่าอัลคาไลนิตี้) เกิน 200 พีพีเอ็มนานต่อเนื่อง
-กุ้งขาวแปซิฟิกเจริญเติบโตดีในช่วง 7.0-9.0 มีข้อมูลจากฟาร์ม พบว่า กุ้งขาวแปซิฟิกลอกคราบถี่ขึ้น บ่อยขึ้นและเปลือกไม่ค่อยแข็ง หากพีเอชต่ำกว่า 7.4 นานต่อเนื่อง
***ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ
- กุ้งกุลาดำ ระดับออกซิเจนในน้ำสำหรับการเจริญเติบโตปกติไม่ต่ำกว่า 3.7 พีพีเอ็ม แต่ต้องการให้กุ้งเจริญเติบโตดี ควรเป็น 4.5 พีพีเอ็ม และออกซิเจนในรอบวันไม่เปลี่ยนแปลงมาก
- กุ้งขาวแปซิฟิก ระดับออกซิเจนควรเป็น 5.0 พีพีเอ็ม ระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อออกซิเจนต่ำลง 0-1.0 พีพีเอ็ม กุ้งตายอย่างรวดเร็ว; 1.0-1.5 พีพีเอ็ม กุ้งทยอยตายหากอยู่ในสภาพนี้นานๆ; 1.7-3.0 พีพีเอ็ม อัตราแลกเนื้อเพิ่มขึ้น เจริญเติบโตช้าและความต้านทานโรคต่ำลง
***แอมโมเนียในน้ำ
-กุ้งกุลาดำ ปริมาณของแอมโมเนียในบ่อกุ้งไม่ควรสูงกว่า 0.1 มิลลิกรัมต่อลิตร ถ้าในน้ำมีแอมโมเนีย 0.45 มิลลิกรัม อัตราการเจริญเติบโตจะลดลงประมาณ50 เปอร์เซ็นต์
-กุ้งขาวแปซิฟิก ถ้าในน้ำมีแอมโมเนียน้อยกว่า 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร กุ้งโตได้ปกติ
***ไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือแกสไข่เน่า
-กุ้งกุลาดำ ถ้าน้ำมีไฮโดรเจนซัลไฟด์ 0.033 มิลลิกรัมต่อลิตร ถือว่าไม่ปลอดภัย
-กุ้งขาวแปซิฟิก ในน้ำควรมีไฮโดรเจนซัลไฟด์น้อยกว่า 0.001 มิลลิกรัมต่อลิตรกุ้งถึงโตดี

การใช้ปูน-แร่ธาตุ ตัวใดให้อะไรบ้าง
1. แคลเซียมซัลเฟต ให้แคลเซียม ซัลเฟตและความกระด้าง
2. มูริเอชออฟโปแตส ให้โปตัสเซียม คลอไรด์
3. โปตัสเซียมซัลเฟต ให้โปตัสเซียม ซัลเฟต
4. แมกนีเซียมซัลเฟต ให้แมกนีเซียม ซัลเฟต
5. โซเดียมคลอไรด์ ให้โซเดียม คลอไรด์และความเค็ม


การลดต้นทุนการผลิตกุ้ง ในมุมมอง
ทพ.สุรพล ประเทืองธรรม

ผลการลดต้นทุนการผลิตจะทำให้
-เพิ่มกำไรแบบง่ายที่สุด(ในกรณีเลี้ยงมีกำไร)
-ลดการขาดทุนลง(ในกรณีขาดทุน)
-ทำให้ขาดทุนหนักกว่าเดิม (ในกรณีลดต้นทุนแล้วทำให้ผลผลิตกุ้งเสียหาย)

ลดต้นทุนพลังงาน
พลังงานในนากุ้ง ได้แก่
- ใช้สูบน้ำ
-ใช้ตีน้ำ
-แสงสว่าง รถยนต์ อื่นๆ

ใช้สูบน้ำ เราลดโดยใช้
ชนิดท่อสูบน้ำ และ มองหาเครื่องยนต์ที่เหมาะสม
เช่น ท่อสูบแบบหัวงู เหมาะสำหรับใช้สูบน้ำที่ไม่ส่งขึ้นสูงมากนัก ประมาณไม่เกิน 3-4 เมตร
ท่อสูบแบบหอยโข่งหรือหัวโม่ง จะดีสำหรับการสูบน้ำขึ้นที่สูง
-ต้องวางปลายท่อสูบน้ำออกให้อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำสุดเท่าที่ใช้งานได้
การวางสูงเกินไปเพียง 1เมตรจะสิ้นเปลืองพลังงานไปจำนวนมาก เช่น สูบน้ำ 1 บ่อ 4 ไร่ใช้น้ำประมาณ 10,000 ตัน

เครื่องตีน้ำ
จะประหยัดเรื่องเครื่องตีน้ำเราต้องเข้าใจเรื่องออกซิเจน
บนบก อากาศออกซิเจน 21% แต่ในน้ำมีปริมาณออกซิเจนเฉลี่ย 0.001%(10 ppm) การวัดหาค่าออกซิเจน และการตีน้ำให้ออกซิเจน เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าออกซิเจนในน้ำสูงเกินไป กุ้งอยู่ไม่สบาย เพราะเกิดฟองออกซิเจนเกาะซี่เหงือก แต่ถ้าออกซิเจนต่ำเกินไปกุ้งจะเครียด ไม่ค่อยกินอาหารถ้าต่ำมากก็ลอย
อุปกรณ์สำคัญ หรือ ตัวช่วยคือ เครื่องวัดออกซิเจน

ผู้ใช้ออกซิเจนในบ่อได้แก่
" พื้นบ่อและแบคทีเรียต่างๆต้องใช้ออกซิเจนในขบวนการย่อยสลาย
" แพลงก์ตอน
" กุ้ง
ส่วนผู้ให้ออกซิเจนในบ่อคือ
" แพลงก์ตอนในน้ำตอนมีแสง
" เครื่องตีน้ำ โดยการเพิ่มพื้นที่ให้น้ำสัมผัสอากาศ
อากาศและลม โดยแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่ผิวน้ำ
" อื่นๆเช่นออกซิเจนผง

ประเด็นที่จะประหยัดพลังงานคือ
" ทำอย่างไรให้บ่อใช้ออกซิเจนน้อยแล้วอยู่ได้
" ทำไงให้ได้รับ ออกซิเจนฟรีมากที่สุด
เตรียมพื้นบ่อก่อนการเลี้ยงกุ้งให้สะอาด การมีสารอินทรีย์ค้างอยู่ในบ่อกุ้งมาก ทำพื้นบ่อต้องการออกซิเจนมากกว่าบ่อที่สะอาด ไม่มีสารอินทรีย์หมักหมมมาก
" ควบคุมการให้อาหารอย่างแม่นยำ
" บริหารจัดการแพลงก์ตอนในน้ำให้ดี
" ปล่อยกุ้งจำนวนพอเหมาะ ไม่มากเกินไป
" จุดอิ่มตัวออกซิเจนในน้ำ 6.5 ppm

ลักษณะการเปิดปิดเครื่องตีน้ำแบ่งได้ 3 ประเภท
" เปิดเต็มที่100%(อาจหยุดในเวลาให้อาหาร)
" เปิดเต็มที่เฉพาะกลางคืน รักษาระดับออกซิเจนไม่ให้ต่ำกว่า 4พีพีเอ็มหรือ 4.5พีพีเอ็ม กลางวันเปิดบ้างแต่ไม่เต็มที่ตามความเหมาะสม และมีเครื่องวัดออกซิเจน
" เครื่องตีน้ำน้อยเกินไป ตีเฉพาะกลางคืน ทำให้ไม่สามารถรักษาระดับให้เกิน 4 พีพีเอ็มได้ และไม่มีการตรวจวัดออกซิเจน ใช้พลังงานน้อยจริงแต่จะกระทบต่อผลผลิต และมีความเสี่ยงมาก

การเปิดแบบข้อสอง(เปิดเต็มที่เฉพาะกลางคืน รักษาระดับออกซิเจนไม่ให้ต่ำกว่า4
ยึดหลัก ออกซิเจนน้อยสุดตอนก่อนอาทิตย์ขึ้น และเราต้องพยายามให้มีออกซิเจนสะสมอยู่ในบ่อของเราได้มากที่สุด ออกซิเจนมีมากสุดก่อนอาทิตย์ตก

สิ่งสำคัญที่ต้องมีและเข้าใจคือ
" ต้องมีเครื่องวัดออกซิเจน
" ต้องเข้าใจเรื่องจุดอิ่มตัวของออกซิเจน ในน้ำประมาณ 6.5-7 พีพีเอ็ม
" ต้องเข้าใจประสิทธิภาพในการเติมออกซิเจนของเครื่องตีน้ำในสภาพที่ค่าออกซิเจในน้ำต่างๆกัน
" เข้าใจเรื่องผู้ใช้ออกซิเจน และแหล่งให้ออกซิเจนในบ่อ
" เข้าใจเรื่องตัวแปรของออกซิเจนในน้ำได้แก่ แพลงก์ตอน ลม แบคทีเรีย อุณหภูมิ
" การตีน้ำในช่วงกลางวันออกซิเจนจะสูงกว่าจุดอิ่มตัว ไม่ได้เติมออกซิเจน แต่ทำให้ออกซิเจนออก ระบายความร้อน และที่สำคัญเป็นการเคล้าน้ำให้ผสมกัน
" ประสิทธิภาพในการเติมออกซิเจนของเครื่องอยู่ในระดับออกซิเจนในน้ำ ถ้าใกล้จุดอิ่มตัวจะเติมออกซิเจนลงในน้ำได้น้อยมาก
" อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมดเพราะยังมีเงื่อนไขตัวแปรอีกมาก เชื่อเครื่องวัดออกซิเจนไว้ก่อน
" ต้องขยันกว่าเดิม โดยเฉพาะการวัดค่าออกซิเจน และการเปิดปิดเครื่องตามความเหมาะสม
" ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เรื่องในบ่อของตน ตนต้องรู้ดีมากกว่าคนอื่น

และนี่คือประเด็นสาระสำคัญในการสัมมนาวิชาการ งานวันกุ้งไทย ครั้งนี้
เก็บข้อมูลและสรุปเรื่อง โดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล ฝ่ายวิชาการบริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด