ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ไม่อยากเป็นทอร่าฟังทางนี้

. วันก่อนคุณเดโชชาติ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแถว จ.นครปฐม โทรศัพท์มาสอบถามทีมงานช่วยไขข้อข้องใจให้หน่อย ถามไปถามมาเลยได้ความว่า บ่อที่เลี้ยงกุ้งอยู่เป็นโรคทอร่าตอนกุ้งอายุ 60-75 วัน ตอนนี้ได้ตากบ่อมาแล้วประมาณ 2 เดือน หากต้องการเลี้ยงต่อจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้โรคทอร่ากลับมาทำรายกุ้งที่บ่อได้อีกเป็นคำรบที่สอง
ไม่อยากเป็นทอร่าอีกทำอย่างไรดี


จากนั้นทีมงานได้ต่อสายตรงถึง ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ อาจารย์คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมเล่าถึงปัญหาของเกษตรกรท่านนั้นให้ฟัง ดร.ชลอ แนะนำว่า การแก้ปัญหาสำหรับบ่อที่เกิดโรคทอร่าระบาด หากคว่ำบ่อแล้วให้เกษตรกรตากบ่อทิ้งไว้นานกว่ารอบการที่เลี้ยงที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคทอร่าในขั้นแรก นอกจากนี้ อุปกรณ์ที่ใช้ในบ่อกุ้งอาทิเครื่องตีน้ำ เรือหว่านอาหาร ยอ ต่างๆ ควรนำมาตากแดดไว้ด้วย เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับอุปกรณ์
พลิกหน้าดินตากจนหมดกลิ่น
ดร.ชลอ บอกอีกว่า เมื่อเกษตรกรตากบ่อไว้นานเพียงพอแล้ว ขั้นตอนต่อไปควรจะมีการพลิกหน้าดินขึ้นมาด้วย เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อที่ฝังอยู่ใต้ดิน โดยทดลองขุดดินในความลึกระดับหนึ่ง ขุดจนกระทั่งเห็นว่าดินไม่มีสีดำและไม่มีกลิ่นเหม็น ก็ให้พลิกหน้าดินถึงระดับความลึกนั้น
"หากเป็นดินนิ่ม ก็ให้ขุดลึกหน่อย คงระบุไม่ได้ว่าต้องขุดลึกเท่าไหร่ แต่ให้สังเกตดูว่าต้องขุดจนถึงจุดที่ดินไม่มีกลิ่น เมื่อพรวนดินขึ้นมาแล้วก็ตากให้แห้ง แห้งจนไม่มีกลิ่นเหม็น จากนั้นทำการบดอัดหน้าดินกลับให้แน่น โดยใช้รถลากพ่วงด้วยท่อพีวีซี แล้วสเปร์ยน้ำพอชื้นไม่ต้องสเปร์ยน้ำเยอะ เพราะจะทำให้ดินยิ่งเละ ทำให้อัดยาก ต้องสเปร์ยเพียงหมาดๆ ชื้นๆ แล้วค่อยๆ บดอัดให้แน่น เมื่อบดอัดแล้วดินจะเรียบเหมือนเราฉาบปูนซีเมนต์เลย จากนั้นตากดินไว้จนแห้ง โดยไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะต้องใช้เวลาในการตากบ่อนานเท่าไหร่ ตากให้แห้งจนด้านบนเป็นดินฝุ่นเท่านี้ก็น่าจะใช้ได้แล้ว"
เลี้ยงระบบ 1 ต่อ 1 คุ้มกว่าเยอะ
ดร.ชลอ กล่าวต่อไปว่า เมื่อเตรียมดินเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเป็นขั้นตอนนำน้ำเข้าบ่อ เมื่อดึงน้ำเข้ามาแล้วควรทิ้งน้ำไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ในระหว่างนี้ไม่ว่าท่านจะใส่สารคลอรีนเพื่อฆ่าพาหะ หรือใส่ยาฆ่าพาหะอะไรก็ได้ที่ท่านใช้อยู่ ปริมาณขึ้นอยู่กับอัตราส่วนที่เขากำหนดมา ไม่ว่าจะใส่อะไรก็ตามก็ตามต้องทิ้งน้ำไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะเชื้อทอร่าจะอยู่ได้นานถึง 10 วัน
นอกจากนี้สิ่งจำเป็นอีกอย่างที่เกษตรกรควรมี คือ บ่อเก็บน้ำในอัตราส่วนที่เท่าๆ กับบ่อเลี้ยง คือ ถ้าเราเลี้ยง 1 บ่อ ก็ต้องมีบ่อพักน้ำ 1 บ่อเช่นกัน ไม่ควรลงเลี้ยงทั้ง 2 บ่อ พร้อมกัน เนื่องจากหากต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ เกษตรกรจะไม่มีน้ำสำรองไว้คอยเปลี่ยน ต้องดึงมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และหากน้ำที่ดึงมามีการปนเปื้อนของเชื้อทอร่าอยู่ จะทำให้เชื้อเหล่านั้นกลับมาระบาดกับกุ้งที่เราเลี้ยงได้ ทางที่ดีควรมีบ่อพักน้ำไว้หน่อยจะดีกว่า ยอมได้น้อยกว่าเก่า แต่ไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหา ตนว่าคุ้มกว่าเสี่ยงลงเลี้ยงทั้ง 2 บ่อ กุ้งก็รอด คนเลี้ยงก็ไม่เครียด อะไรมันดีกว่าเยอะ พูดง่ายๆ คือลดจำนวนบ่อลง แต่เลี้ยงได้คุณภาพดีขึ้น
"ท้ายสุดผมผากถึงเกษตรกรไว้ว่า ไม่อยากให้ทุกคนเลี้ยงตามกระแส อย่างที่รู้กันอยู่ ปีนี้ทุกคนมุ่งหวังจากการเลี้ยงกุ้งขาวกันมาก แม้ว่ากุ้งขาวจะออกมาเยอะราคาอาจจะตกลงไปบ้าง แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่ผมมอง หรือไม่ว่าสถานการณ์ปัญหาตลาดส่งออกจะคลี่คลายลงหรือว่าอย่างไร เกษตรกรต้องพึ่งคิดไว้เสมอว่าถึงราคาจะดีอย่างไร ถ้าเราเลี้ยงกุ้งไม่รอด มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับเรา เกษตรกรจะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อเลี้ยงกุ้งรอดเท่านั้น ด้านราคาผมว่าปีนี้ราคาน่าจะดีกว่าปีที่แล้วแน่ คนที่ถนัดเลี้ยงกุ้งดำก็จงเลี้ยงกุ้งดำต่อไป ส่วนคนที่เลี้ยงกุ้งดำไม่รอดก็ค่อยๆ ลองเปลี่ยนมาลงเลี้ยงกุ้งขาวดูบ้าง ส่วนคนที่เลี้ยงกุ้งขาวอยู่แล้วก็พยายามอย่าโลภมาก ลงกุ้งให้พอดีกับความสามารถของฟาร์มของเรา" ดร.ชลอ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กุ้งไทย ฉบับที่40


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด