ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

"ศรีวิชัยฟาร์ม" เลี้ยงกุ้งอิงธรรมชาติ
ใช้สาหร่ายเป็นอาหารกุ้ง

ฉบับนี้ทีมงานหนังสือพิมพ์กุ้งไทย ขอนำท่านมาพบกับ คุณอภิรัตน์ ช้างทรัพย์ หรือที่ชาวสุราษฏร์ธานี รู้จักกันในนาม "พี่สมชาย" แห่งศรีวิชัยฟาร์ม บุคคลหนึ่งที่มีความเชื่อว่า กุ้งขาวยังมีอะไรอีกมากให้เราศึกษา และยังมีแนวทางการเลี้ยงตามความเชื่อของตนเอง ที่ดูเหมือนว่าจะค่อนข้างสวนกระแสกับเกษตรกรส่วนใหญ่ แต่แนวคิดดังกล่าวกลับนำความสำเร็จมาสู่ศรีวิชัยฟาร์มจนถึงปัจจุบันนี้

" แนะพื้นบ่อดินเหนียวควรลงกุ้งบาง
บนเนื้อที่กว่า 1,200 ไร่ จำนวน 55 บ่อ ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา คุณสมชาย ได้เล่าให้ทีมงานฟังว่า กว่า 20 ปี บนเส้นทางของการเลี้ยงกุ้ง กว่าจะมาเป็นอย่างที่เห็นได้ ต้องล้มลุกคลุกคลานมากับกุ้งดำนับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งได้เริ่มมาทดลองเลี้ยงกุ้งขาว ก็ต้องลองผิดลองถูกเหมือนเช่นเกษตรกรทุกราย แต่พอใช้เวลาศึกษาสักระยะจนเข้าใจในธรรมชาติของกุ้งขาว ซึ่งนอกจากเข้าใจในธรรมชาติแล้ว ยังต้องเข้าใจในสภาพแวดล้อมด้วย โดยเฉพาะที่นี่ ซึ่งมีสภาพเป็นดินเหนียว ทำให้ไม่เหมาะกับการลงกุ้งแน่น เพราะกุ้งขาวเป็นกุ้งที่ต้องให้อาหารมาก หากอาหารน้อยกุ้งจะคุ้ยพื้นบ่อทำให้น้ำขุ่น ทำให้ต้องตีน้ำมาก และส่งผลให้น้ำเขียว แพลงก์ตอนบลูมตามมา แต่ทั้งนี้หากอยากลงกุ้งแน่นก็ต้องปูพีอี นอกจากนี้บ่อพักน้ำก็เป็นสิ่งสำคัญ เฉพาะบ่อเก็บน้ำอย่างเดียวที่ฟาร์มนี้ก็มีเกือบ 400 ไร่แล้ว ที่ฟาร์มจะยึดหลักไม่ดูดเลน ไม่ระบายน้ำออกนอกฟาร์ม ขนาดกุ้งมีปัญหา เลี้ยงแบบรักษาสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด

" การเตรียมบ่อ
การเตรียมบ่อหลังจับกุ้งจะใช้รถแทร็คเตอร์ดันเลนออก แล้วตากบ่อไว้ จนดินเริ่มแตกระแหง จากนั้นให้เอาน้ำฉีดพรมให้ดินชื้น แล้วฉีดจุลินทรีย์ที่เพาะไว้ ปล่อยให้ดินแห้ง แล้วโรยปูนขาวเล็กน้อย ถ้ารอบการผลิตไหนที่มีปัญหาจะทำการตรวจสอบดิน หาค่าต่างๆ ที่อยู่ในดินจากนั้นปรับสภาพดินให้สมบูรณ์เหมือนเดิม สำหรับขั้นตอนต่อไปก็จะดึงน้ำเข้าครั้งเดียวจนเต็มบ่อ ระดับความลึกประมาณ 120 - 150 เซ็นติเมตร แล้วตีน้ำทิ้งไว้ 3 วัน ปรับพีเอชให้อยู่ที่ 7.7 - 8 จากนั้นทำการลากโซ่ แล้วใส่ยาฆ่าพาหะโดสต่ำ แล้วปิดเครื่องตีน้ำทิ้งไว้ 5 วัน เพื่อให้ยาฆ่าพาหะออกฤทธิ์ แล้วทำการลากโซ่อีกครั้ง เพื่อทำสีน้ำ
"การเตรียมบ่อหากบ่อไหนเคยมีประวัติการโตช้า สีน้ำขึ้นยาก จะใช้รถไถ ไถพรวนดิน จากนั้นเอาน้ำเข้า และเอาเรือวิ่งลากโซ่ เพื่อให้ดินแน่นขึ้น ซึ่งจะมีลักษณะเดียวกับการเอารถบด จากนั้นปล่อยน้ำออกให้หมด ทิ้งดินให้แห้ง แล้วเอาน้ำเข้า ถึงทำการปล่อยกุ้งได้ตามปรกติ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เลี้ยงกุ้งได้ดีขึ้น"

" ใช้สาหร่ายหางกระรอกเป็นอาหารลูกกุ้ง
คุณสมชาย กล่าวต่อไปว่า การสร้างสัตว์หน้าดินอาหารธรรมชาติ หรือหนอนแดง ที่ฟาร์มจะใช้ปลาต้มหมัก ผสมกับกากน้ำตาล รำและยีสต์ หมักทิ้งไว้ 3 วัน แล้วสาดลงในบ่อเพื่อให้เกิดหนอนแดง เพื่อเป็นอาหารของลูกกุ้งวัยอ่อน นอกจากนี้ทางฟาร์มเรายังใช้พืชตามธรรมชาติให้เป็นประโยชน์ คือ เมื่อในบ่อเกิดสาหร่ายหางกระรอกจะไม่กำจัดทิ้ง แต่จะให้มีในทุกบ่อ เพราะจะทำให้น้ำใส และยังสามารถใช้เป็นอาหารเสริม รวมถึงใช้ในการสังเกตการเจริญเติบโตของกุ้งได้อีกด้วย เพราะสาหร่ายจะโตไปพร้อมกับกุ้ง โดยที่นี่จะไม่กังวลเรื่องสาหร่ายแย่งออกซิเจนลูกกุ้ง เพราะให้ออกซิเจนอย่างเพียงพอ ซึ่งหากสาหร่ายโตเกินไปเราก็ใส่สีน้ำเทียมลงไป เพื่อดร็อปการเจริญเติบโต เมื่อลูกกุ้งเริ่มโตกินสาหร่ายเป็นอาหารเสริม แต่หากพบว่าในบ่อมีสาหร่ายมากเกินไปจะให้คนงานดึงออกบ้างบางส่วน
ลงกุ้งบางหวังเลี้ยงหน้า 4
สำหรับการลงกุ้งนั้น คุณสมชาย กล่าวว่า ทางฟาร์มจะใช้กุ้งพี 12 ขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่ ปล่อยบ่อละ 70,000 ตัวต่อพื้นที่บ่อ 6 ไร่ โดยเมื่อเริ่มลงจะไม่ให้อาหารใน 3 วันแรก เพราะมีหนอนแดงและสาหร่ายเป็นอาหารอยู่แล้ว โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่า เมื่อกุ้งได้กินสาหร่ายและหนอนแดงกุ้งจะแข็งแรง เปรียบเสมือนเด็กได้กินนมแม่ ส่วนการเลือกลูกกุ้ง ทางฟาร์มจะเน้นลูกกุ้งที่มีคุณภาพจากแฮชเชอรี่ที่ได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือได้ และต้องสายพันธุ์ฮาวายแท้เท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงเรื่องของราคา เนื่องจากหากไม่ใช่สายพันธุ์ที่มีคุณภาพ ก็จะไม่สามารถทำไซซ์หน้าสี่ได้ และที่นี่ลงกุ้งบางอยู่แล้ว หากไปจับที่ไซซ์ 70 - 80 ตัว จะไม่คุ้มทุน เพราะต้นทุนคงที่เรามีอยู่แล้ว
"อย่างผมเลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่ทำหน้า 4 ปล่อย 7 - 8 หมื่นตัวต่อไร่ ซึ่งใจจริงปีนี้ต้องการลง 50,000 ตัวต่อไร่ เพราะอากาศในปีนี้ค่อนข้างแล้ง และจากการคำนวณเราปล่อย 50,000 ตัวต่อไร่ ปล่อย 38 บ่อ บ่อเฉลี่ยบ่อละ 6 ไร่ ลงบ่อละ 300,000 เมื่อครบหน้า 4 ก็จับ จะได้ผลผลิตประมาณบ่อละ 7 ตัน คิดเป็นมูลค่าบ่อละล้านกว่าบาท ซึ่งเมื่อเฉลี่ยแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากที่ลงกุ้งมากๆ แถมต้นทุนยังต่ำกว่าอีกด้วย ซึ่งเท่าที่ทราบขณะนี้รู้สึกว่า บ่อของผมเลี้ยงกุ้งบางที่สุดแล้ว อาจจะบางที่สุดในประเทศเลยก็ได้ จนกระทั่งเคยมีบางคนคิดว่าคงไปไม่รอด ส่วนการเลี้ยงผมก็เลี้ยงปีละแค่ 1 รอบครึ่งถึง 2 รอบ ไม่โหมลงมาก เพราะนอกจากจะเป็นถนอมดินในบ่อแล้ว ยังเป็นการถนอมตัวเองลดความเสี่ยงไปในตัวอีกด้วย"

เช็คยอไม่มีสูตรตายตัว
คุณสมชาย กล่าวอีกว่า สำหรับในส่วนของการให้อาหารหลังจากช่วงอนุบาลกุ้งในระยะ 3 วันแรก ที่ฟาร์มนี้จะไม่มีสูตรตายตัว แต่จะให้อาหารตามสภาพของกุ้งและความรู้สึกว่า ถึงเวลาต้องให้ เช่น เมื่อเราให้อาหารแล้วเห็นว่าน้ำเริ่มขุ่น ก็เพิ่มอาหารไปสักเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าน้ำเข้มก็ต้องดึงอาหารลง ซึ่งเมื่อเราเริ่มทำความเข้าใจแล้ว ทุกอย่างจะปรากฏให้เห็นเอง แต่ส่วนใหญ่ที่นี่จะให้อาหาร 1 กิโลกรัมต่อ 1 มื้อ ส่วนการเช็คยอก็อาศัยวิธีการเดียวกัน เพราะส่วนมากใครประสบความสำเร็จก็จะทำตามกันไป
สำหรับการเช็คยอจะเริ่มเช็คยอเมื่อลงกุ้งได้ 35 วัน โดยเช็ค 3 กรัม 3 ชั่วโมง และจะไม่เพิ่มไม่ลดไปตลอดการเลี้ยง แต่จะเปลี่ยนแปลงในฤดูฝน โดยจะเปลี่ยนเช็คยอเร็วขึ้นเป็น 2 กรัม 2 ชั่วโมง แต่ไม่อยากให้ที่อื่นเลียนแบบ เพราะที่นี่น้ำมีความเค็มแต่ละแห่งแตกต่างกัน

ดึงอาหารขึ้นลงตามค่าแอมโมเนีย

คุณสมชาย กล่าวต่อไปว่า เมื่อกุ้งอายุครบ 30 วัน ก็จะเริ่มเช็คแอมโมเนีย เพราะแอมโมเนียจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดรอบการเลี้ยง ในการเช็คจะทำให้เราสามารถทราบได้ว่า หากแอมโมเนียมีปริมาณสูง แสดงว่าอาหารที่ให้มากเกินไป ก็จะลดการให้อาหารทีละ 5 กิโลกรัม โดยจะดึงอาหารขึ้นลงตามค่าของแอมโมเนียที่วัดได้ นอกจากนี้หากค่าแอมโมเนียสูงเกินไป อาจทำให้เกษตรกรขาดทุนได้ เพราะอาหารที่ให้ไปจะดร็อป ลูกกุ้งไม่กินหรือกินไม่หมด และจะส่งผลให้แพลงก์ตอนดร็อปตามมา

แร่ธาตุห้ามขาด

สำหรับการเติมแร่ธาตุระหว่างการเลี้ยงนั้น คุณสมชาย กล่าวว่า จากเดิมเคยให้แมกนีเซียมและโซเดียมระหว่างการเลี้ยง แต่ปัจจุบันมีการให้ยิปซัมเพิ่มอีกตัวหนึ่ง โดยเฉพาะในฤดูกาลนี้น้ำแถบนี้จะมีความเค็มประมาณ 10 ทำให้ต้องเติมอยู่เสมอ
วิธีประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้คุณสมชาย ยังแนะนำวิธีในการประหยัดพลังงานว่า เมื่อเราทราบว่าในขณะนั้นมีออกซิเจนเพียงพอ ก็ไม่จำเป็นต้องตีน้ำ โดยที่ฟาร์มแห่งนี้วางเครื่องตีน้ำทั้งหมด 8 ตัวต่อบ่อ วางยาวผ่ากลาง
"เราจะเน้นเรื่องออกซิเจนเผื่อไว้ เหลือไม่เป็นไร แต่อย่าขาด กลางวันอาจลดเหลือแค่ 2 ตัวก็ได้ หากออกซิเจนพอ ที่ฟาร์มใช้เครื่องวัดออกซิเจน เพราะเสียเงินนิดหน่อย แต่ได้ประโยชน์มหาศาล นอกจากนี้ที่นี่ยังเน้นในเรื่องประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะอุปกรณ์ทุกอย่างหากลูกน้องหรือใครในฟาร์มสามารถซ่อมได้ ก็จะซ่อมเอง ไม่ต้องเสียแรงเอาไปซ่อมที่อื่น แถมประหยัดเงินไปได้อีกเยอะ ส่วนเงินในส่วนที่ประหยัดเราก็นำมาใช้จ่ายในส่วนอื่นที่จำเป็นได้อีกด้วย"
ครับ…และนี่คืออีกหนึ่งฟาร์มคุณภาพ ที่ต้องยอมรับว่ามีเทคนิคการเลี้ยงที่แปลกใหม่ แม้จะแตกต่างจากเกษตรกรรายอื่นไปบ้าง แต่บอกได้คำเดียวว่า คุณภาพไม่ต้องพูดถึง หากใครสนใจหรือมีโอกาสแวะไปที่ จ.สุราษฏร์ธานี ก็สามารถไปเยี่ยมเยียนพูดคุย หรือสอบถามรายละเอียดปัญหาคาใจเรื่องกุ้งได้ที่ ศรีวิชัยฟาร์ม เลขที่ 15 หมู่ 7 ต.ลีเล็ด อ.พุนพิน จ. สุราษฏร์ธานี โทรศัพท์ 09-873-6337

ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กุ้งไทย ฉบับที่40


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด