ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)

จากกระแสการค้าขายที่ใครหลายคนพูดถึงแต่เรื่อง "Tracebility" หรือการตรวจสอบย้อนกลับ ที่ต่างประเทศต้องการกันหนักหนา สิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อคนเลี้ยงกุ้งอย่างไร และมีความสำคัญต่อเกษตรกรคนเลี้ยงกุ้งอย่างไรบ้าง ทีมงานหนังสือพิมพ์กุ้งไทย จึงได้รวบรวมความเป็นมา รวมทั้งกฎกติกาจากประเทศคู่ค้าต่างๆ ไว้ดังนี้
ดร.สิริ เอกมหาราช ผู้เชี่ยวชาญด้านประมง กรมประมง กล่าวถึงสาเหตุที่เราต้องมีระบบการตรวจสอบเพราะว่า ปัจจุบันนี้การแข่งขันในตลาดโลกมีสูงขึ้นเรื่อยๆ ประเทศหลายๆ ประเทศเริ่มมีการพัฒนาฝีมือการเลี้ยงกันมากขึ้น และคาดว่าในระยะสั้นนี้ผลผลิตกุ้งขาวจากหลายประเทศจะมีปริมาณสูงในตลาดโลก และผู้ที่อยู่ได้ในเส้นทางการแข่งขันที่สูงเช่นนี้ ต้องเป็นผู้ที่ผลิตสินค้าได้มีประสิทธิภาพเท่านั้น คือ มีอัตราการรอดสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ มีเปอร์เซ็นการสูญเสียน้อย ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสูง ไม่มียาตกค้าง และสิ่งจำเป็นอีกอย่างต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การผลิตจากโรงเพาะ ฟัก บ่อเลี้ยง การจับและขนส่ง รวมถึงขบวนการแปรรูป
ระบบการตรวจสอบย้อนกลับคืออะไร
ดร.สิริ ตอบว่า การตรวจสอบย้อนกลับสินค้าใดสินค้าหนึ่งไม่ว่าสินค้ากุ้งหรือสินค้าชนิดอื่น อาจหมายถึง การที่จะสามารถสืบประวัติย้อนกลับของวัตถุดิบที่จะใช้ผลิตว่ามาจากไหน ได้มาอย่างไร มีส่วนประกอบอะไรบ้าง มีการผลิตอย่างไร มาตราฐานของวัตถุดิบเป็นอย่างไร ปลอดสารพิษหรือไม่ และสุดท้ายมาตรฐานของผลิตภัณฑ์เป็นอย่างไร
แนวทางการตรวจสอบย้อนกลับในสินค้ากุ้ง
ดร.สิริ กล่าวอีกว่า ในการตรวจสอบย้อนกลับกุ้ง ต้องทำตั้งแต่ลูกกุ้งจากโรงเพาะ จนถึงขั้นตอนของการแปรรูป โดยสามารถแยกรายละเอียดได้ดังนี้ 1.ลูกกุ้ง ต้องมีรายละเอียดมาจากโรงเพาะฟักไหน (สามารถดูได้จากใบกำกับลุกกุ้ง FMD) โรงเพาะฟักต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกกุ้งชุดนั้น ว่าใช้อาหารอย่างไร ใช้สารเคมีหรือไม่ มีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับพ่อแม่พันธุ์มาจากบ่อดิน (บ่อไหน ใครเป็นเจ้าของบ่อ) หรือจับจากทะเล (บริเวณไหน ชื่อเรือที่จับ จับวันที่เท่าไร) โรงเพาะฟักได้มาตรฐาน GAP/CoC หรือไม่ หรือนำเข้าพ่อแม่พันธุ์มาจากต่างประเทศในกรณีกุ้งขาว
2. ผลผลิตกุ้งที่จับได้จากบ่อเลี้ยง ต้องมีชื่อฟาร์ม กุ้งจากบ่อไหน จับวันที่เท่าไร (ทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้จากใบกำกับกุ้งเนื้อ MD) นอกจากนั้นแล้วต้องมีรายละเอียดการเลี้ยงของกุ้งชุดนั้น เช่นรายละเอียดอาหาร อาจต้องบอกถึงยี่ห้ออาหาร ส่วนประกอบของอาหาร ปริมาณการให้ (FCR) ใช้สารอะไรบ้าง เทคนิคการจัดการเป็นอย่างไร (จำนวนปล่อยเท่าไร และอัตรารอดเท่าไร) เลี้ยงระบบไหน (ระบบปิดหรือถ่ายน้ำ)มีระบบบำบัดหรือไม่ คุณภาพน้ำและดินในบ่อนั้นๆ เป็นอย่างไร ฟาร์มได้ GAP/CoC หรือไม่
3. ขั้นตอนการจับและขนส่ง มีการจับโดยวิธีไหน วิธีการเก็บรักษา ใช้เวลาขนส่งเท่าไร ใครเป็นผู้จับ และขนส่งและชื่อเจ้าของแพคือใคร (กรณีขายผ่านแพคนกลาง)
4.โรงงานแปรรูป ชื่อโรงงาน วิธีการแปรรูป แปรรูปวันไหน โรงงานได้ GMP หรือ HACCP หรือไม่
เริ่มแล้วการตรวจสอบย้อนกลับ
ผู้เชี่ยวชาญด้านประมง กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกรมประมงได้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับขบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กุ้งจากการเพาะเลี้ยงบ้างแล้ว โดยเฉพาะถ้าผลิตภัณฑ์ที่ตรวจสพบว่ามีสารตกค้าง จะสามารถพิสูจน์ได้ว่ามาจากฟาร์มเลี้ยงไหน หรืออาจเป็นเพราะมีการสับเปลี่ยน เพิ่มเติม หรือปนคละกุ้ง จากหลาย ๆ ฟาร์ม แล้วบันทึกไว้ในใบกำกับใบนั้น ในต่อไปคงจะเริ่มขบวนการตรวจสอบให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ถ้าสามารถดำเนินการในขบวนการตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็สามารถขายสินค้ากุ้งได้เพิ่มมากขึ้น
มะกันเริ่ม 1 ม.ค. 48
นางขนิฏฐา จงพีร์เพียร นักวิชาการประมง 8 กรมประมง กล่าวถึงการตรวจสอบย้อนกลับว่า ในการตรวจสอบย้อนกลับนี้ทางประเทศคู่ค้าทั้งอียูและสหรัฐฯ เขาต้องการตรวจสอบสินค้ากุ้งที่ผลิตได้จากไทย ซึ่งไปตามระเบียบการค้าของทั้งสองประเทศ ข้อมูลที่เขาต้องการคือ ต้องการทราบว่ากุ้งมาจากฟาร์มไหน มีวิธีการผลิตอย่างไร ปลอดสารตกค้างหรือไม่ เลี้ยงแบบไหน ให้อาหารอย่างไร โดยทางอียูเขาเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2545 แล้ว ด้วยการทำแอ็คชั่นแพลน กรมประมงมีหน้าที่ทำรายงานส่งไปอียูทุกเดือน ในรายละเอียดของรายงานที่ส่งไปจะระบุข้อมูลการตรวจสอบฟาร์มเลี้ยงของเกษตรกร ว่าในขบวนการผลิตมีการใช้สารเคมีหรือไม่ โดยกรมประมงจะสุ่มตรวจสอบกุ้งจากเกษตรกรประมาณ 500 ตัวอย่าง/เดือน แล้วทำรายงานส่งไปอียู
ส่วนสหรัฐฯ ยังไม่มีการทำรายงานส่งแต่ก่อนส่งสินค้าไปต้องมี HACCP ที่ตรวจโดยกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (กตส.) กรมประมง ทุกครั้ง นอกจากนี้กรมประมงได้ทำการเตรียมแผนรองรับไว้แล้วนั้นก็คือ ใบกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (MD) แต่ละขั้นตอนในใบกำกับเราสามารถตรวจสอบได้หมด เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศคู่ค้าต่างๆ
เงื่อนไขตรวจสารของประเทศต่างๆ
นอกจากนี้ นางขนิฏฐา กล่าวถึงหลักเกณฑ์การตรวจสารคลอแรมฟินิคอล และไนโตรฟูแรมส์ จากประเทศต่างๆ ดังนี้ สหภาพยุโรป (อียู) ต้องการตรวจสอบทั้งคลอแรมฟินิคอลในอัตรา 0.3 บีบีพี และไนโตรฟูแรมส์ในอัตรา 1.0 พีพีบี เช่นเดียวกับประเทศสหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย ส่วนประเทศนิวซีแลนด์ตรวจสอบเฉพาะคลอแรมฟินิคอล ไนโตรฟูแรมส์ไม่ต้องตรวจ ด้านประเทศญี่ปุ่นไม่ต้องทำการตรวจสารแต่อย่างไร ซึ่งในอนาคตไม่แน่เหมือนกัน แต่ถ้าต้องการตรวจสอบเราก็สามารถทำให้ได้อยู่แล้ว เพราะขบวนการผลิตของเรามีคุณภาพ เกษตรกรเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี คงไม่มีปัญหาอะไรถ้าประเทศคู่ค้าต้องการ


ระเบียบตรวจสอบย้อนกลับของ EU
ตามข้อระบุของกฎหมายอาหาร Regulation 178/2002/EC ได้ระบุถึงการสืบย้อนกลับดังนี้
1. อาหารมนุษย์ อาหารสัตว์ สัตว์ที่นำมาใช้ในการบริโภค และสารอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อผสมใน อาหารนุษย์หรืออาหารสัตว์จะต้องมีการจัดทำการสืบย้อนกลับในทุกขั้นตอนของการผลิต การแปรรูป หรือการจำหน่าย
2. ผู้ดำเนินธุรกิจทางด้านอาหารจะต้องสามารถระบุถึงบุคคล ซึ่งนำส่งสินค้าอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ อาหารที่ทำมาจากสัตว์หรือสารอื่นๆ ที่ใช้ในการผสมอาหารสัตว์ดังนั้นผู้ผลิตจะต้องมีการจัดตั้งระบบจัดเก็บข้อมูล และพร้อมให้ข้อมูลเมื่อเจ้าหน้าที่ร้องขอ
3. ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ จะต้องวางระบบและจัดการขบวนการทำงาน เพื่อสามารถระบุถึงบริษัทอื่นที่ได้ติดต่อขายสินค้า และต้องเตรียมข้อมูลต่างๆ ให้พร้อมเพื่อรับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่
4. อาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ที่วางขายในท้องตลาด หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อวางขายในท้องตลาดในประชาคมต้องมีการติดฉลากที่ถูกต้อง หรือสามารถระบุการสืบย้อนกลับของสินค้าได้ โดยเอกสารหรือข้อมูลต่างๆ จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติเฉพาะที่กำหนดไว้
ทั้งนี้กฎระเบียบดังกล่าว จะยกเว้นผู้ค้าปลีกที่ขายสินค้าให้กลับผู้บริโภค และยังไม่ได้บังคับให้มีการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการกระจายสินค้าในแต่ละกลุ่ม (batch) และสินค้าบางชนิดที่ผลิตได้ แค่บังคับเพียงการสืบย้อนกลับจากที่มาที่ไปเพียงขั้นเดียว แต่มีการร่างกฎระเบียบสุขอนามัยทางด้านอาหาร โดยบังคับให้ผู้ดำเนินการธุรกิจทางด้านอาหารจะต้องลงทะเบียนหรือได้รับอนุญาตจากหน่วยงาน Competent Authority ซึ่งจะขยายรวมถึงผู้ผลิตตั้งแต่ขั้นปฐมภูมิ อาทิเช่น เกษตรกร ชาวประมง เป็นต้น โดยหน่วยงานธุรกิจแต่ละแห่งจะต้องลงทะเบียนหมายเลขหรือหมายเลขอนุญาต ควบคู่ไปกับสินค้าอาหาร ในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิตอาหารด้วย ซึ่งหมายเลขที่ได้รับอนุญาตจะทำให้สินค้าอาหารสามารถระบุถึงบริษัทที่ผลิตได้ และกฎระเบียบเกี่ยวกับสุขอนามัยในการฆ่าสัตว์ ได้มีการเสนอให้จัดทำระบบความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ที่จะถูกฆ่า และประวัติข้อมูลของสัตว์ที่ถูกเลี้ยงอยู่ในฟาร์ม โดยเจ้าหน้าที่สามารถขอข้อมูลประวัติของสัตว์ทุกตัวก่อนการฆ่าได้
ปัจจุบันคณะกรรมมาธิการยุโรป ได้เพิ่มมาตรการในการอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ โดยจะรวมถึงการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์เพื่อปรับปรุงการสืบย้อนกลับและการกำหนดจุดควบคุมวิกฤต (Critical control points) และการจัดตั้งรหัสของกิจการที่ทำการผลิตสินค้าเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์
การติดฉลากและการสืบย้อนกลับในสินค้าประมง

1. กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการติดฉลากและแหล่งสืบย้อนกลับสินค้าประมง ประกอบด้วย
- Directive 2000/13/EC on the approximation of the laws of the Member Stales relating on the labeling, presentation and advertising of foodstuffs.
- Council Regulation (EC) No 104/2000 of 17 December 1999 on the common organization of the markets in fishery and aquaculture products.
- Commission Regulation (EC) No 2065/2001 of 22 October 2001 laying down detailed rules for the application of Council Regulation (EC) No 104/2000 as regards informing consumers about fishery and aquaculture product.
Commission Regulation (EC) No 2065/2001 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2002 โดผู้ค้าปลีกสินค้าประมงจะต้องเพิ่มการให้ข้อมูลสินค้าประเภทปลาและอาหารทะเลเมื่อทำการขายให้แก่ผู้บริโภคขั้นสุดท้าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดชนิดของปลาที่ทำการซื้อขาย แหล่งที่มาของปลา และขั้นตอนการผลิต ส่วน Council Regulation (EU) No 104/2000 ได้ระบุให้การค้าสินค้าประมง จะต้องมีการระบุถึงชื่อสายพันธุ์สัตว์น้ำ รวมถึงชื่อวิทยาศาสตร์ ขั้นตอนการผลิต (ไม่ว่าจะเป็นการจับได้จากทะเล แม่น้ำ หรือได้จากการเพาะเลี้ยง ) รวมทั้งพื้นที่ที่ทำการประมง นอกจากนี้ยังบังคับให้ทำข้อมูลการสืบย้อนกลับที่ต้องทำควบคู่ไปกับข้อมูลในฉลาก ตั้งแต่การระบุถึงชื่อวิทยาศาสตร์จนถึงพื้นที่การจับสัตว์น้ำ จะต้องมีอยู่ในทุกขั้นตอนในการทำการค้า
2. การติดฉลากโดยทั่วไป
ข้อมูล โดยสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย
ข้อมูลจาก หนังสือ พิมพ์กุ้งไทย ฉบับที่ 41


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด