ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

แล้งนี้เลี้ยงกุ้งให้รอด
กับ ด็อกเตอร์ 'ชลอ'

ยิ่งร้อนก็ยิ่งแล้ง อีกแล้วครับท่าน โลกเราวันนี้เดาใจยากเหลือเกิน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเย็น เดี๋ยวฝน เดี๋ยวแล้ง และปีนี้ดูทีท่าว่าจะแล้งหนักกว่าที่ผ่านมา ท่านผู้รู้บอกมาว่าอากาศอย่างนี้เขาเรียกเข้าขั้นแปรปรวน ท่านเกษตรกรทั้งหลายฟังแล้ว ก็อย่าเพิ่งทำหน้าแห้ง(แล้ง) ซะก่อนล่ะ ทุกอย่างย่อมมีทางแก้และทางออกอยู่ในตัวของมันเอง ในเรื่องนี้ ดร. ชลอ ลิ้มสุวรรณ อาจารย์ประจำคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้คำอรรถาธิบายกับหนังสือพิมพ์กุ้งไทย เพื่อที่จะได้บอกกล่าวให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ ได้เตรียมรับมือกับภัยแล้งได้อย่างมั่นใจ และเลี้ยงกุ้งให้ได้รอดปลอดภัยต่อไป


ดร.ชลอ กล่าวถึงเรื่องภัยแล้งว่า ความจริงปัญหาภัยแล้งจะส่งผลกับการเลี้ยงกุ้งอยู่สองประเด็นหลักคือ 1.บ่อพักน้ำและปริมาณน้ำที่จะเปลี่ยนถ่ายมีไม่เพียงพอในบางพื้นที่ บางจังหวัดถึงขั้นไม่มีน้ำที่จะเปลี่ยนถ่ายเลย 2.บ่อตื้นและพื้นที่ที่มีความเค็มสูงแถบภาคใต้ ถ้าถามผมว่าโดยรวมแล้วอากาศแล้งจัดจะมีผลกระทบหรือไม่ คงต้องบอกว่าฤดูร้อนถือว่ามีผลกระทบกับกุ้งพอสมควร แต่จะมีผลกระทบน้อยสำหรับเขตพื้นที่น้ำจืด โดยเฉพาะในภาคกลางที่ภายในฟาร์มมีบ่อพักน้ำ แต่สำหรับภาคอื่นจะประสบปัญหาน้ำความเค็มสูง และไม่มีน้ำสำหรับเปลี่ยนถ่าย เพราะฉะนั้นหากปีนี้ความแห้งแล้งมากเท่าไร ยิ่งสร้างความเสียหายมากเท่านั้น ซึ่งในที่นี้ผมขอแยกปัญหาเรื่องภัยแล้งในแต่ภาคดังนี้
" ภาคกลาง
ปัญหาภัยแล้งที่เกษตรกรทางภาคกลางประสบในแถวจังหวัดสุพรรณบุรี นครนายก ราชบุรี นครปฐม ปราจีนบุรี ซึ่งมีอุณหภูมิปกติในช่วงเที่ยงอยู่ที่ประมาณ 33-34 องศาเซลเซียส ในระหว่างเดือนมีนาคม -เมษายน ปัญหาที่พบได้ทั่วไปคือ อุณหภูมิขนาดนี้ กุ้งจะไม่กินอาหาร โดยเฉพาะกุ้งขาวถ้าร้อนเกิน 32 องศาเซลเซียส กุ้งจะไม่กินอาหาร เพราะฉะนั้นมีผลกระทบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะบ่อที่มีน้ำตื้น
นอกจากนี้เรื่องโรคที่จะเกิดกับกุ้งในช่วงฤดูแล้ง เท่าที่เก็บข้อมูลกุ้งขาวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ช่วงที่มีอากาศร้อนจัดๆ จะพบโรคทอร่าสูงมากในช่วงเดือนเมษายน เพราะมีความแล้งจัด เราจะสังเกตได้จากกุ้งจะมีปฏิกิริยาที่แปรปรวนได้ง่าย โดยเฉพาะการที่กุ้งจะแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดถึงการไม่อยากกินอาหาร ยิ่งถ้ากุ้งมีความอ่อนแออยู่ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นจะสังเกตได้ว่า ช่วงที่มีอากาศร้อนจัดๆ ในช่วงที่ผ่านมา กุ้งจะเสียหายค่อนข้างสูงมาก โดยส่วนตัวผมไม่อยากเรียกภาวะอากาศเช่นนี้ว่าเป็นอากาศร้อน แต่อยากใช้คำว่าอากาศแปรปรวนน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะอากาศไม่มีความแน่นอน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็นทั่วทุกภาคของประเทศ
ปัญหาภัยแล้งซึ่งพบในแถบภาคกลางอีกประการก็คือ บางพื้นที่มีน้ำไม่มากพอที่จะเปลี่ยนถ่าย อย่างไรก็ดีในพื้นที่ภาคกลาง จะเป็นน้ำที่มีความเค็มต่ำอยู่แล้ว ยิ่งแล้งก็จะเป็นผลดีต่อเกษตรกรที่มีบ่อพักน้ำ เพราะน้ำในพื้นที่ดังกล่าวมีความเค็มสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำเกลือมาเลี้ยงได้มากขึ้น
"ถ้ามีการลงกุ้งไปแล้วเราคงทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าคิดจะลงควรจะต้องเตรียมตัวในเรื่องของบ่อพักน้ำ หรือถ้าไม่มีบ่อพักน้ำ ก็เก็บบ่อว่างเอาไว้ เช่น มี 2 บ่อก็ให้ลงบ่อเดียว นอกจากนั้นควรมีระบบหมุนเวียนน้ำที่ดี และควรจะลงลูกกุ้งที่มีคุณภาพ ไม่ลงกุ้งแน่นมาก น้ำในบ่อควรมีความลึกไม่ต่ำกว่า 1.40 เมตร หากน้อยกว่านั้นถือว่าไม่ดี แล้วเราก็จะได้กุ้งที่มีไซซ์ใหญ่ ข้อสำคัญคือ ไม่ควรลงกุ้งแน่น 150,000-250,000 ตัวเหมือนทางภาคใต้ เพราะบ่อตื้นและความเค็มมีจำกัด อยากให้เกษตรกรเอาความพอดีเป็นที่ตั้ง และจะไม่เกิดความเสี่ยง เพราะฉะนั้นเลี้ยงแบบ 1 ต่อ 1 คือบ่อเลี้ยง 1 บ่อ บ่อพักน้ำ 1 บ่อจะปลอดภัยที่สุด"

" ภาคตะวันออก
ลักษณะของภาคตะวันออก จะมีน้ำที่ความเค็มสูงมาก ถ้าเป็นการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ในน้ำที่มีความเค็มสูง และอยู่ในช่วงหน้าฝน ก็จะมีอัตราการรอดที่สูง แต่ถ้าเป็นกุ้งขาวต้องมีบ่อพักน้ำ และมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำที่ดี ก็มีอัตราการรอดที่ดีเช่นกัน
ส่วนเรื่องของบ่อพักน้ำ ก็ยังแนะนำที่ให้ใช้วิธีในลักษณะเดียวกันกับทางภาคกลางคือ 1 บ่อเลี้ยง 1 บ่อพักน้ำในทุกพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องปัญหาต่างๆ เช่น กุ้งขาวอาจเกิดโรคทอร่า และกุ้งกุลาดำอาจเป็นโรคดวงขาวและโรคทอร่า เพราะฉะนั้นถ้ามีการทรีทน้ำแล้วพักน้ำ รับรองโรคทอร่าตายหมด แต่สำหรับเกษตรกรที่มีบ่อพักน้ำไม่แน่นอน คงต้องรอฝนให้ช่วยเติมในบ่อช่วงเดือนมิถุนายน ส่วนการคาดการณ์ว่าเรื่องภัยแล้งจะยาวนานสักแค่ไหนนั้น ก็คงคาดการณ์ได้ยาก เพราะสภาพอากาศในปัจจุบันมีความแปรปรวนสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่กุ้งได้ แต่อากาศแปรปรวนช่วงนี้ ก็เริ่มที่จะเข้าที่เข้าทางแล้ว ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรตามมาเหมือน 1-2 เดือนก่อน ที่มีกุ้งตายจำนวนมาก

" ภาคใต้
ทางภาคใต้เป็นแถบที่มีน้ำความเค็มสูงมาก สิ่งที่น่าจะเป็นปัญหาคือ กุ้งกุลาดำจะเลี้ยงยาก และอาจมีโอกาศรอดยาก อย่างไรก็ดีเกษตรกรทางภาคใต้ ควรที่จะเลี้ยงกุ้งขาวมากกว่า ซึ่งในขณะนี้ทางภาคใต้ก็เลี้ยงมากกว่า 85% แล้ว จะเหลือกุ้งกุลาดำก็แค่บางกลุ่มเท่านั้น ผมคิดว่าทั่วทุกภาคควรจะเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ตัว/ไร่ ถ้าต่ำกว่านี้ตลาดจะหายหมด เพราะฉะนั้นใครผลิตได้ควรที่จะผลิตต่อไป เพื่อแย่งตลาดคู่แข่งจากประเทศเพื่อนบ้านทั้ง อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ถ้าเราไม่มีสินค้าในอนาคตเราอาจหมดโอกาสในการแข่งขันก็เป็นไปได้
นอกจากนี้ปัญหาเรื่องภัยแล้งในทางภาคใต้ ก็ไม่น่าจะมากนัก ที่น่าเป็นห่วงก็เห็นจะเป็นในแถบจังหวัดสตูล ส่วนพังงา ระนอง ตรัง โดยเฉพาะที่ จ.สตูล ที่อาจจะร้อนมากกว่าที่อื่น ส่วนเรื่องโรคที่จะมากับภัยแล้ง โดยทั่วไปก็คือโรคเรืองแสง ซึ่งโอกาสเป็นได้ทั้งกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ แต่จะพบในกุ้งกุลาดำมากกว่า
นอกเหนือจากนั้น ก็คือเรื่องการโตช้าในรอบที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการซื้อลูกกุ้งที่ไม่มีคุณภาพ จึงขอฝากไปยังโรงเพาะทั้งหลายในเรื่องของการผลิตลูกกุ้ง ซึ่งต้องดูแลเรื่องคุณภาพให้มากๆ อย่างไรก็ดีการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือในภัยแล้งทางภาคใต้ในภาวะที่อากาศแปรปรวน ก็ควรที่จะสำรวจตัวเองให้พร้อม ทั้งเรื่องของการเตรียมบ่อพัก และระบบเปลี่ยนถ่ายที่ดี แต่ทางที่ดีที่สุดคือ 1.ลดบ่อเลี้ยงลง เพิ่มบ่อพักน้ำให้มากขึ้น 2.ปล่อยกุ้งให้บางลง 3.ถ้าบ่อตื้นก็ขุดให้ลึกกว่าเดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกษตรกรสามารถทำได้ไม่ยาก

"โดยรวมแล้วปัญหาภัยแล้งในทั่วทุกภาค ถ้าประสบปัญหาความเค็มสูงมากจนเกือบ 40 พีพีที ก็ให้รอฝนหน่อย แต่ถ้ามีความเค็มในขนาดที่พอรับได้ประมาณ ไม่เกิน 35 พีพีที ก็สามารถลงกุ้งได้ตามเงื่อนไขทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วข้างต้นคือ ปล่อยกุ้งให้บางลงกว่าเดิม มีบ่อพักน้ำที่เหมาะสม และขุดบ่ออย่าให้ตื้นจนเกินไป ที่สุดแล้วเกษตรกร ก็จะไม่เกิดความเสี่ยงในการเลี้ยงช่วงภัยแล้ง" ดร.ชลอ กล่าวในตอนท้าย

ข้อมูลจาก หนังสือ พิมพ์กุ้งไทย ฉบับที่ 42


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด