ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

วิกฤตภัยแล้งกับการเลี้ยงกุ้ง
วิกฤตภัยแล้งหนักสุดในประวัติศาสตร์ไทย ร้อนหนักแล้งหนัก ทั่วทุกภาคบางพื้นที่ บางพื้นที่หนัดหน่อยไม่มีน้ำเปลี่ยนถ่าย หลายพื้นที่พบว่าโรคระบาด ทำความเสียหายแก่คนเลี้ยงกุ้งพอสมควร ทีมงานหนังสือพิมพ์กุ้งไทยได้รวบรวมรายละเอียดของภัยแล้งจากทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรคนเลี้ยงกุ้งได้รับรู้ข่าวสารของแต่ละพื้นที่ว่าเป็นเช่นไร นอกจากนี้ยังได้ข้อมูลแนวทางการเลี้ยงในช่วงแล้ง มาฝากท่านผู้อ่านดังต่อไปนี้



ภาคตะวันออก
คุณบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานชมรมผู้ประกอบการโรงเพาะฟักคุณภาพ จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า อากาศร้อนมากในช่วงนี้ ที่ผ่านมามีฝนตกบ้างจากพายุฤดูร้อน อากาศเช่นนี้ทำให้กุ้งโตช้า หลายพื้นที่พบว่ามีการระบาดของโรค ทั้งโรคตัวแดง โรคทอร่า เป็นทุกช่วงอายุของกุ้ง ทำให้เกษตรกรไม่ลงกุ้งกันในช่วงนี้ นอกจากนี้ปัญหาภัยแล้งทำให้น้ำจากคูคลองแห้ง ไม่พอใช้ ส่วนแม่น้ำบางปะกงที่เป็นแม่น้ำสายหลักของที่นี้ น้ำมีความเค็มสูง ถึงแม้จะเรียกร้องให้ทางราชการเข้ามาช่วยขุดคูคลองส่งน้ำให้ ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เนื่องจากไม่มีน้ำ
สำหรับวิธีป้องกันและแก้ไขในเบื้องต้น ตนคิดว่าเกษตรกรต้องควบคุมเรื่องอาหาร ถ้าเกิดกุ้งไม่กินอาหาร อากาศแบบนี้จะทำให้อาหารเน่าเร็ว ถ้าอาหารเหลือจะทำให้น้ำเสีย สุดท้ายกุ้งจะทนไม่ได้ การเปิดเครื่องตีน้ำเกษตรกรควรมีการเช็คค่าออกซิเจนควบคู่ไปด้วย ถ้าออกซิเจนของน้ำมีพอก็ไม่ต้องตีน้ำทั้งวัน บางที่ไม่ต้องตีน้ำตอนกลางวันก็ได้แต่บางที่ต้องตีน้ำทั้งกลางวันและกลางคืน ออกซิเจนที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 4 แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องนี้

"สิ่งที่จะเป็นบรรเทาความเดือดร้อนของคนเลี้ยงกุ้งได้ดีที่สุด คือ มีน้ำมาเปลี่ยนถ่าย แต่ปัญหาคือไม่มีน้ำที่มาเปลี่ยนถ่าย เรื่องอื่นเกษตรกรสามารถพยุงตัวเองได้ แต่เรื่องภัยธรรมชาติเหล่านี้ เป็นเรื่องที่หลีกเหลี่ยงไม่ได้จริงๆ สุดท้ายอยากฝากถึงเกษตรกรว่าการลงกุ้งอย่าลงให้หนาแน่นเกินไป เตรียมบ่อ เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนลง อย่ามองไปที่ราคาเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าราคาดีเพียงใด เราเลี้ยงกุ้งไม่รอดก็ไม่มีประโยชน์"
คุณอานนท์ อารีราษฎร์ เลขาธิการชมรมผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพซีโอซี (CoC) จ.ระยอง กล่าวว่า ช่วงนี้อากาศร้อนมาก อุณหภูมิอยู่ที่ระดับ 39-42 องศาเซลเซียส ทำให้ตอนนี้ไม่มีใครกล้าลงกุ้ง เพราะประสบปัญหาเรื่องน้ำ และความเค็มของน้ำสูง ส่วนคนที่ลงเลี้ยงไปแล้วก็พยายามประคองการเลี้ยงให้ดี คุมการให้อาหารให้ดี คาดว่าหลังเดือนพฤษภาคมไปแล้ว จะมีฝนตกลงมาบ้าง เกษตรกรจะกลับมาลงกุ้งกันอีกครั้ง
"ทางชมรมได้ประสานกับทางจังหวัด โดยแจ้งไปว่าจุดไหนที่ขาดน้ำบ้าง และทางจังหวัดจะเป็นผู้ประสานเข้าไปในส่วนกลางที่กรุงเทพฯ อีกที ในส่วนความเค็มของน้ำในระยองจะอยู่ที่ 40 กว่า บางที่สูงถึง 47 ก็มี สำหรับคนที่เลี้ยงอยู่ตอนนี้ต้องควบคุมอาหารให้ดี เปิดเครื่องตีน้ำให้มากๆ ทั้งกลางวันกลางคืน โดยเฉพาะช่วงกลางคืนต้องเปิดมากเป็นพิเศษ อย่างเช่นตอนกลางวันเปิดไว้ 5 ตัว กลางคืนอาจเป็นเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 ตัว เป็น 7 ตัว และควบคุมการให้อาหารโดยการลดปริมาณอาหารจากปกติลงมา ถึงแม้กุ้งจะกินหมดก็ไม่ควรให้เพิ่มทุกมื้อ ให้หมดถึง 2-3 วันก่อน แล้วค่อยเพิ่มให้ก็ได้ เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญมากที่สุดคือ ของเสียในบ่อ พยายามอย่าให้มีมาก เนื่องจากน้ำไม่มีเปลี่ยนถ่ายและอากาศร้อนยิ่งทำให้จุลินทรีย์ขยายตัวเร็ว"
ส่วนเรื่องน้ำ ก่อนดึงน้ำไปใช้ในบ่อกุ้งควรมีการทรีทก่อนใช้ อย่างน้อยควรนำน้ำเข้ามาในบ่อพักแล้วเปิดเครื่องตีน้ำทิ้งไว้อย่างน้อย 5-6 วัน แล้วค่อยนำมาเติม การเติมควรเติมทีละน้อยและควรเติมตอนกลางคืน หากเติมตอนกลางวันจะทำให้สีน้ำเข้มเนื่องจากมีการสังเคราะห์ของแสง อาจทำให้กุ้งตายได้ การเติมควรเติมวันละประมาณ 10 ซม. ไม่ควรเกิน 15 ซม. ถ้าเติมมากเกินไปแพลงก์ตอนเปลี่ยนแปลงเร็วทำให้น้ำดรอปได้
คุณโสภณ เอ็งสุวรรณ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย กล่าวว่า ปัญหาเรื่องอากาศร้อนจนกลายเป็นปัญหาเรื่องภัยแล้งในขณะนี้ มีผลกระทบกับการเลี้ยงกุ้งอย่างมาก เนื่องจากทำให้น้ำมีความเค็มจัด ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ในแถบนี้หลีกเลี่ยงไม่ลงกุ้ง แต่หากรายไหนมีความพร้อมจริงๆ จึงจะเสี่ยงลงกุ้ง ทั้งนี้หากมีการทำฝนเทียมก็อาจช่วยได้บ้าง เพราะจะช่วยให้น้ำมีความเค็มน้อยลง นอกจากนี้สภาพน้ำที่เค็มจัด ยังทำให้เกิดแพลงก์ตอนที่เป็นพิษมากเป็นพิเศษ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคตามมา
สำหรับวิธีการป้องกันและแก้ไขคือ ก่อนสูบน้ำเข้าบ่อต้องบำบัดน้ำก่อน โดยนำน้ำเข้ามากักในบ่อพักจากนั้นบำบัดโดยใช้เครื่องตีน้ำ และตัวช่วยปรับสภาพ เช่น ปูนขาวในอัตราส่วนครึ่งกระสอบต่อ 1 ไร่ แล้วตีน้ำติดต่อกัน 2-3 วัน ก็สามารถนำน้ำไปใช้ได้ นอกจากนั้นเรื่องความเค็มก็จะทำให้กุ้งโตช้า ซึ่งเราบรรเทาได้โดยการเติมน้ำเข้าไป เพื่อลดความเค็มของน้ำ

ภาคกลาง

คุณถิรวัธน์ ลี้ภัยสมบูรณ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด จ.นครปฐม กล่าวว่า เรื่องน้ำหรือเรื่องภัยแล้งไม่ค่อยเป็นปัญหา เพราะนครปฐมเป็นเมืองผ่านน้ำเข้าสู่กรุงเทพฯ แต่ปัญหาอยู่ที่การที่กรมอุตุนิยมวิทยาทำนายเอาไว้ว่า อากาศจะร้อนถึง 42 องศาเซลเซียส ซึ่งหากอุณหภูมิร้อนจัดดังเช่นนี้ การทำงานทุกอย่างจะเร็วขึ้น จุลินทรีย์ อินทรีย์สาร ความต้องการออกซิเจนในน้ำมากขึ้น
ทั้งนี้ปัญหาส่วนใหญ่เวลาอากาศร้อนคือเรื่องออกซิเจน โดยในช่วงเช้าๆ กุ้งจะลอย ผู้เลี้ยงต้องเตรียมใช้ออกซิเจนผงช่วย ส่วนในช่วงกลางวันควรวัดอุณหภูมิน้ำ เพราะหากอุณหภูมิน้ำสูงเกินกว่า 27 องศาเซลเซียส กุ้งก็จะกินอาหารน้อยลง และในช่วงกลางคืนออกซิเจนจะต่ำ ซึ่งสามารถป้องกันและแก้ไขได้โดย หากอุณหภูมิน้ำสูง ให้ลดปริมาณอาหารลง เพื่อลดการเน่าเสียของอาหาร
นอกจากนั้นต้องคอยระวังเรื่องค่าพีเอช.และเรื่องพื้นบ่อเน่าเร็วให้ดี เราสามารถสังเกตได้โดยการลงไปดูพื้นบ่อเลี้ยง ขุดนำดินใต้ผิวดินลึกระดับ 1-2 ซม. ขึ้นมาดูว่าลักษณะดินเป็นเช่นไร ถ้าดินสีดำๆ สามารถแก้ไขได้ในเบื้องต้นคือใส่ปูนซีโอไลท์ ซึ่งก็สามารถช่วยได้บ้างเล็กน้อย แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องคุมเรื่องอาหารให้ดี
อ.ภิญโญ เกียรติภิญโญ ประธานชมรมผู้ประกอบการกุ้งขาว กล่าวว่า ที่จังหวัดนครปฐมอากาศค่อนข้างร้อนและมีน้ำน้อย ซึ่งส่งผลกระทบกับการเลี้ยงคือ สภาพอากาศที่ร้อนจะส่งผลให้แพลงก์ตอนบูม หากเราไม่มีการถ่ายน้ำ แพลงก์ตอนก็จะเขียวจนถึงสีเข้มจัด ทำเกิดเชื้อโรคต่างๆ ตามมาได้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องแอมโมเนียเกิดขึ้น เพราะมีการย่อยสลายเร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นผลพวงให้ไนไตรทไปเพิ่มปริมาณเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในบ่อ
สำหรับการแก้ปัญหา ต้องมีการถ่ายน้ำ หรือเติมน้ำเข้าไปช่วย โดยปริมาณน้ำต้องมีมากพอที่จะทำให้ปริมาณแอมโมเนียลดลง แต่เนื่องจากในขณะนี้ปริมาณน้ำที่ใช้มีน้อย ทำให้ถ่ายเทน้ำไม่ได้ น้ำที่เอาเข้ามาในบ่อก็เป็นอันตราย เพราะน้ำน้อยจะเป็นที่สะสมโรค ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นหากน้ำมีไม่เพียงพอ ต้องควบคุมปริมาณเชื้อแบคทีเรีย โดยการลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียลง โดยเฉพาะในพื้นที่มีความเค็มของน้ำระดับ 5-10 พีพีที โดยใช้ยาฆ่าเชื้อที่มีผลทั้งในน้ำและในดินได้
นอกจากนี้การฆ่าเชื้อก่อนลงกุ้ง ส่วนใหญ่จะฆ่าด้วยการใช้คลอรีน ซึ่งจะฆ่าเชื้อได้เฉพาะในน้ำ แต่เชื้อโรคส่วนหนึ่งยังอยู่ในดิน เพราะฉะนั้นเมื่อเลี้ยงต่อไปประมาณ 10-20 กว่าวัน เมื่อเราให้อาหารกุ้ง เชื้อวิปริโอก็จะได้รับอาหารจากเศษอาหารที่กุ้งกินเหลือ และเมื่อเชื้อเพิ่มปริมาณขึ้น ไม่เกิน 20 วัน กุ้งก็จะตาย


ภาคใต้

คุณนันทศักดิ์ หงษ์กิติยานนท์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.ปัตตานี กล่าวว่า ตอนนี้ที่จังหวัดปัตตานี อากาศร้อนและแห้งแล้งมาก อุณหภูมิตอนกลางวันอยู่ที่ประมาณ 38 องศาเซลเซียส บางวันตอนกลางวันอากาศร้อน ตกกลางคืนอากาศเย็นและมีฝนตกบ้าง อากาศเปลี่ยนแปลงตลอดทำให้มีผลกระทบกับการเลี้ยงกุ้งกันมาก บางพื้นที่มีเรื่องโรคตัวแดงระบาด ทำให้เกษตรกรชะลอการลงกุ้ง ส่วนรายที่เลี้ยงอยู่ให้ควบคุมอาหารให้ดี พยายามให้อาหารน้อยๆ เพื่อของเสียที่อยู่ในบ่อจะได้น้อยลง การให้อาหารควรประเมินไว้ที่กุ้ง 80% เผื่อไว้ก่อน การเปลี่ยนถ่ายน้ำก่อนนำน้ำมาใช้ควรมีการทรีทด้วยด่างทับทิมและคลอรีนไว้ก่อน หลังจากนั้นค่อยๆ เติมเข้าบ่อในปริมาณ 3-5 ซม. ไม่อยากให้เกษตรกรเปลี่ยนถ่ายน้ำทีละมากๆ เพราะจะทำให้กุ้งเครียดได้ง่าย การเปลี่ยนถ่ายสามารถทำได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ต้องให้เกิดผลกระทบกับกุ้งน้อยที่สุด
"บางฟาร์มกุ้งมีความหนาแน่นเกินก็ต้องพาเชี่ยลออกไปบ้าง อัตราความหนาแน่นของกุ้งที่พออยู่ได้ เลี้ยงแบบมีปัญหาน้อยที่สุดสำหรับกุ้งขาวควรจะเป็น 100,000 ตัว/ไร่ ส่วนกุ้งดำอยู่ที่ไร่ละ 40,000-50,000 ตัว/ไร่ นอกจากปัญหาเรื่องภัยแล้ง อากาศเปลี่ยนแปลงแล้ว ในปัตตานียังมีเรื่องโรคระบาด ซึ่งเท่าที่ทราบพบว่ามีการระบาดมาตั้งแต่ต้นปี 2548 แล้ว เป็นทุกอายุกุ้งทั้ง 20-30 วัน สาเหตุอาจมาจากสภาพบ่อมีการช้ำ มีการใช้งานมาก โดยไม่มีการฟื้นฟูสภาพดิน สภาพน้ำที่ปัตตานีผมว่าไม่มีปัญหา แต่อยู่ที่ดินมากกว่า ดินดีช่วยน้ำได้ แต่น้ำดีไม่สามารถช่วยดินได้"
อ.ประคอง เกิดสุข ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.กระบี่ กล่าวว่า ปัญหาในพื้นที่จังหวัดกระบี่มีมาตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว ส่วนมากจะเป็นปัญหาเรื่องโรคตัวแดงดวงขาว ส่วนปัญหาในปัจจุบันนี้จะเป็นปัญหาอากาศแปรปรวนและร้อนจัด กุ้งไม่กินอาหารทำให้อัตราการเจริญเติบโตช้า ซึ่งนับได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ นอกจากนั้นสภาพอากาศที่แปรปรวน ยังมีส่วนทำให้น้ำมีความเค็มสูงขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะทำให้กุ้งเครียด ไม่ค่อยกินอาหาร
"ตอนนี้ฝนมีตกบ้างอากาศแปรปรวนก่อนฝนจะตก อากาศจะร้อนจัด ถ้าวันไหนฝนตกอากาศจะแปรปรวนหนักกว่าเก่า ส่วนโรคตัวแดงดวงขาวตอนนี้ก็เบาลงแล้ว อาจเนื่องมากจากเกษตรกรไม่ค่อยลงกุ้งกันทำให้ความสูญเสียต่าง ๆ ลดน้อยลงไป"
สำหรับเรื่องคุณภาพน้ำนั้นไม่ค่อยมีปัญหา จะมีเรื่องเดียวก็คือความเค็มสูง บางแหล่งมีความเค็มถึง 40 กว่า ส่วนการแก้ไขในเรื่องนี้คงทำได้ยาก เพราะแหล่งน้ำจืดในพื้นที่ไม่มี แต่หากฝนตกลงมาอาจทำให้ความเค็มลดต่ำลงบ้าง ซึ่งก็คงจะดีขึ้นในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นเกษตรกรต้องพยายามคุมเรื่องอาหาร และคุมคุณภาพน้ำในบ่อให้ดี คือให้อาหารอย่าให้เหลือ เนื่องจากถ้าอาหารเหลือก็จะไปเพิ่มของเสียในบ่อ
นอกจากนั้นแล้วต้องควบคุมออกซิเจนในบ่อ โดยอาจเพิ่มมากเป็นพิเศษ เพราะจะช่วยในการบำบัดของเสียภายในบ่อ ทั้งนี้ต้องคอยวัดปริมาณออกซิเจนในน้ำอยู่บ่อยๆ หากต่ำกว่า 5 แสดงว่าน้ำเราเริ่มมีปัญหา จำเป็นต้องมีการเพิ่มเครื่องตีน้ำ มีการถ่ายน้ำบ้าง หรือเติมวัสดุปูนลงไป เพื่อให้ไปจับตะกอน เป็นการช่วยบำบัดน้ำอีกอย่างหนึ่ง
คุณอรรถพล สุริยวงศ์แห จากสารินแฮชเชอรี่ จ.ภูเก็ต กล่าวว่า สำหรับเรื่องอุณหภูมิสูง ถือว่าปกติสำหรับช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งถือเป็นฤดูร้อนของไทย ไม่มีผลกระทบต่อแฮชเชอรี่ เพราะอากาศร้อนดีกว่าฝนตก ส่วนเรื่องคุณภาพน้ำไม่มีปัญหา เพราะจะอยู่ที่วิธีการจัดการก่อนนำเข้ามาใช้ โดยที่ภูเก็ตในขณะนี้ในช่วงเช้าไม่ค่อยเป็นปัญหา แต่ในช่วงบ่ายอากาศจะร้อนมาก
"อากาศร้อน ความเค็มสูง แพลงก์ตอนบูมง่าย ถ้าเราพูดในฐานะที่เราเป็นผู้ประกอบการโรงเพาะฟัก จริง ๆ แล้วอากาศนิ่ง แพลงก์ตอนขึ้นง่ายมันดีสำหรับลูกกุ้งในระยะซูเอี้ย เพราะเวลาเราเพาะแพลงก์ตอนจะขึ้นง่ายและดี ขึ้นนิ่ง ฝนตกจะมีปัญหามากกว่าอากาศร้อนสำหรั บโรงเพาะฟัก ประเด็นก็คือจะมีโรงเพาะฟักแบบเปิดและโรงเพาะฟักแบบปิด กรณีที่เป็นโรงปิดจะมีปัญหาเรื่องอุณหภูมิร้อนกว่าปกติ ซึ่งจะมีผลกระทบเรื่องการเลี้ยง แต่ก็ต้องไปแก้ไขกัน โรงเพาะฟักแบบเปิดคือไม่มีโรงเรือนจะกระทบน้อยกว่า"
ทั้งนี้ไม่ว่าจะฤดูไหนก่อนที่จะนำน้ำเข้ามาใช้จะต้องมีการทรีทน้ำก่อน ในแง่ของแฮชเชอรี่แล้ว หากอากาศร้อนจะมีปัญหาเรื่องความเค็ม ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากในแง่ของการเลี้ยง จะมีผลกระทบของแพลงก์ตอนที่บูมเร็ว โดยหากเป็นบ่อดินก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องโรคเรืองแสง ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยเพิ่มระบบบ่อพักน้ำให้มากขึ้น เพื่อใช้ถ่ายเพิ่มน้ำให้มากกว่าปกติ นอกจากนั้นอุณหภูมิสูง ยังจะส่งผลกระทบในเรื่องการกินอาหาร
คุณชาติชาย ไชยนาเคนทร์ ที่ปรึกษาชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า บริเวณพื้นที่ริมชายฝั่งและบ่อกุ้งไม่มีฝนตก ส่วนด้านในจะมีฝนตกบ้างแต่ไม่มาก ปัญหากับพื้นที่ที่มีความเค็มต่ำไม่ค่อยมีปัญหาเท่าที่ควร แต่สภาพอากาศแบบนี้ต้องดูแลเรื่องคุณภาพน้ำ เรื่องของออกซิเจน รวมถึงเรื่องอุณหภูมิเป็นพิเศษ สำหรับในพื้นที่ความเค็มสูงจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องสาหร่ายเป็นพิษ อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด คือ ฝนแรกที่จะมา เพราะเราจะไม่สามารถทราบว่าจะตกลงมาในปริมาณมากน้อยเพียงใด และจะทำให้สภาพอากาศมีความเปลี่ยนแปลงมากเท่าใด อย่างมีการเปลี่ยนแปลงเฉียบพลันเกิดขึ้น ซึ่งตรงจะทำให้กุ้งปรับตัวไม่ทัน และอาจเกิดผลร้ายตามมา
"ตอนนี้อากาศทางสุราษฎร์ร้อนจัด โดยเฉพาะในบ่อกุ้งร้อนมาก แต่ที่เรากลัวมากที่สุดเห็นจะเป็นฝนแรกที่ตกลงมา เราไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ มามากน้อยเพียงไหน และเมื่อฝนแรกเทลงแล้วจะทำให้สภาพบ่อมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงไหน นี่เป็นสิ่งที่เรากังวลกันมาก"
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สุราฎร์ธานี กล่าวว่า ที่สุราษฎร์อากาศในช่วงนี้ร้อนพอสมควรอุณหภูมิอยู่ที่ 37 - 38 องศา จากสาเหตุสภาวะภัยแล้งในปีนี้อาจกินระยะเวลายาวนานกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความเค็มของน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้งมีความเค็มมากกว่า 40 พีทีที ภาวะความเค็มสูงเช่นนี้จะก่อให้เกิดปัญหาของผู้เลี้ยงกุ้งมากพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องอุณหภูมิสูงจะทำให้ออกซิเจนละลายในน้ำได้น้อย ดังนั้นเกษตรกรควรมีการวัดค่าออกซิเจนอย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าเกษตรกรไม่มีเครื่องวัดค่าออกซิเจนก็คงจะต้องลำบากหน่อย นอกจากนี้ยังพบว่าในพื้นที่มีปัญหาเรื่องโรคระบาดค่อนข้างมาก ซึ่งหลังจากเกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 29 มี.ค. ที่ผ่านมา พบว่ากุ้งในพื้นที่มีการตายพอสมควร ซึ่งไม่ทราบสาเหตุของการตายนั้นเกิดจากเหตุแผ่นดินไหน หรือว่าเกิดจากสภาพแวดล้อมกันแน่
"สุดท้ายอยากฝากถึงเกษตรกรว่าเรื่องธรรมชาติ เรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย ของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ดังนั้นเราต้องระวัง ควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในบ่อให้ดี ต้องให้ความสำคัญกับการค่าออกซิเจน ค่าความเค็ม ค่าพีเอช รวมทั้งการตีน้ำ พยายามปรับให้อยู่ตามสภาพที่เหมาะสม ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ นอกจากนั้นต้องพยายามควบคุมความเปลี่ยนแปลงภายในบ่อ โดยเฉพาะเรื่องแร่ธาตุที่สำคัญ"
ข้อมูลจาก หนังสือ พิมพ์กุ้งไทย ฉบับที่ 42


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด