ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

จับตาเวียดนาม
คู่แข่งที่น่ากลัว



ย่องดูความเคลื่อนไหวของในเวียดนาม ผู้ประกอบการชาวไทยเฮโลไปเปิดโรงงานผลิตอาหารกุ้งกันอย่างคึกคัก เผยอาหารกุ้งมีขายน้อยแต่ความต้องการสูง ปีหนึ่งคนเวียดนามผลิตกุ้งดำไม่ต่ำกว่า 2 แสนตันต่อปี
คุณสรรพ์ บุญเจริญ กล่าวถึงทิศทางการเลี้ยงกุ้งในประเทศเวียดนามว่า ปัจจุบันเวียดนามมีการเลี้ยงกุ้งที่แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เวียดนามตอนเหนือกับตอนใต้ แบ่งเป็นตอนบนซึ่งติดกับประเทศจีนจะเลี้ยงกุ้งขาวเป็นหลักแต่มีสัดส่วนแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ ของการเลี้ยงกุ้งทั้งหมด และมีการเลี้ยงปีละครั้งเหมือนทางประเทศจีน เวียดนามจึงได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ มาจากประเทศจีนโดยตรงทำให้มีการพัฒนาในการเลี้ยงได้ต่อเนื่อง ส่วนการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในทางตอนใต้จะเลี้ยงในจำนวนที่มากมีถึง 95 เปอร์เซ็นต์ เพราะในประเทศเวียดนามมีพื้นที่ในการเลี้ยงมากและมีฟาร์มลูกกุ้งกุลาดำเป็นจำนวนมากถึง 5,000 - 6,000 ฟาร์ม ซึ่งต่างจากกุ้งขาวมากเพราะทางการไม่มีการส่งเสริมให้เลี้ยง จึงเน้นไปที่กุ้งกุลาดำเป็นส่วนใหญ่
อย่างไรก็ดีการเลี้ยงกุ้งในประเทศเวียดนามจะนิยมเลี้ยงไซซ์ใหญ่ แต่ก็ทำกุ้งไซซ์อื่นด้วยเช่นกัน การเลี้ยงกุ้งของเวียดนามจะเหมือนกับประเทศไทยเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เน้นการทำไซซ์ใหญ่ เนื่องจากว่าเวียดนามมีพื้นที่ในการเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ก็กลายมาเป็นการเลี้ยงที่ลงกุ้งบาง และก็สามารถเลี้ยงได้กุ้งที่มีไซซ์ใหญ่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ฝ่าฝืน จับ-ปรับ-เผา
คุณสรรพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ประเทศประเทศเวียดนามยังเคยเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เก่ามาก่อน ทำให้ทุกคนต้องเชื่อฟังสิ่งที่รัฐบาลกำหนด ยกตัวอย่างเช่นประมงจังหวัด ประมงอำเภอ และประมงท้องถิ่น ก็จะมีการตรวจน้ำที่จะใช้ในการเลี้ยงก่อน และจะประกาศว่าในช่วงเดือนนี้ วันนี้จะอนุญาตให้ปล่อยกุ้งในเขตนี้ วันที่เท่านี้ เดือนนี้ยังไม่สามารถปล่อยกุ้งได้ และหากใครฝ่าฝืนเจอจะถูกลงโทษทั้งการปรับ จับ หรือเผาทำลายทิ้ง เพื่อเป็นการป้องกันโรคระบาด อย่างบางช่วงที่มีโรคระบาดก็จะประกาศว่าจุดนี้ห้ามลงเลี้ยงเด็ดขาด เกษตรกรก็จะไม่มีการลงเลี้ยง เพราะฉะนั้นจะเป็นการลดความเสียหายให้เบาบางลงได้

จัดโซนนิ่งเพื่อผลผลิตที่สูงสุด
คุณสรรพ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้การแบ่งโซนนิ่งที่ชัดเจนจึงไม่ส่งผลต่อการทำธุรกิจของเวียดนาม ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยที่โรงงานส่วนใหญ่จะอยู่ที่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ หากเกิดภาวะสงครามการทำธุรกิจก็อาจเกิดการชะงักได้เช่นกัน แต่เวียดนามไม่ได้เป็นเช่นนั้น ผลดีอีกอย่างของการจัดโซนนิ่งคือจะไม่มีการข้ามเขตกันและกัน ซึ่งทำให้เกิดการเติบโตของชุมชนที่สมบูรณ์แบบ และมีการกระจายตัวของประชากรไปได้ทั่วทั้งประเทศ
"การเลี้ยงกุ้งในประเทศเวียดนามจะแบ่งเป็นโซนนิ่งด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ปลูกข้าวก็ให้ปลูกข้าว หรือพื้นที่ตรงไหนสามารถทำอะไรก็ให้ทำสิ่งนั้น ผมคิดว่าท่านนายกของเราก็มีแนวคิดแบบนี้เช่นเดียวกัน คือหมายความว่า เมื่อเราหลับแล้วตื่นขึ้นมา ให้นึกว่าที่ดินแต่ละแห่งว่างเปล่า แล้วมองดูว่าศักยภาพในพื้นที่แต่ละแห่งนี้จะสามารถผลิตอะไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด หรือที่เรียกว่า RETHINK THAILAND นั่นก็หมายความว่าเวียดนามนำหลักการนี้มาใช้และก็สามารถได้ผลดีอีกด้วย"
ทั้งนี้ทั้งนั้นประเทศไทยก็ต่างกับเวียดนามอย่างเห็นได้ชัด เช่นการถือครองโฉนดที่ดินของคนไทยที่จะสามารถทำกินอะไรก็ได้ แต่ที่เวียดนามที่ดินจะเป็นของรัฐบาลและให้สิทธิประโยชน์เหนือที่ดิน ประชาชนจะสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ถ้ารัฐบาลต้องการที่จะตัดถนนผ่านก็จะเวนคืนที่ดิน และรัฐก็จัดโซนนิ่งเป็นที่ดินทำกินให้ใหม่ ซึ่งต่างกับประเทศไทยที่ยังไม่มีระบบการจัดโซนนิ่งที่ดีพอ และการจัดการที่ชัดเจน

จุดยืนที่แน่นอนในการเลี้ยงกุ้ง

ผู้จัดการบริษัทซิตโต้ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องมาจากว่าเวียดนามมีความรู้สึกลึกๆ ว่าเขาสู้ไทยไม่ได้ในหลายๆ เรื่อง และเขาเองพยายามทำทุกอย่างที่จะสู้ไทยให้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ยางพาราเราก็ส่งออกเป็นอันดับหนึ่ง แต่เวียดนามจะส่งออกเป็นอันดับสอง จึงทำให้เวียดนามมีความรู้สึกว่าเขาเป็นรองประเทศไทยมาโดยตลอด อีกตัวหนึ่งก็คือการส่งออกข้าวของเวียดนามทั้งที่การปลูกข้าวในประเทศเขามีพื้นที่ปลูกมากแต่การส่งออกก็สู้ประเทศไทยไม่ได้ และในเรื่องกุ้งกุลาดำเวียดนามก็แพ้ไทย เพราะฉะนั้นเขาจะพยายามวางแนวทางในทางธุรกิจของเขาให้ไปสู่จุดมุ่งหมายโดยเร็ว เวียดนามก็เลยวางยุธทศาสตร์ในการผลิตกุ้งกุลาดำให้เป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งในขณะที่ไทยเห็นว่าเราเลี้ยงกุ้งกุลาดำไม่ได้ก็เลยหันมาเลี้ยงขาวแทน จึงทำให้เห็นว่าจุดยืนของเขาอยู่ตรงไหน
ต่อคำถามที่ว่าการเลี้ยงกุ้งในประเทศเวียดนามเคยประสบกับปัญหาผลผลิตตกต่ำหรือไม่ คุณสรรพ ตอบว่า จะเรียกได้ว่าผลผลิตตกต่ำไม่ได้ เนื่องจากเขาจะเลี้ยงทั้งปีและผลผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องทั้งปี ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผลผลิตที่เวียดนามอาจจะตกต่ำลงไปบ้าง เห็นจะเป็นในเรื่องภัยแล้ง และเรื่องโรคระบาดในช่วงภัยแล้งเขาก็จะหยุดไปบ้างเพียงชั่วขณะ


คนไทยขยายตลาดกุ้งสู่เวียดนาม
คุณสรรพ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เป็นคนไทยเป็นจำนวนมาก เริ่มหันไปทำธุรกิจในประเทศเวียดนาม เปิดบริษัทผลิตอาหารกุ้งออกจำหน่ายให้กับเกษตรกรชาวเวียดนาม เพราะที่เวียดนามเลี้ยงกุ้งกันเป็นจำนวนมากแต่ยังขาดแหล่งผลิตอาหารกุ้ง ผู้ประกอบการในบ้านเราจึงเข้าไปจับธุรกิจนี้กันมากขึ้น และที่เวียดนามน่าชื่นชมอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า ถ้าใครผลิตของที่ไม่ได้คุณภาพเกษตรกรก็จะไปร้องเรียนกับทางจังหวัด แล้วทางจังหวัดก็จะเข้าไปตรวจสอบว่าสินค้านั้นมีคุณภาพหรือไม่ ถ้าไม่มีคุณภาพบริษัทนั้นก็จะถูกฟ้องร้องทันที ซึ่งก็ต่างจากบ้านเราอีกเช่นกัน


นอกจากนี้ด้านการบริหารจัดการในการทำธุรกิจกุ้งเวียดนาม จะจัดตั้งสมาคมขึ้นมาเพื่อร่วมมือทำงานกับทางบริษัทและให้รัฐบาลเป็นผู้ดูแล เพราะฉะนั้นทุกบริษัทต้องเข้าไปเป็นสมาชิกของสมาคม และถ้ามีการติดต่อหน่วยงานก็ไปในนามของสมาคม และผู้ขายปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำทั้งหมดก็ต้องเข้าไปเป็นสมาชิกของสมาคม ผลดีในลักษณะนี้จะทำให้ไม่มีสินค้าปลอมออกมาสู่ท้องตลาด ซึ่งเรื่องนี้ก็ต่างกับประเทศไทยที่ยังไม่มีระบบที่ชัดเจนอีกเช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับเรื่องวินัยของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ
"อย่างไรก็ตามระบบและมาตรฐานต่างๆ ของประเทศเวียดนามซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบนั้นก็เนื่องมาจากว่า เขาได้ศึกษาจากความล้มเหลวที่ประเทศไทยเคยประสบมาก่อน แล้วนำมาปรับปรุง หรือพูดได้ว่าเวียดนามเอาเรามาเป็นต้นแบบ แล้วมาบวกกับความขยันที่เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นที่เวียดนามถ้าใครทำมากก็ได้มากใครทำน้อยก็ได้น้อย ที่เสียเปรียบก็เห็นจะเป็นเรื่องของถนนหนทางที่ยังเป็นอุปสรรคอย่างมากในการขนส่งสินค้าไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งต้องใช้เวลามากพอสมควร เพราะถนนที่นั่นแคบมากและมีการเข้มงวดเรื่องของความเร็วที่จำกัดอยู่แค่ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง"

เวียดนามคู่แข่งที่น่าจับตา
คุณสรรพ กล่าวว่า ในเรื่องของผลผลิตที่ส่งออกในแต่ละปีของประเทศเวียดนาม สามารถส่งออกได้อย่างสม่ำเสมอและเป็นจำนวนมากถึงประมาณ 200,000 ตัน/ปี เวียดนามก็สามารถเป็นคู่แข่งกับไทยได้ไม่ยาก ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะว่าเวียดนามเน้นเลี้ยงกุ้งกุลาดำเป็นจำนวนมากและทำผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนการผลิตในประเทศไทยคิดว่าในอนาคตกุ้งกุลาดำน่าจะกลับมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลมาจากเรื่องของราคาสูงทำให้เป็นแรงจูงใจในการผลิต
อย่างไรก็ตามประเทศเวียดนามก็ยังคงมีอุปสรรคซึ่งทำให้ผลผลิตในการเลี้ยงกุ้งตกต่ำ เห็นจะเป็นเรื่องของวาตภัย ทั้งพายุไต้ฝุ่น ดีเปรสชั่น ซึ่งยังคงสร้างความเสียให้เกษตรกรได้ไม่น้อย เนื่องจากเวียดนามเป็นทะเลเปิดจึงได้รับความเสียหายในแต่ละครั้งค่อนข้างรุนแรง และอุปสรรคอีกอย่างที่ประเทศเวียดนามต้องประสบคือโรคระบาด ทั้งทอร่าและโรคตัวแดงดวงขาวที่ยังเป็นปัญหาเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก
คิดใหม่ทำใหม่ กุ้งดำไทย
คุณสรรพ เสริมว่า การที่เกษตรกรไทยจะหันกลับมาเลี้ยงกุ้งกุลาดำกันอีกครั้ง สิ่งหนึ่งที่น่าที่จะต้องเตรียมตัวในการคิดใหม่ทำใหม่ คือเกษตรกรผู้ที่มีบ่อเก่าอยู่แล้วควรที่จะกลับมาทบทวน เรื่องของดินหรืออินทรีย์วัตถุที่มีอยู่ในดิน อย่างเช่น คนที่ซื้อบ้านมือสองสภาพบ้านมีการผุพัง สีลอก มีปลวก ก่อนที่จะเข้าไปอยู่ควรทำการปรับปรุงก่อนเข้าอยู่อาศัย การเลี้ยงกุ้งก็เช่นเดียวกัน เกษตรกรไทยควรจะเตรียมพร้อมในเรื่องนี้เป็นหลัก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อผลผลิตที่ออกมาจะได้คุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศต่อไป
"คนไทยเราเก่งอยู่แล้ว เพียงแค่ตั้งสติสักนิด คิดอย่างมีเหตุมีผล อย่าใช้ของตามกระแส และต้องฟังให้มาก คนไทยมักจะเอาความสำเร็จดั้งเดิมมาเป็นตัวตั้ง และทุกวันนี้มักคิดว่าตัวเองเป็นแชมป์ มันเหมือนกับการเล่นหมากรุก ที่ใช้แรงน้อยแต่ต้องคิดให้นานๆ การทำนากุ้งมันต้องใช้กำลังขา กำลังมือ กำลังสมอง คนที่เลี้ยงแล้วประสบความสำเร็จ คือคนที่เดินดูบ่อบ่อยๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ล้มหายตายจากไปไหน ดังคำสอนของท่านปัญญา นันทภิกขุ ที่ให้ถือศีล ๕ และสมาทานศีล โดยความนัยที่ท่านหมายถึงคือ คนเราต้องกลับไปอยู่ในฐานันดรเดิม เช่นว่าปัจจุบันคนที่มีรถมักจะเที่ยวไกลและมีการสั่งงานโดยโทรศัพท์มือถือ ก็ให้ลองกลับดูเองบ้างเพราะบ่อกุ้งมันต้องการความอบอุ่น ต้องการความรัก ต้องการการเอาใจใส่ดูแลจากเจ้าของบ่อ ถ้าท่านยังไม่ไว้ใจหรือถ่ายทอดงานให้พนักงานของท่านไม่ได้ ท่านก็ต้องลงไปดูในจุดนั้นด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด"คุณสรรพ์กล่าว

ข้อมูลจาก หนังสือ พิมพ์กุ้งไทย ฉบับที่ 43


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด