ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เคล็ดลับสู่ดวงดาว
ในการเลี้ยงกุ้งขาว

ทีมงานหนังสือพิมพ์กุ้งไทย ได้มีโอกาสไปร่วมงานวันกุ้งตราดครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 23 - 24 เมษายนที่ผ่านมา และได้ไปร่วมฟังการสัมมนาวิชาการในหัวข้อ "การเลี้ยงกุ้งขาวให้ประสบความสำเร็จ"
บรรยายโดย คุณสมภพ ขาวแจ้ง

เกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้งขาวของจังหวัดจันทบุรี ในโอกาสนี้จึงได้นำเนื้อหาที่น่าสนใจบางส่วนมาบอกกล่าวแก่ชาวกุ้งไทย เพื่อนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์อันจะเอื้อต่อการเลี้ยงกุ้งของพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งต่อไป

เทคนิคการเลือกลูกพันธุ์กุ้ง
คุณสมภพ กล่าวว่า ปัจจุบันเทคนิคการเลี้ยงกุ้งมีการพัฒนาไปมากตามลักษณะพื้นที่ของแต่ละแห่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่น่าห่วงขณะนี้คือ เกษตรกรกลับคำนึงเรื่องของจำนวนกุ้งที่ลงมากกว่าเรื่องอื่น เนื่องจากคิดว่า หากลงกุ้งมาก ก็จะได้กำไรมาก ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแล้วสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงน่าจะเป็นประสบการณ์ในการประสบความสำเร็จในการเลี้ยงมากกว่า ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นปัจจัยเดิมๆ อันได้แก่ การดูแลเอาใจใส่ในขั้นตอนการเตรียมบ่อ ขั้นตอนการเลี้ยง และขั้นตอนการจัดการภายในฟาร์ม และสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่จะเลี้ยงกุ้งขาวให้ประสบความสำเร็จได้ในเวลานี้ก็คือ การเลือกลูกพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน อันจะเป็นการสร้างมั่นใจลำดับแรกในการเลี้ยง ซึ่งปัจจุบันก็มีแฮชเชอรี่ต่างๆ ที่นำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวแวนนาไม ที่คัดมาจากสถาบันรโอไอของฮาวาย หรือสถาบันอื่นๆ ที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้มากมาย ทำให้ขณะนี้เกษตรกรมีตัวเลือกมากขึ้น
"เราจะลงกุ้งสัก 2 แสนตัว หรือ 5 แสนตัว/ไร่ ก็ไม่มีใครว่า แต่ต้องมีประสบการณ์ในการเลี้ยงกุ้งที่ประสบความสำเร็จมาก่อนด้วย ที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงกุ้งคือ ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี และได้ลูกพันธุ์ที่มีมาตรฐานปลอดเชื้อต่างๆ จากแฮชเชอรี่ที่นำเข้าพ่อแม่พันธุ์และลูกพันธุ์มาจากสถาบันที่ได้มาตรฐานเชื่อถือได้ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในขณะนี้ ทำให้เมื่อใช้ลูกกุ้งที่ได้มาตรฐานแล้ว เมื่อเลี้ยงครบ 70 วัน จะจับขายได้ไซซ์ 60ตัว/ก.ก.และเมื่อเลี้ยงได้ 60วัน จะได้ไซซ์ 65 ตัว/ก.ก.จากเดิมที่เลี้ยงได้ 60 วัน จะได้ไซซ์ 130-150 ตัว/ก.ก."

วางแผนให้สอดคล้องภาวะตลาด

คุณสมภพ กล่าวต่อไปว่า การเลี้ยงกุ้งในขณะนี้ เราจะต้องเน้นการเลือกลูกพันธุ์เป็นสิ่งสำคัญ จะเห็นได้จากในรอบการเลี้ยงในแต่ละปีที่ผ่านมา เกษตรกรในจังหวัดตราด ต่างประสบความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้งขาวถึง 90% ซึ่งถือว่าค่อนข้างดีมาก ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากประสบการณ์และเทคนิคต่างๆ ที่มีหลากหลาย แต่หัวใจสำคัญที่แท้จริงของการประสบความสำเร็จดังกล่าวก็คือ การได้ลูกพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน
นอกจากนั้นหากซื้อลูกพันธุ์กุ้งที่ไม่ได้มาตรฐานราคาถูก ตกตัวละ 2-4 สตางค์ แล้วนำมาเลี้ยงได้ 4-6เดือน ได้ขนาดไซซ์ 120-150 ตัว/ก.ก. ก็อาจกลายเป็นปัญหา ทำให้ขาดทุนในการเลี้ยงครอปนั้นได้ ฉะนั้นในรอบการเลี้ยงที่จะถึงในช่วงเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคมที่จะถึงนี้ เราจะต้องมีการวางแผนการจัดการ และกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสภาวะตลาด ว่าช่วงไหนเลี้ยงแล้วขาดทุน ช่วงไหนเลี้ยงแล้วได้กำไร ไม่ใช่คำนึงถึงแต่จำนวนมากเข้าไว้ แต่พอจับกลับขาดทุน

แนะเทคนิคการลงกุ้งตามสภาพดิน
คุณสมภพ กล่าวต่อไปอีกว่า ในปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ ล้วนแต่มีความรู้ และเป็นนักวิชาการกันทุกคน ซึ่งแต่ละคนจะรู้ว่าบ่อของตัวเองเป็นอย่างไร สามารถรองรับลูกกุ้งได้ในปริมาณใด และน่าจะปล่อยลูกกุ้งได้เท่าไร ยกตัวอย่างว่า หากบ่อไหนดินเป็นดินยุ่ยง่าย ละลายง่าย คือเป็นดินทรายแป้งหรือดินเหนียว เราก็สามารถปล่อยลูกกุ้งที่ 80,000 ตัว/ไร่ ซึ่งในที่นี้หลายท่านคงคิดว่าปล่อยน้อยเกินไป แต่ความจริงแล้วการปล่อยลูกกุ้งที่ 80,000 ตัว/ไร่ ในสภาพดินที่ละลายง่าย ยุ้ยง่าย จะเอื้อต่อการทำไซซ์ใหญ่ ในขณะที่บ่อที่เป็นดินลูกรัง ดินแข็ง เราจะสามารถปล่อยได้ถึง 2-3 แสนตัว/ไร่ ซึ่งก็พอสรุปได้ว่า ในการปล่อยกุ้ง เรายึดสภาพของพื้นบ่อของเราเป็นเกณฑ์
"สมมติว่าเรามีบ่อทั้งหมด 20 บ่อ เราจะเอาเกณฑ์ของคนขายลูกกุ้ง มาเป็นใช้ในการลงลูกกุ้งในบ่อของเราไม่ได้ทุกบ่อ ผมเคยทำตามวิธีที่คนขายกุ้งบอกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว คือปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยง 10 บ่อ ตามวิธีการเลี้ยงที่ของคนขายกุ้ง แต่ผลที่ออกมาคือตายไป 9 บ่อ หลังจากนั้นผมก็ปรับวิธีการเลี้ยง และศึกษาเทคนิคเพิ่มเติม จนกระทั่งมีการปล่อยลูกกุ้งตามสภาพบ่อ ลองเลี้ยงตามวิธีการจัดการของเรา และตามวิธีการเลี้ยงที่เราได้ศึกษามา จากนั้นการเลี้ยงก็ดีขึ้นมาตามลำดับ"

ปล่อยหนาแล้วพาเชี่ยลกำไรงาม
นอกจากนี้ การปล่อยกุ้งก็ควรมีการวางแผน และขั้นตอนการปล่อยให้ได้กำไรในวันข้างหน้า ซึ่งวิธีการลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดก็คือ การปล่อยตามฤดูกาล โดยหากเป็นกุ้งขาว เมื่อปล่อยกุ้งแล้วต้องการทำการพาเชี่ยล ก็ควรปล่อยกุ้งจำนวน 1.5 แสนตัว/ไร่ แต่หากเรามีประสบการณ์อยู่แล้ว และต้องการพาเชี่ยล 2-3 ครั้ง เราสามารถปล่อยได้ถึง 2-3 แสนตัว/ไร่ โดยเมื่อเลี้ยงไปได้ 70 วัน จะได้ไซซ์ 80 ตัว/ก.ก.ราคาตกประมาณ ก.ก.ละ100 บาท เราก็ทำการพาเชี่ยลออกประมาณ 30% และที่เหลือเราก็เลี้ยงไปจนได้ไซซ์ 40-45 ตัว/ก.ก.ก็จะได้ราคาอยู่ที่ 200 บาท เราก็มีกำไรจากการเลี้ยง
คุณสมภพ กล่าวอีกว่า จากการที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับกุ้งมาพอสมควร ทำให้ทราบว่ากุ้งขาวใช้ปริมาณออกซิเจนมากกว่ากุ้งดำถึงเท่าตัว ฉะนั้นคนที่เคยเลี้ยงกุ้งดำ โดยใช้เครี่องตีน้ำเพียงแค่ 4 ตัว แต่เมื่อเลี้ยงกุ้งขาวต้องเพิ่มเครื่องตีน้ำอีกเป็นเท่าตัว นอกจากนั้นกุ้งขาวยังชอบที่จะอยู่ในชั้นน้ำ มากกว่าจะอยู่ที่พื้นก้นบ่อ จึงเป็นข้อดีที่เราสามารถปล่อยกุ้งขาวในปริมาณที่มากกว่ากุ้งดำที่ชอบอยู่พื้นก้นบ่อ

น้ำต้องนิ่ง ค่าฮาร์ดเนตต้องคงที่
สำหรับวิธีการในการนำน้ำเข้าบ่อ คุณสมภพ กล่าวว่า เมื่อเอาน้ำเข้าต้องมีการทรีทน้ำที่ดี และต้องมีการกำจัดพาหะกับน้ำที่สูบเข้ามาก่อน อย่างที่ฟาร์มนี้ตนจะสูบน้ำจากแหล่งธรรมชาติมาไว้ที่บ่อพัก และจะเริ่มขั้นตอนการทรีทน้ำ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพื่อต้องการทำน้ำให้นิ่ง จากนั้นก่อนปล่อยกุ้งก็จะทำน้ำให้นิ่งโดยจะไม่เน้นเรื่องสีอะไร แต่จะเน้นที่น้ำจะต้องมีความโปร่งใส่ไม่เกิน 30 ซ.ม. ค่าพีเอช จะอยู่ที่ 7.7-8.3 ค่าอัลคาไลน์จะไม่เกิน 80 ค่าฮาร์ดเนตไม่เกิน 4,000 แต่ถ้าเลี้ยงกุ้งขาวในน้ำจืดค่าฮาร์ดเนตจะต่ำกว่า 4,000 จึงควรเติมดีเกลือ หรือยิปซั่มลงไปในบ่อ เพื่อให้ค่าฮาร์ดเนตมีค่าคงที่อยู่เสมอ เพราะหากค่าฮาร์ดเนตต่ำ จะส่งผลให้เมื่อเลี้ยงไปได้ระยะหนึ่ง กุ้งจะเริ่มเป็นตะคริวได้ง่าย ทำให้ตัวหงิกงอ และอาจเกิดเป็นโรคทอร่าตามา

เผยเคล็ดลับพิชิตทอร่า
คุณสมภพ กล่าวต่อไปอีกว่า ในการเลี้ยงกุ้งแบบหนาแน่นมาก กุ้งจะเกิดสภาวะความเครียดอยู่ด้วยกัน 2 ช่วง คือ ช่วงแรกจะเกิดเมื่อเลี้ยงกุ้งได้ประมาณ 25-30วัน ซึ่งกุ้งจะเริ่มตายกันมาก แต่ถ้าได้สายพันธุ์ที่ดีอัตราการตายในช่วงแรกจะอยู่ที่ 10-15% แต่เลี้ยงแล้วก็ยังสามารถมีกำไรได้ แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์ไม่ดีการตายในช่วงนี้จะสูงถึง 50% ส่วนการให้อาหารในช่วงนี้ อาจให้อาหารตามโปรแกรมการเลี้ยงไปจนถึง 20 วัน จนสามารถเช็คยอได้แล้ว ก็จะเปลี่ยนการให้อาหารตามการเช็คยอ
ช่วงที่สอง จะเป็นช่วงที่กุ้งเริ่มป่วย หลังจากเลี้ยงมาได้ 50 - 55 วัน คือเป็นช่วงที่น้ำเริ่มเค็มมาก กุ้งจะเริ่มมีอาการเครียดเกิดขึ้น ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำจะมีปริมาณน้อยลง กุ้งก็จะเริ่มตายเป็นครั้งที่ 2 และหากเกิดน้ำเริ่มเปลี่ยน น้ำเริ่มดรอป และเกิดโรคทอร่าขึ้นมา จะเกิดปัญหามากขึ้น ฉะนั้นเราจะต้องมีการวางแผนที่ดี ให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะช่วยได้ในขั้นตอนนี้

สำหรับการแก้ปัญหาเบื้องต้นหากเกิดโรคในกุ้
ง คุณสมภพ กล่าวว่า เมื่อเลี้ยงกุ้งไปแล้ว 25 วัน อาจเกิดโรคทอร่าและมีการตายเกิดขึ้นได้ โดยจะสังเกตได้จากกุ้งจะเริ่มว่ายเกาะขอบบ่อมากขึ้น ซึ่งเราสามารถแก้ปัญหาได้ในเบื้องต้น คือให้สังเกตดูที่ตัวกุ้ง ว่าจะมีการลอกคราบหรือไม่ สีสันตามลำตัวมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อาหารยังกินอยู่ตามปกติหรือไม่ และให้ดูว่ามีการลอยตายในช่วง 3-4 โมงเย็นหรือไม่ ถ้ามีอาการที่กล่าวมาให้หยุดให้อาหารทั้งหมดประมาณ 3-5 วัน หรืออาจลดอาหารให้เหลือประมาณ 80% โดยจากที่เคยให้กิน 4 มื้อ ก็เหลือแค่ 2 มื้อ เคยให้กินวันละ 100 ก.ก. ก็ให้เหลือ 5 ก.ก./มื้อ แต่จะให้ผลดีควรงดอาหารทั้งหมด แล้วตีน้ำเพียงอย่างเดียว จากนั้นลงแร่ธาตุพวกแมกนีเซียม ดีเกลือ และยิปซั่ม ที่สำคัญจะไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ แต่ให้ลงแมกนีเซียม 3 ช่วงๆ ละ 5 ก.ก./ไร่ คือช่วงเช้าประมาณ 9.00 น.ช่วงบ่าย 14.00 น. และในช่วงค่ำ 20.00 น ไปจนครบ 3 วัน ในขณะเดียวกันต้องตีน้ำควบคู่กันไปตลอดจนครบ 7 วัน จากนั้นหากไม่พบกุ้งตายอีก ก็เริ่มให้อาหารได้ตามปกติ
เติมแร่ธาตุในอัตรา 10:1 ตลอดการเลี้ยง
นอกจากนี้การเลี้ยงแบบหนาแน่นตามหลักนักวิชาการ ควรมีการเสริมแร่ธาตุที่เหมาะสมเข้าไปด้วย โดยให้ใช้ในอัตราส่วน 10:1 เช่น หากเราให้อาหารมื้อละ 10 ก.ก. ก็ต้องเสริมแร่ธาตุ 1 ก.ก. ส่วนถ้าเกิดปัญหาน้ำทึบ เราก็ใส่แร่ธาตุในช่วงเวลา 09.00 - 10.00 น. ทุกวัน

"ผมไม่อยากให้คิดว่า น้ำที่มีความเค็ม 45 แร่ธาตุในน้ำต้องเพียงพอเสมอไป แต่บางครั้งในสภาพความเป็นจริง มีการดูดซับแร่ธาตุไปใช้พอสมควรแล้ว และยิ่งกุ้งที่ปล่อยแน่น ก็จะเข้าไปใช้แร่ธาตุมาก ในเวลาเพียง 1 เดือน แร่ธาตุก็ถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องลงแมกนีเซียมและแคลเซียม ให้เหมาะสมกับสภาวะของพื้นบ่อ และความเป็นจริงมากที่สุด เราจึงจะสามารถเลี้ยงกุ้งได้ดี และพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่"
คุณสมภพ กล่าวทิ้งท้ายว่า "ที่ผ่านมาผมทราบว่าเกษตรกรทุกท่านมีฝีมือ มีประสบการณ์ แต่รอบนี้ ณ เวลานี้ ราคากุ้งขาวไซซ์เล็กเริ่มลดลงอย่างน่าใจหาย และราคาน้ำมันก็แพงขึ้นด้วย ต้นทุนจึงต้องสูงขึ้นตาม เพราะฉะนั้นถ้าได้ลูกพันธุ์ที่ไม่ดีแล้ว เลี้ยง 4เดือน มีปัญหาขาดทุนแน่ ต้นทุนเรา 80 บาท/กก. แต่เราขาย 100 ตัวในราคา 80 บาท ก็เท่ากับว่าเราขาดทุน ดั้งนั้นเราควรมีการวางแผนการจัดการให้ดี และมีการเลือกลูกกุ้งที่ได้มาตรฐาน จากโรงเพาะที่ไว้วางใจได้ เราก็สามารถที่จะได้กำไร และประสบความสำเร็จในอาชีพการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งหากเกษตรกรท่านใดมีปัญหาในการเลี้ยง ก็สามารถขอปรึกษาได้ที่ โทร.09-8041148 ในเวลาราชการเท่านั้น"

ข้อมูลจาก หนังสือ พิมพ์กุ้งไทย ฉบับที่ 43


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด