ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ส.แช่เยือกแข็งไทย
แนะทางแก้ปัญหากุ้ง


เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ได้มีโอกาสเข้าพบ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้นำปัญหาของอุตสหกรรมกุ้งไทยโดยเฉพาะปัญหาการส่งออกและปัญหาเรื่องราคาตกต่ำ พร้อมกับเสนอแนวทางแก้ปัญหาของอุตสาหกรรมกุ้งให้ รมว.เกษตรฯ พิจารณา โดยเนื้อหาเอกสารดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้
สืบเนื่องจากปัญหาการชะลอการส่งออกกุ้งแช่แข็งไปยังตลาดหลัก คือ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่ประเทศไทยใช้เป็นฐานในการส่งออกมากว่า 50% ของผลผลิต ทั้งนี้เนื่องจากการกำหนดมาตรการภายหลังการกำหนดอัตราภาษีเอดี รวมถึงราคาขายในตลาดสหรัฐฯ ที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยทั้งระบบทำให้เกิดปัญหาการร้องเรียนของเกษตรกรเรื่องผลผลิตกุ้งราคาตกต่ำ จนทำให้ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเข้ามาใช้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงระยะเวลาอันสั้นไปก่อน โดยการเปิดโครงการรับจำนำกุ้งของกรมการค้าภายใน การจัดคณะซื้อจากประเทศต่างๆ รวม 7 ประเทศ เข้ามาเจรจาซื้อขายกับสมาชิกสมาคมฯ ของกรมส่งเสริมการส่งออก รวมถึงการประสานงานภายในของกรมการค้าต่างประเทศที่จะผลักดันในเรื่องการทบทวนสถานการณ์เปลี่ยนแปลง (Change Circumstance Review) ของสหรัฐฯ และเร่งการคืน จีเอสพี สินค้าประมง ของสหภาพยุโรป รวมถึงการจัดให้มีการซื้อขายตรงระหว่างผู้เลี้ยงและผู้ส่งออก
สมาคมฯ ในฐานะตัวแทนภาคผู้ผลิตและผู้ส่งออก ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกุ้งกว่า 100 รายต้องขอขอบคุณภาครัฐเป็นอย่างยิ่งในการกำหนดมาตรการช่วยเหลือเพื่อเป็นการผ่อนคลายปัญหาในระยะสั้นไปแล้วระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดีสมาคมตระหนักดีว่าวิกฎตการณ์ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งหากมิได้มีการแก้ไขปัญหาให้ตรงประเด็นและครบวงจรแล้วอาจทำให้อุตสาหกรรมนี้ต้องสูญเสียความเป็นผู้นำในตลาดโลกไป

ดังนั้นสมาคมจึงขอเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาของอุตสาหกรรมกุ้ง ดังนี้
" แนวทางแก้ไขปัญหาระยะสั้น


1.สนับสนุนการจัดทำ Road Map ของกรมประมงโดยขอให้มีการปรับปรุงในรายละเอียดให้ใช้การตลาดนำการผลิต ให้มีการปรับปรุงรายละเอียดให้สอดคล้องกับการตลาดโดยเฉพาะเรื่องต้นทุนกุ้งและราคา การกำหนด "ค่าการส่งเสริมการตลาด" ให้กับบริษัทที่ส่งสินค้ากุ้งไปต่างประเทศทุกบริษัทและการตั้งคณะทำงานเพื่อทบทวน Road Map เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง
2.การจัดทำโครงการรับจำนำกุ้งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของเกษตรกร แต่ในเรื่องการกำหนดราคารับจำนำนอกเหนือจากจะต้องศึกษาราคาต้นทุนการเลี้ยงของเกษตรกรตามความเป็นจริงแล้ว ขอให้มีการศึกษาราคาขายในประเทศผู้ซื้อและราคาวัตถุดิบของประเทศคู่แข่งขันรวมถึงปัจจัยอื่นๆ ด้วย เพราะราคาเป็นตัวบิดเบือนกลไกการตลาด หากมีการรับจำนำในราคาสูงเกินไปจะทำให้ผู้ส่งออกขายสินค้าได้ยากขึ้น เกษตรกรไม่มาไถ่ถอนสินค้าคืน ทำให้รัฐต้องเก็บสต๊อกในระยะยาว สินค้าเสื่อมสภาพและรัฐต้องสูญเสียเงินตราในที่สุด
3.ขอให้มีการพิจารณาจัดหาแหล่งเงินเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมการผลิตให้มีเงินหมุนเวียนเพราะจากปัญหาการที่ผู้ส่งออกต้องพยายามเปิดบริษัทเป็นผู้นำเข้าสหรัฐอเมริกา การชำระภาษีด้วยเงินสดเป็นตู้ๆ (Cash Bonds) และการต้องวางเงินค้ำประกัน (Contionuous Bonds) สูงทำให้ผู้ประกอบการขาดเงินหมุนเวียนในธุรกิจ และการที่รัฐนำธนาคารของรัฐเข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุนในเรื่องการค้ำประกันเป็นเรื่องที่ดีจึงขอให้มีการสนับสนุนในระยะยาวและมีความต่อเนื่อง
4.มาตราการควบคุมการนำเข้าสารเคมีและการใช้สารเคมีในกุ้ง เช่น Oxytetracyclinem ,Oxolinic Acid, Chloramphenical, Nitrofuran เป็นต้น ควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่เกษตรกรควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาสารตกค้างจากยาปฏิชีวนะจากกุ้ง
5.ดำเนินโครงการในการสร้างระบบย้อนกลับ (Traceability) อย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น การลงทะเบียนฟาร์มอย่างต่อเนื่อง การจัดทำหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (Aquatic Animal Movement หรือ Movement Document) รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการบริโภคกุ้งของไทย และยังสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการวางแผนในการส่งเสริมและพัฒนาในระยะยาวต่อไป
6.ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับปรุงระบบฟาร์มให้เป็นไปตามระบบเพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพ มีมาตรฐานถูกสุขอนามัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยการสร้างแรงจูงใจด้านการเงินหรือการลงทุนแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เป็นต้น และในระยะต่อไปควรขยายให้ครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงเพาะฟัก ผู้รวบรวมกุ้ง ผู้รับจ้างจับกุ้ง ผู้แปรรูปเบื้องต้น เป็นต้น
7.ส่งเสริมให้เกิดการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ (Cost Effectiveness) ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยง (Productivity) ให้กับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด (Stakeholders) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
7.1 มาตรการในด้าน Cost Effectiveness เป็นการลดต้นทุนในการผลิตให้ต่ำลงควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบโลจิสดิกส์ การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุน การสนับสนุนอาหารเลี้ยงกุ้งคุณภาพสูงและราคาต่ำให้กับเกษตรกร เป็นต้น
7.2 มาตรการในด้าน Productivity เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการเพาะเลี้ยงและผลิตเพื่อเพิ่มอัตราผลผลิต (Yield) และลดอัตราสูญเสีย (Loss) โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาสนับสนุนโดยการถ่ายทอดความรู้และแนะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เหมาะสม
8.ผลักดันให้มีการแข่งขันเพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิตตั้งแต่ ลูกกุ้ง อาหารกุ้ง และเคมีภัณฑ์หรือภาครัฐรับไปดำเนินการเอง
9.ผลักดันให้มีการสร้างตลาดภายในประเทศเพื่อเป็นการระบายผลิตผลและเป็นการสร้างตลาดใหม่

" แนวทางแก้ไขปัญหาระยะกลาง
1.พิจารณาให้มีการซื้อขายกุ้งในตลาดซื้อขายล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงของภาครัฐและภาคเอกชน
2.ในด้านการตลาดขอให้ใช้กลของรัฐในการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถทำตลาดในเชิงลึกที่คู่แข่งขันรายอื่นไม่อาจทำได้ สนับสนุนงบประมาณในการขยายตลาด เช่น การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การทำ Road Show เป็นต้น
3.ด้านบุคคลากร
3.1 การขาดแคลนแรงงาน ในปัจจุบันไทยไม่นิยมทำงานในโรงงานเพราะงานหนักควรมีการพิจารณาและอนุญาตให้นำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรม และออกมาตรการให้มีการเสียภาษีเงินได้และประกันสังคมเช่นเดียวกับแรงงานไทย

ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กุ้งไทย ฉบับที่ 47


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด