ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ลี้ยงกุ้งแบบชีวภาพ
ปลอดภัยไร้กังวล

ฟาร์มบ้านสร้าง เลี้ยงแนวกุ้งด้วยวิธีชีวภาพ ไม่ใช้สารเคมีตั้งแต่เตรียมบ่อจนถึงจับขาย หลังจากประสบปัญหาการเลี้ยงแบบเก่าแล้วล้มเหลว จนแสวงแนวทางเลี้ยงแบบใหม่ ถึงไม่ได้กำไรมากแต่ก็ทำให้อยู่ได้แบบสบายๆ
คุณสายัญห์ มั่งมี ฟาร์มตั่งอยู่ที่ 61 ม.2 ต.บางพลวง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ได้ย้อนอดีตให้ทีมงานฟังว่า เมื่อก่อนได้ประกอบอาชีพการทำนา มาตั้งแต่สมัยปู่ยาตายายสืบต่อกันมา จากนั้นเริ่มให้ความสนใจในการเลี้ยงกุ้งมากขึ้น เพราะคนเลี้ยงกุ้งสมัยนั้นเลี้ยงกุ้งขายแล้วได้กำไรมาก จึงเริ่มหันมาเลี้ยงกุ้งกุลาดำเมื่อปี 2538 เริ่มจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาก่อน การเลี้ยงช่วงแรกอาศัยการลองผิดลองถูก และอาศัยการศึกษาจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งท่านอื่นมาช่วยแนะนำวิธีการเลี้ยง การจัดการฟาร์มให้ ในการเลี้ยงกุ้งช่วงแรกๆ ยังเลี้ยงได้ไซซ์ประมาณ 45-50 ตัว/กก. แต่ต่อมาเริ่มประสบปัญหาในการเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น ทั้ง โรคตัวแดงดวงขาว โรคหัวเหลือง และในบางครั้งเกิดปัญหาเลี้ยงแล้วกุ้งไม่โต มีการแตกไซซ์ เมื่อมีกระแสกุ้งขาวเข้าก็เริ่มหันมาเลี้ยงกุ้งขาวกับเขาบ้าง ช่วงแรกผลผลิตก็ออกมาดีไม่มีปัญหา เลี้ยงเรื่อยมาได้ไม่กี่ครอปปัญหาต่างๆ ก็สุ่มเข้ามาอีกคำรบ เรียกว่าจะเลี้ยงกุ้งอะไรก็มีปัญหาทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นกุ้งขาวหรือว่ากุ้งกุลาดำ จนบางครั้งก็คิดท้อกับอาชีพนี้เหมือนกัน
จนได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาการเลี้ยงกุ้งแบบชีวภาพที่จังหวัดชลบุรี โดยทาง ธ.ก.ส. พาไปดูงาน เมื่อไปดูการเลี้ยงที่ชลบุรีเขาเลี้ยงกันแบบชีวภาพไม่ใช้สารเคมี มีการรวมกลุ่มหาแนวทางการเลี้ยง เมื่อมีปัญหาอะไรก็มาปรึกษากัน ทางเราก็มาคุยกันว่าน่าจะมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มคนเลี้ยงกุ้ง บ้านสร้างดูบ้าง และก็มีการจัดตั้งกลุ่ม เกษตรชีวภาพ อ.บ้านสร้าง ที่เห็นกันในปัจจุบัน

" การเตรียมบ่อแบบชีวภาพ
คุณสายัญห์ เล่าว่า หลังจากจับกุ้งขายแล้วจะเริ่มทำการตากบ่อ ในการตากบ่อจะไม่นำเลนออก เพราะเนื้อเลนมีคุณสมบัติในการเคลือบหน้าดิน แถมยังมีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันการเกิดสนิมเหล็ก เพียงแต่ให้ปรับหน้าดินให้เสมอกันทั้งบ่อ ต่อจากนั้นจะทำการตรวจวัดค่าพีเอชในดิน โดยตรวจจากดินที่อยู่ใต้พื้นบ่อลึกลงไปประมาณ 15 เซนติเมตร แล้วถึงทำการปรับสภาพหน้าดิน เราจะใช้ผลการตรวจมาเป็นตัวกำหนดว่าจะใช้น้ำหมัก ใช้ปุ๋ยชีวภาพในอัตราเท่าใด หลังจากตรวจสอบสภาพพื้นบ่อถ้าได้ค่าพีเอช 5.8 จะมีการกำหนดอัตราการใช้น้ำหมักกับปุ๋ยชีวภาพดังนี้ เริ่มแรกนำน้ำหมักชีวภาพมาใช้ฉีดเลน ในอัตรา 20 ลิตร/ไร่ นำมาผสมกับน้ำในอัตรา น้ำหมัก 1 ลิตร/น้ำ 50 ลิตร ฉีดให้ทั่วทั้งบ่อ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคภายในบ่อเลี้ยง เมื่อฉีดน้ำหมักเป็นที่เรียบร้อยให้ทิ้งไว้ 3 วัน จากนั้นให้นำปุ๋ยชีวภาพมาใช้ในการปรับสภาพหน้าดินพื้นบ่อ ในอัตรา 225 กก./บ่อขนาด 2 ไร่ นำมาหว่านให้ทั่วทั้งบ่อ เพื่อเป็นการปรับสภาพพื้นบ่อและยังเป็นตัวช่วยในการปรับค่าพีเอชอีกด้วย จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการเตรียมน้ำ

" ทำสีน้ำด้วยปุ๋ยชีวภาพ
คุณสายัญห์ เล่าต่อไปว่า ที่ฟาร์มจะใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เมื่อดึงขึ้นมาจะนำมาพักไว้ที่บ่อพักน้ำ จากนั้นให้ตรวจสอบคุณภาพน้ำ โดยใช้เครื่องตรวจสอบวัดค่าในน้ำ การวัดค่าจะมีการกำหนดค่าพีเอชต้องอยู่ที่ 7-9 ค่าอัลคาไลน์ ไนไตรท์ แอมโมเนีย ต้องอยู่ในระดับสมดุลย์ ต่อจากนั้นให้นำน้ำหมักชีวภาพมาเป็นตัวปรับค่าพีเอช ในปริมาณ 4-8 ลิตร /ไร่ และให้สังเกตน้ำที่ดึงเข้ามาว่ามีพาหะติดขึ้นมาหรือไม่ หากพบให้นำกากชามาใส่ในปริมาณ 5 กก./บ่อ จากนั้นให้ปล่อยน้ำเข้าบ่อเลี้ยง โดยกำหนดความสูงไว้ที่ 1 เมตร ส่วนระดับความเค็มในน้ำจะปรับตามแฮชเชอรี่ที่ทำลูกกุ้งให้ ส่วนมากจะมีค่าความเค็มที่ 10 พีพีที เราก็จะต้องมีการปรับน้ำที่ใช้เลี้ยงให้อยู่ที่ 10 พีพีทีเช่นกัน โดยนำน้ำเค็มที่มีค่าความเค็ม 3 พีพีที จำนวน 3,000 ลิตร นำมาผสมกับน้ำแล้วเติมลงในบ่อเลี้ยงให้ได้ระดับความสูง 1.5 เมตร ต่อจากนั้นให้เริ่มทำสีน้ำ
การทำสีน้ำที่ฟาร์มจะใช้เวลาทำประมาณ 15 วัน ใน 15 วันนี้ จะทำการเปิดเครื่องตีน้ำพร้อมกับใส่ปุ๋ยชีวภาพกับน้ำหมักในปริมาณ น้ำหมักชีวภาพ 20 ลิตร/ปุ๋ยหมัก 120 กก. ในการใส่น้ำหมักและปุ๋ยหมักกลุ่มเราจะไม่มีการกำหนดว่าในแต่ละวันจะใส่เท่าไร แต่เราจะทยอยใส่แล้วดูว่าสีน้ำขึ้นหรือไม่ หากสีน้ำยังไม่ขึ้นภายใน 15 วัน ก็จะนำปุ๋ยชีวภาพมาใส่เพิ่มในอัตรา 30 กก./ไร่ แล้วเปิดเครื่องตีน้ำต่อไปอีก ในการเปิดเครื่องตีน้ำที่ฟาร์มจะกำหนดไว้วันละ 2-3 ชั่วโมง/วัน ส่วนมากจะเปิดในช่วงบ่าย สำหรับประโยชน์จากการทำสีน้ำด้วยปุ๋ยชีวภาพกับน้ำหมักชีวภาพนั้น จะทำให้มีสัตว์หน้าดินเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะปุ๋ยชีวภาพมีส่วนผสมของมูลสัตว์ จึงเป็นตัวช่วยในการสร้างสัตว์หน้าดินภายในบ่อเลี้ยงไปด้วย

" การเลือกลูกพันธุ์
คุณสายัญห์ กล่าวว่า การเลือกลูกพันธุ์ของที่ฟาร์ม ตนจะไปดูที่แฮชเชอรี่เองในบางครั้ง การดูลูกกุ้งก็จะเน้นที่ความแข็งแรงเป็นหลัก โดยนำลูกพันธุ์ที่เลือกไว้นำมาใส่กะละมัง จากนั้นใช้มื้อกวนน้ำให้น้ำวนด้วยระดับความเร็วพอประมาณ ลูกกุ้งที่แข็งแรงจริง จะว่ายทวนน้ำ ส่วนตัวที่อ่อนแอจะถูกน้ำพัดไปรวมอยู่ตรงกลางกะละมัง ในการซื้อลูกกุ้งแต่ครั้งเราจะอาศัยความเชื่อใจกันระหว่างคนเลี้ยงกับแฮชเชอรี่ ในการสั่งลูกพันธุ์มาเลี้ยงในแต่ละครอป จะสั่งมาเฉพาะที่เลี้ยงจริง เช่น ขนาดบ่อ 2 ไร่ ลงลูกกุ้ง 70,000 ตัว/บ่อ ก็เพียงพอแล้วจะ ไม่สั่งเกิน เพราะถ้าสั่งเกินจะทำให้ความสามารถในการเลี้ยงของเรารับไม่ไว้ และสภาพภายในบ่อที่เตรียมไว้ก็รับไม่ได้เหมือนกัน จึงต้องมีการกำหนดการสั่งลูกกุ้งที่จะนำมาเลี้ยง และดูความสามารถในการเลี้ยงของตนเองเป็นหลัก

" ให้อาหาร 2 มื้อถึงจับ
คุณสายัญห์ กล่าวต่อไปว่า เมื่อลูกกุ้งมาถึงฟาร์มจะทำการปรับอุณหภูมิก่อนการปล่อย ด้วยการแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อเป็นการปรับอุณหภูมิภายในถุงให้เท่ากับอุณหภูมิภายในบ่อเลี้ยง จากนั้นให้ทำการปล่อยลูกกุ้งลงบ่อเลี้ยง ในอัตรา 70,000 ตัว/บ่อ ลูกกุ้งที่ปล่อยจะมีขนาดพี 15 เมื่อปล่อยลงเลี้ยงในวันแรกจะไม่มีการให้อาหาร แต่จะเน้นให้กุ้งกินสัตว์หน้าดินหรือสิ่งมีชีวิตภายในบ่อก่อน เพราะกุ้งโดยธรรมชาติมักชอบกินสิ่งที่เคลื่อนที่ได้ อย่างอาหารสำเร็จรูปพอให้ลงไปเม็ดอาหารจะจมน้ำเสียประโยชน์เปล่าๆ ส่วนการให้อาหารจะดูที่อาการของกุ้งเป็นหลักว่า กุ้งมีอาการล่องเพื่อหาอาหารหรือไม่ ถ้ามีการล่องก็นำอาหารลองหว่านดู ถ้าหากกุ้งเริ่มกินอาหารก็แสดงว่า อาหารธรรมชาติในบ่อเหลือน้อย เราก็จะเริ่มการให้อาหารในปริมาณ อาหาร 1 กก./ มื้อ/บ่อ จะให้อาหารวันละ 2 มื้อ ส่วนอาหารที่ใช้เลี้ยงจะเริ่มตั้งแต่เบอร์ 2 และจะปรับเบอร์อาหารไปถึงเบอร์ 4 เราจะให้อาหารวันละ 2 มื้อ จนถึงจับขาย
ส่วนการปรับอาหารจะอยู่ที่การเช็คยอเป็นหลัก เพราะการปรับเพิ่มหรือปรับลดต้องอาศัยการเช็คยอมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดการให้ในแต่ละมื้อ การเช็คยอจะเริ่มเช็คเมื่อเลี้ยงไปแล้ว 1 เดือน โดยเริ่มการเช็คยอ ด้วยอาหารในยอ 1 กรัม/อาหาร 1 กก./ เวลาเช็คยอ 3 ชั่วโมง การเพิ่มอาหารจะเพิ่มตามสัดส่วนที่กุ้งกินอาหารในยอ ถ้าอาหารในยอหมดจะทำการเพิ่มอาหารครั้งละ ครึ่งกก.
ส่วนอาหารที่ใช้ในการเช็คยอจะปรับเพิ่มครั้งละ 1 กรัม /เดือน และทำการเลี้ยงแบบนี้เรื่อยมาจนกุ้งอายุได้ 4 เดือน อาหารในยอจะมาหยุดที่ 5 กรัม สำหรับใช้ในการเช็คยอ ในการปรับลดอาหารจะลดอาหารครั้งละครึ่งกก./มื้อ บางครั้งเมื่อฝนตกอากาศปิดจะงดการให้อาหารในมื้อนั้น แต่จะทำการตีน้ำแทนการให้อาหารจนกว่าอากาศจะโปร่ง ถึงจะเริ่มให้อาหารในมื้อต่อไป
" เลี้ยงแบบบางไม่ต้องเสียค่าตีน้ำมาก
คุณสายัญห์ กล่าวต่อไปอีกว่า การตีน้ำที่ฟาร์มจะอาศัยการตรวจเช็คค่าออกซิเจนในน้ำ ทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น จะไม่เปิดเครื่องตีน้ำทั้งวัน เพราะที่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งแบบปล่อยบาง จึงไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องตลอดทั้งวัน การเปิดเครื่องตีน้ำที่ฟาร์มจะเปิดเพียงวันละครั้งในช่วงบ่าย โดยเปิดทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง /1 วัน บางครั้งในระหว่างเลี้ยงอาจใช้น้ำหมักชีวภาพใส่บ้าง โดยจะใส่ช่วงวันโกน เพื่อเป็นตัวช่วยให้กุ้งจะลอกคราบได้ง่าย และจะใส่เช่นนี้ทุกๆ 7 วัน ตลอดการเลี้ยง

" สมุนไพรแก้โรค
คุณสายัญห์ เล่าต่อไปอีกว่า การถ่ายน้ำจะดูที่สีน้ำเป็นหลัก หากสีน้ำเข้มมากจะให้ถ่ายออกในปริมาณ 10 เซนติเมตร และนำน้ำเข้าในปริมาณเดียวกันกลับที่ถ่ายออก นอกจากนี้ระหว่างเลี้ยงถ้าหากเกิดโรคขี้ขาว ให้นำใบฝรั่งตากแห้งที่บดละเอียด 5 กรัม มาผสมกับน้ำประมาณครึ่งขัน นำไปคลุกเคล้ากับอาหาร 1 กก. แล้วนำไปหว่านให้กุ้งกินตามปกติ
คุณสายัญห์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทุกคนว่า การเลี้ยงกุ้งไม่ควรโลภมาก ควรปล่อยกุ้งให้บางลง และพยามตั้งใจเลี้ยงให้รอด เพราะช่วงนี้ราคากุ้งตกต่ำ แถมราคาน้ำมันก็แพง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงมากขึ้น เราจึงต้องหันมาเอาใจวิธีการเลี้ยงให้มากกว่าเดิม และถ้าเกษตรกรท่านใดสนใจในการเลี้ยงแบบชีวภาพ สามารถโทรศัพท์มาปรึกษากันได้ที่ โทร.01-6584476

ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กุ้งไทย ฉบับที่ 47


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด