ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เยือนแฮชเชอรี่ก้ามกราม
GAPแห่งแรกของเมืองไทย


เมื่อกล่าวถึงจังหวัดราชบุรี คนส่วนใหญ่ก็ต้องนึกถึงโอ่งมังกรลายงามที่เป็นของคู่บ้านคู่เมือง ชาวราชบุรี แต่หากกล่าวถึงการเลี้ยงกุ้งในราชบุรี ก็คงคิดเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากกุ้งก้ามกราม เพราะกุ้งก้ามกรามของที่นี่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากทั้งในด้านการผลิตกุ้งเนื้อและแฮชเชอรี่ กอปรกับมีกลุ่มเกษตรกรที่จริงจังในการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จึงไม่แปลกเลยที่ราชบุรีจะกลายเป็นแหล่งต้นน้ำที่ผลิตกุ้งก้ามกรามที่มีชื้อเสียงมากที่สุดในประเทศ
ทั้งนี้ฟาร์มของคุณประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว อุปนายกฝ่ายกุ้งก้ามกราม สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด ฟาร์มตั้งอยู่ที่ 80/1 ม.6 ต.ดอนใหญ่ อ.บางแพ จ.ราชบุรี เป็นอีกหนึ่งในแฮชเชอรี่กุ้งก้ามกราม ที่ได้รับความไว้วางใจจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งชนิดนี้อย่างแพร่หลาย เพราะนอกจากจะเป็นแฮชเชอรี่กุ้งก้ามกรามที่ได้มาตรฐาน GAP รายแรกของประเทศแล้ว แฮชเชอรี่แห่งนี้ยังมีกรรมวิธีการผลิตที่ได้มาตรฐาน และได้รับความไว้วางใจว่าเป็นแฮชเชอรี่ที่ผลิตลูกกุ้งปลอดสารตกค้าง อัตราการเจริญเติบโตดี และเป็นที่ยอมรับจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามมาจนปัจจุบัน
" เริ่มต้นจากผลิตกุ้งไว้ใช้เอง
คุณประกอบ ได้เล่าประสบการณ์ก่อนมาทำแฮชเชอรี่ให้ทีมงานหนังสือพิมพ์กุ้งไทยฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนได้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามมาประมาณ 6-7 ปี จนกระทั่งการเลี้ยงกุ้งในระยะหลังเริ่มประสบปัญหา กุ้งแตกไซซ์ เลี้ยงไม่โต และไม่ได้ไซซ์ตามที่ตลาดต้องการ ซึ่งผลจากการวิเคราะห์การเลี้ยงในพื้นที่ ทำให้แน่ใจได้ว่า ปัญหาในการเลี้ยงดังกล่าวน่าจะมาจากลูกกุ้ง ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มสนใจในการทำแฮชเชอรี่เพื่อผลิตลูกกุ้งไว้ใช้เอง ทำให้ในช่วงนั้นตนต้องเดินทางไปศึกษาดูงานในการทำแฮชเชอรี่ทุกขั้นตอนจากแฮชเชอรี่ต่างๆ จนกระทั่งในปี 2543 จึงลงมือทำแฮชเชอรี่อย่างจริงจัง โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อผลิตลูกกุ้งไว้ใช้เอง ซึ่งก็ปรากฏว่า สามารถผลิตลูกกุ้งได้อย่างมีคุณภาพ มีอัตราการเจริญเติบโตดี ส่งผลให้มีอัตรารอดสูง
"ปกติกุ้งก้ามกรามที่เลี้ยงได้ประมาณ 3 เดือนครึ่ง จะได้ไซซ์ประมาณ 40 ตัว/กก.แต่ต่อมาปรากฏว่า กุ้งที่เลี้ยงได้ประมาณ 5-6 เดือน กลับได้ไซซ์แค่ประมาณ 80 -100 ตัว/กก.จึงเริ่มมาวิเคราะห์ปัญหาว่ามาจากสาเหตุอะไร ต่อมาจึงพอสรุปได้ว่า ปัญหาดังกล่าวน่าจะมาจากแฮชเชอรี่ใช้ยาหรือสารเคมีในการควบคุมการเจริญเติบโตของลูกกุ้ง ผมจึงเริ่มศึกษาการทำแฮชเชอรี่จากฟาร์มที่มีการเพาะเลี้ยงจริงในสถานที่ต่างๆ และเริ่มทำแฮชเชอรี่เพื่อผลิตกุ้งไว้ใช้เองในเวลาต่อมา ซึ่งผลที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจ เพราะนอกจากเจริญเติบโตดี อัตรารอดสูงแล้ว ยังได้ผลพวงเป็นกุ้งปลอดสารอีกด้วย"
คุณประกอบ เล่าต่อไปว่า ต่อมาเมื่อเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเห็นว่า ที่ฟาร์มของตนสามารถเลี้ยงกุ้งได้ดี จึงมาขอแบ่งลูกกุ้งที่ผลิตขึ้นเองไปเลี้ยง ซึ่งก็ปรากฎว่า สามารถเลี้ยงได้ผลผลิตที่ดีเช่นกัน จากนั้นจึงมียอดสั่งซื้อลูกกุ้งมามากจนไม่สามารถผลิตได้ทันตามยอดที่สั่ง ทำให้ต้องมีการกำหนดการสั่งซื้อไว้ เพื่อให้ทุกฟาร์มสามารถนำไปใช้เลี้ยงได้กันทั่วถึง ต่อมาในปี 2545 จึงได้เริ่มขยายพื้นที่ในส่วนของแฮชเชอรี่ เพื่อรองรับการผลิตลูกกุ้งเป็น 40 บ่อ โดยแบ่งเป็น 2 โซน โซนละ 20 บ่อ จากเดิมที่มีเพียงโซนเดียว ส่งผลให้มีกำลังการผลิตสูงสุดได้ถึง 20 ล้านตัว/ เดือน จนถึงปัจจุบันนี้

" ใช้พ่อแม่พันธุ์ 2 แหล่งป้องกันเลือดชิด
สำหรับการคัดสายพันธุ์กุ้งก้ามกราม คุณประกอบ กล่าวว่า การคัดสายพันธุ์ของที่นี่จะเน้นสายพันธุ์ที่มาจากธรรมชาติ โดยจะคัดแม่พันธุ์จากแม่น้ำแม่กลอง และพ่อพันธุ์มาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งกุ้งก้ามกรามที่เหมาะสมที่จะนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ต้องมีคุณสมบัติดังนี้คือ ลักษณะลำตัวต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดคือ ลำตัวยาวตรงไม่บิดเบี้ยวไปทางใดทางหนึ่ง ก้ามไม่ใหญ่จนเกินไป ที่สำคัญต้องแข็งแรง มีสีสันสวยงาม อวัยวะต้องครบไม่ขาด โดยเมื่อได้พ่อแม่พันธุ์มาแล้ว จะนำมาเลี้ยงก่อนนำไปเพาะพันธุ์ เพื่อให้สายพันธุ์ที่ได้มามีการปรับตัวเข้ากลับแหล่งที่อยู่ใหม่
"สาเหตุที่ต้องนำแม่พันธุ์มาจากแม่น้ำกลอง เนื่องจากน้ำในแม่น้ำแม่กลองเป็นน้ำกร่อย และมีคุณสมบัติที่ตรงต่อความต้องการของเรา คือเป็นแหล่งที่มีความสะอาดและติดกับทะเล จึงถือได้ว่าเป็นแหล่งสายพันธุ์ที่ดี ส่วนการเลือกพ่อพันธุ์นั้นจะนำมาจากแหล่งน้ำในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยส่วนใหญ่จะมาจากเขื่อนต่างๆ ใน จังหวัด เช่น เขื่อนกุยบุรี เนื่องจากกุ้งที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรง เพราะเป็นสายพันธุ์ที่มาจากธรรมชาติโดยตรง และเหตุผลที่สำคัญที่ต้องนำพ่อแม่พันธุ์มาจากคนละที่ เนื่องจากลดปัจจัยความเสี่ยงของสายพันธุ์ ( เลือดชิด ) ซึ่งอาจทำให้กุ้งรุ่นต่อมามีลักษณะด้อยมากขึ้น นอกจากนี้พ่อพันธุ์บางส่วนยังคัดเลือกมาจากภายในฟาร์มที่เลี้ยงเอง"
ส่วนขนาดของพ่อแม่พันธุ์ที่เหมาะสมในการนำมาขยายพันธุ์นั้น ในส่วนของแม่พันธุ์จะต้องมีขนาดประมาณ 15-20 ตัว/กก.และพ่อพันธุ์ควรมีขนาด 8-12 ตัว/กก.
" เลี้ยงแบบอิงธรรมชาติทุกขั้นตอน
คุณประกอบ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการปล่อยพ่อแม่พันธุ์ จะเน้นการปล่อยและเลี้ยงเลียนแบบธรรมชาติ โดยก่อนนำพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยงรวมกัน จะทำการเตรียมบ่อสำหรับเลี้ยง โดยดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติแล้ว จากนั้นจะนำน้ำมาผสมกับน้ำเค็ม โดยกำหนดค่าความเค็มที่ 10 -13 พีพีที แล้วนำมาพักไว้ในบ่อพักอีกบ่อ เพื่อรอให้น้ำตกตะกอน เมื่อน้ำตกตะกอนแล้วจะดึงน้ำมาไว้ที่บ่อปรับสภาพน้ำ โดยจะมีการให้อากาศและปรับค่าน้ำให้ได้ที่ตามที่กำหนดไว้คือ ค่าพีเอชจะอยู่ระหว่าง 7.7 - 8.3 ค่าอัลคาไลด์ 80 ค่าฮาร์ดเนส 300 และขนาดบ่อที่ใช้เลี้ยงไม่ควรมีขนาดเล็กจนเกินไป โดยอัตราการปล่อยเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 ตัว/ตารางเมตร ทั้งนี้การบำบัดน้ำในบ่อพักทุกบ่อ จะเน้นวิธีธรรมชาติ โดยใช้พืชน้ำที่ปลูกไว้ในบ่อทดแทนการบำบัดด้วยสารเคมี
ส่วนขั้นตอนต่อไป หลังจากการเตรียมน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะทำการปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงสู่บ่อเลี้ยงพร้อมกัน เพื่อป้องกันการลอกคราบไม่พร้อมกันและลดอัตราความเสียหายจากการกินกันเองระหว่างการลอกคราบ.จากนั้นก็จะปล่อยให้อยู่ในบ่อเลี้ยงตามธรรมชาติ ส่วนการให้อาหารจะเริ่มจากอาหาร 1 กก./3 มื้อ โดยจะเพิ่มหรือลดตามความเหมาะสม นอกจากนี้บางครั้งอาจให้วิตามินหรือแร่ธาตุมาเสริมบ้างตามความเหมาะสมเช่นกัน จากนั้นเมื่อเลี้ยงผ่านไป 2 เดือน ก็จะมีการสุ่มดูพ่อแม่พันธุ์ว่า มีการผสมพันธุ์หรือมีไข่ และพร้อมแยกมาเพาะฟักหรือไม่
" ขั้นตอนการเพาะฟัก
สำหรับการสังเกตความพร้อมก่อนแยกแม่พันธุ์ขึ้นมาเพื่อเพาะฟัก คุณประกอบ กล่าวว่า ให้สังเกตที่ไข่ของแม่พันธุ์ โดยไข่ของแม่พันธุ์ที่พร้อมจะนำมาเพาะฟักต้องมีสีเทาดำไม่มีตะไคร่น้ำ ไม่มีซูเกาะตามไข่ เมื่อดูความพร้อมเป็นที่แน่ใจว่าได้แม่พันธุ์ที่พร้อมตามต้องการแล้ว ก็จะมีการเตรียมน้ำที่ใช้สำหรับการวางไข่ โดยนำน้ำ ซึ่งมีค่าต่างๆ ภายในน้ำตามที่กำหนดไว้ข้างต้นมาใส่อ่างขนาดเล็ก พร้อมกับให้เครื่องอัดอากาศ จากนั้นนำแม่พันธุ์มาปล่อยไว้ในอ่างที่เตรียมไว้ในระยะเวลา 1 คืน จนเมื่อถึงเวลาเช้าก็จะนำไข่ที่ได้จากแม่พันธุ์มาตรวจสอบโดยการส่องกล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูความสมบูรณ์ของไข่ ก่อนนำไปเพาะฟักในโรงเพาะฟักต่อไป แต่หากพบว่าไข่ไม่สมบูรณ์ก็จะปล่อยทิ้งไป เพราะอาจทำให้ได้ลูกพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ตามมา จากนั้นเมื่อนำไข่ที่ได้มายังโรงเพาะฟักแล้ว ก็จะรอให้ไข่ฟักเป็นตัว แล้วให้อาทีเมียวันละ 4 มื้อ เพื่อเป็นอาหารทันที โดยปริมาณอาหารต้องไม่น้อยและไม่มากเกินไป เพื่อป้องกันการเน่าเสียของน้ำ และให้ได้ลูกพันธุ์ที่มีมาตรฐาน และปลอดเชื้อ
"เราจะให้ใช้อาทีเมีย ตั่งแต่เริ่มแรกในการฟักตัวออกมา และจะใช้เลี้ยงไปจนถึงระยะที่ลูกพันธุ์ออกไปสู่บ่อดิน ส่วนอัตราการให้จะดูจากลักษณะของลูกกุ้งว่ามีความต้องการอย่างไร บางครั้งอาจกินน้อยบางครั้งอาจกินมากก็เป็นได้ ส่วนอาหารเสริมก็จะมีการฝึกให้กินในช่วงที่ลูกพันธุ์เริ่มคว่ำตัวแล้ว เพื่อเป็นการปรับพฤติกรรมการกิน ก่อนที่จะถึงมือเกษตรกร"
" ช่วงก่อนกุ้งคว่ำเวลาชี้เป็นชี้ตาย
คุณประกอบ กล่าวต่อไปถึงขั้นตอนหลังจากลูกกุ้งฟักเป็นตัวแล้วว่า เมื่อได้ลูกพันธุ์มาแล้ว ช่วงวันที่ 18 -19 จะเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด เพราะจะเป็นระยะสุดท้ายของการลอกคราบ ก่อนที่ลูกกุ้งจะคว่ำตัวแล้วกลับมาว่ายตามปกติ นอกจากนี้ผู้ประกอบการโรงเพาะกุ้งก้ามกรามยังถือว่า ช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่สำคัญของการเพาะ ที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด
"ช่วงนี้ต้องเน้นเป็นพิเศษถึงสภาพภายในบ่อว่า มีสภาพเป็นอย่างไร ภายในบ่อเพาะมีอาหารเหลือหรือขาดหรือไม่ ออกซิเจนมีพอกับความต้องการหรือไม่ ถ้าขาดหรือมากไปอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะส่งผลต่อลูกพันธุ์ในชุดนั้นๆ และส่งผลต่อเราโดยตรง ที่จะทำให้เราเสียประโยชน์ในการเพาะในครอปนั้นๆไป"
คุณประกอบ กล่าวทิ้งท้ายว่า "เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในช่วงนี้ต้องถือเป็นนิมิตรหมายอันดี หลังจากก่อนหน้านี้ก่อนราคากุ้งก้ามกรามตกต่ำมาก ทำให้เกิดการสร้างกลุ่มเพื่อสร้างรายได้ และช่วยกันหาตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้ห้องเย็นเริ่มตื่นตัวในการส่งกุ้งก้ามกรามออกไปขายยังต่างประเทศ จนในที่สุดก็สามารถกระตุ้นให้ราคากุ้งก้ามกรามดีขึ้นได้ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามรวมตัวกัน เพื่อจัดตั้งชมรมหรือสหกรณ์ เพื่อเป็นการสร้างองค์กร สร้างความซื่อสัตว์ต่ออาชีพ และที่สำคัญเราสามารถต่อรองราคาก่อนการขายกุ้งเนื้อได้"

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทย


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด