ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เทคนิคการเลี้ยงกุ้งขาว และการจับกุ้งแบบไม่ใช้อวนลากตามแบบฉบับเมืองระนอง

?การจับกุ้งแบบนี้จะประหยัดเวลา ไม่เปลืองแรงงาน แถมได้ของคุณภาพดี่?
ปัจจุบันการจับกุ้งขาวของพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ จะนิยมใช้อวนลาก
อาจเพราะเนื่องด้วยมีการทำเช่นนี้เรื่อยมาจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
กอปรกับเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ง่าย จึงไม่มีใครคิดใช้วิธีการจับแบบอื่น
เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้ผลผลิตดีเท่ากับการใช้อวนลาก
แต่ฟาร์มที่ทีมงานจะอาสาพาท่านไปชมในฉบับนี้ กลับมีวิธีการจับกุ้ง
ไล่ตั้งแต่การพาเชียลไปจนถึงวันจับจริง แตกต่างจากที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด
โดยผู้บริหารฟาร์มนี้บอกว่า ?เจ้าวิธีนี้นอกจากจะประหยัดเวลา ประหยัดแรงงาน
อันนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่งแล้ว ยังไม่ทำให้กุ้งช้ำอีกด้วย?
หลังจากทีมงานได้มีโอกาสเดินทางไปปฏิบัติภารกิจยังจังหวัดระนอง
จังหวัดในชายทะเลแถบอันดามัน ที่ได้ชื่อว่า มีกุ้งคุณภาพดีอันดับต้นๆ ของไทย
ในที่สุดก็พบกับฟาร์มกุ้งคุณภาพแห่งหนึ่ง
ทีมงานจึงไม่รอช้าที่จะเข้าไปเจาะลึกในรายละเอียดมาให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ
ซึ่งในการนี้ก็ได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างดีจากผู้บริหารฟาร์ม โดยนายสว่าง
อุ่ยโสภณ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ?โกตุ้ง? ในฐานะผู้จัดการฟาร์ม
ก็เริ่มเล่าให้ทีมงานฟังในรายละเอียดของฟาร์มว่า
ฟาร์มแห่งนี้นับเป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาวฟาร์มหนึ่งในละแวกตำบลหินช้าง
จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือของทักษิณมารีน โดยบริเวณที่เราเห็นอยู่นี้
จัดเป็นฟาร์มหินช้างนอก ซึ่งมีบ่อเลี้ยงทั้งหมด 8 บ่อ และบ่อพักน้ำจำนวน 3 บ่อ
โดยแต่ละบ่อจะมีพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ และมีความลึกประมาณ 2 เมตร
? การเตรียมบ่อและเตรียมน้ำ
โกตุ้ง เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะเริ่มลงมือเลี้ยงกุ้งขาว
สิ่งที่ต้องคำนึงเป็นอันดับแรกคือ คุณภาพของบ่อเลี้ยงและคุณภาพของน้ำ
ซึ่งเริ่มแรกจะต้องปรับค่าพีเอชของดิน
โดยการใช้วัสดุปูนขาวรองพื้นให้ทั่วทั้งบ่อ ในอัตราบ่อละ 1 ตัน ทิ้งไว้ 4-5 วัน
ในระหว่างนั้น จะต้องมีการเตรียมน้ำ ซึ่งน้ำที่ใช้จะสูบมาจากทะเลโดยตรง
และนำมาทิ้งไว้ในบ่อพักเพื่อให้ตกตะกอน จากนั้นทำการฆ่าเชื้อ โดยใช้คลอรีน
ในอัตราส่วน 1 ไร่/คลอรีน 1 ถัง (คลอรีน 1 ถังมีน้ำหนัก 10 กก.) ทิ้งไว้ประมาณ
3-4 วัน แล้วจึงจะนำน้ำเข้าบ่อเลี้ยง โดยผ่านการกรอง
โดยการใช้มุ้งตาข่ายสีเขียวตาเล็กซ้อนกัน 2 ชั้น
หลังจากนั้นนำน้ำที่ได้เข้าสู่บ่อเลี้ยงในปริมาณ 1.50 เมตร และทำสีน้ำ
ซึ่งการทำสีน้ำนั้น จะใช้ปลาป่นผสมกับรำในปริมาณ 50 กก.ต่อ 1บ่อ
สาดให้ทั่วทั้งบ่อ จากนั้นจะตีน้ำประมาณ 4-5 วัน (
ตีน้ำเฉพาะในช่วงเวลาตั้งแต่เวลา 06.00 น.- 18.00 น.)
จนกระทั่งเมื่อสีน้ำเข้มขึ้นก็เริ่มปล่อยลูกกุ้ง สำหรับกุ้งที่นำมาเลี้ยง
จะมีขนาดตั้งแต่พี 9 - พี10 และจะปล่อยกุ้งในอัตราไร่ละ 250,000 ตัว/ไร่ หรือ 1
ล้านตัว/บ่อ โดยประมาณ

? ผสมวิตามินในอาหารมื้อหลัก
โกตุ้ง เล่าต่อไปว่า หลังจากลงกุ้งเสร็จแล้ว จะให้อาหารแก่ลูกกุ้งในวันถัดไป
โดยจะเริ่มที่การให้อาหารเบอร์ 1 ในช่วง 10 วันแรก วันละ 4 มื้อคือ ในเวลา
06.00 น.,12.00น.,18.00 น.และ24.00 น. หลังจากนั้นเมื่อเข้าวันที่ 11
จะเปลี่ยนเป็นอาหารเบอร์ 2 พร้อมกับเพิ่มมื้ออาหารเป็น 5 มื้อคือ ในเวลา 06.30
น.,11.00 น.,15.30 น.,20.30 น.และ24.00 น.. และจะให้อาหาร 5 มื้อ
เช่นนี้ไปตลอดจนถึงวันจับ แต่หากว่าช่วงที่สภาพอากาศไม่ดี
จะงดอาหารช่วงมื้อดึกเป็นระยะเวลาประมาณ 4-5 วัน ทั้งนี้การให้อาหารในมื้อดึก
จะให้เพียงครึ่งหนึ่ง เพราะตามธรรมชาติส่วนใหญ่ลูกกุ้งจะกินอาหารในมื้อนี้น้อย
อย่างไรก็ดี หลังจากเปลี่ยนเป็นอาหารเบอร์ 2 ในวันที่ 11 ของการเลี้ยงแล้ว
ในทุก 10 วัน จะเพิ่มอาหารอีก 1 เบอร์ จนกระทั่งไปสิ้นสุดที่อาหารเบอร์ 4
ตลอดถึงวันจับ และการให้อาหาร จะต้องดูที่ขนาดตัวกุ้งประกอบกันด้วย เช่น
หากกุ้งมีไซซ์โตดี ก็ใช้อาหารเบอร์ใหญ่ขึ้น
สำหรับการให้อาหารจะให้ในอัตราส่วน 100,000 ตัว/อาหาร 1 กก./มื้อ
นอกจากนั้นในอาหารมื้อเช้า บ่าย และเที่ยงจะมีการผสมวิตามิน ในอัตราส่วน 5
กรัม/อาหาร 1กก.เพราะเป็นช่วงที่กุ้งกินอาหารในปริมาณมาก
โกตุ้ง กล่าวต่อไปว่า ระหว่างการให้อาหารนั้น ก็จะมีการเช็คยอควบคู่กันไปด้วย (
ใน 1 บ่อ จะมียอ 6 ยอ ) โดยเมื่อกุ้งมีอายุ 40 วัน
จะเริ่มเช็คยอเป็นครั้งแรกในอัตรา อาหาร 3 กรัม/อาหาร 1 กก./ ยอ /3 ชั่วโมง
จากนั้นเมื่อกุ้งอายุ 50 ? 60 วันขึ้นไป ก็จะเพิ่มการให้อาหารเป็น 5 กรัม/อาหาร
1 กก. /ยอ / 2 ชั่วโมงครึ่ง จนกระทั่งถึงวันจับ


? เช็คคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับในส่วนของการควบคุมคุณภาพน้ำระหว่างการเลี้ยงนั้น จะมีการเช็คค่าพีเอช
ไนไตรท์ และแอมโมเนีย อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะค่าพีเอช
จะมีการตรวจเช็คทุกวันทั้งในช่วงเช้าและบ่าย ส่วนค่าอัลคาไลน์ ไนไตรท์
และแอมโมเนีย จะมีการตรวจเช็คที่ห้องแล็ปของฟาร์ม
ซึ่งค่าพีเอชของน้ำที่เหมาะสมจะอยู่ที่ระหว่าง 7.5-7.6 ค่าอัลคาไลน์ ไม่ต่ำกว่า
100 ไนไตรท์ ค่าแอมโมเนียไม่เกิน 1.5 และค่าความเค็มต้องไม่ต่ำกว่า 5 พีพีที
ส่วนการเปลี่ยนถ่ายน้ำนั้น เมื่อกุ้งอายุ 50-60 วันขึ้นไป
จึงจะมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ โดยในครั้งแรกจะนำน้ำออกประมาณ 10-20
ซม.แล้วเติมน้ำใหม่ลงไป และในครั้งต่อไปจะเพิ่มเป็น 30-40
ซม.โดยเว้นช่วงระยะเวลาการถ่ายน้ำประมาณ 5-6 วัน จากนั้นเมื่อกุ้งครบ 100
วันขึ้นไป ก็จะใช้เกณฑ์จากสภาพน้ำในบ่อเป็นตัวกำหนดปริมาณน้ำที่เปลี่ยนถ่าย
เช่น ถ้าน้ำในบ่อยังมีสภาพดีอยู่ ก็จะเปลี่ยนถ่ายน้ำน้อย


? จับกุ้งโดยไม่ใช้อวนลาก

สำหรับเทคนิคการจับกุ้ง ซึ่งเป็นจุดเด่นของฟาร์ม โกตุ้ง เปิดเผยว่า เทคนิคง่ายๆ
ก่อนที่จะทำการจับกุ้งจะต้องดูที่ราคากุ้งในตอนนั้น
ซึ่งปกติแล้วที่นี่จะจับกุ้งไซซ์ 50 ตัว/กก. แต่หากช่วงไหนราคาดี
ก็จะเริ่มพาเชียลจับตั้งแต่ในไซซ์ 80 ตัว/กก.ได้เลย
โดยไซซ์ใหญ่สุดที่จับครั้งสุดท้ายจะอยู่ที่ประมาณไซซ์ 40
ตัว/กก.ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการจับกุ้งได้ไม่ต่ำกว่า 20 ตันต่อบ่อ
และมีการพาเชียลบ่อละ 5 - 7 ครั้ง
ส่วนวิธีการจับกุ้งนั้น โกตุ้ง เล่าถึงวิธีการจับที่ไม่เหมือนใครให้ฟังว่า
ที่นี่จะใช้วิธีการเปิดปากบ่อเพื่อระบายน้ำออก และปล่อยให้กุ้งไหลตามน้ำ
แทนการใช้อวนลากดังเช่นฟาร์มอื่นๆ โดยก่อนที่จะเริ่มปล่อยกุ้งออกมานั้น
ต้องงดให้อาหารกุ้ง 1 วัน จากนั้นได้เวลาที่จะปล่อยกุ้ง
ก็จะหว่านอาหารบริเวณปากบ่อทางระบายน้ำ เพื่อให้กุ้งมากินอาหาร
และเมื่อกุ้งมารวมตัวกันที่ปากบ่อจำนวนมาก
ก็จะเปิดประตูน้ำเพื่อให้กุ้งออกมาพร้อมกับน้ำที่ปล่อย
โดยจะมีคนงานรอรับกุ้งในบริเวณปากทางน้ำออก
ครึ่ง ชม.จับกุ้งได้ 2 ตัน

?ในอดีตที่นี่ก็เคยใช้วิธีการจับกุ้งโดยการใช้อวนลาก แต่ปรากฏว่า
เมื่อเสร็จสิ้นการจับแล้ว กุ้งที่ได้ส่วนใหญ่จะอ่อนแอ
ส่งผลให้กุ้งที่เหลือติดโรคได้ง่ายขึ้นในกรณีพาเชียล รวมทั้งมีปัญหาอื่นๆ
ตามมาอีกมาก ทั้งในเรื่องของการเสียเวลา และค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน
รวมทั้งเรื่องของความสะอาดของอวนที่ใช้ลาก หลังจากนั้น 1 ปีให้หลัง
จึงเริ่มเปลี่ยนมาใช้วิธีการจับกุ้งแบบเปิดปากบ่อ โดยไม่ใช้อวนลาก
ซึ่งวิธีการเช่นนี้จะทำให้กุ้งที่จับไม่ช้ำ สามารถระบุจำนวนที่ต้องการได้
และที่สำคัญ วิธีการนี้สามารถลดต้นทุนในเรื่องของค่าแรง เพราะใช้จำนวนคนไม่มาก
และประหยัดในเรื่องของเวลา ซี่งเท่าที่ผ่านมา
เคยใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ในการจับกุ้ง 2 ตัน?

นะเคล็ดลับเลี้ยงกุ้งสู้ภัยหนาว
ในท้ายที่สุดโกตุ้งได้ฝากถึงเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งว่า
?ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยการดูแลกุ้งจำเป็นที่จะต้องจัดระบบการจัดการด้านการเลี้ยงให้ดีกว่าเดิม
โดยเฉพาะฤดูหนาวจะเลี้ยงกุ้งยากที่สุด มีโรคระบาดเกิดขึ้นมาก
ฉะนั้นควรตรวจตราดูแลกุ้งให้เป็นพิเศษ ในเรื่องคุณภาพน้ำก็เช่นกัน
ฤดูหนาวอุณหภูมิน้ำในบ่อด้านบนกับด้านล่างจะไม่เท่ากัน
วิธีการแก้ไขอุณหภูมิน้ำของผม จะทำการแก้ไขโดยการลดปริมาณน้ำ
จากเดิมที่เคยใส่น้ำ 1.50 เมตร/บ่อ จะใส่น้ำลดลงเหลือ 1.20 เมตร
และเคล้าน้ำให้อุณหภูมิเท่ากัน ส่วนการเลี้ยงกุ้งให้ประสบความสำเร็จสรุปนั้น
ที่สำคัญต้องมีสภาพน้ำดี มีออกซิเจนเพียงพอ โรคก็จะไม่เกิด?

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทย


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด