ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

อียูยกธง ยอมเรื่องจีเอสพีไทยแล้วครับ

เฮกันถ้วนหน้า อียูเห็นใจไทยอ่วมพิษสึนามิ ยอมลดภาษีกุ้ง
มีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่ 1 ส.ค.นี้ไปจนถึงสิ้นปี
ก่อนคืนสิทธิจีเอสพีใหม่ให้ไทยในปีหน้า กุ้งแช่เย็นแช่แข็งจากเดิม 12% เหลือแค่
4.2% กุ้งปรุงแต่งเหลือ 7% จากปกติ 20% แถมไม่จำกัดโควตานำเข้า
คณะกรรมการบริหาร CEO ณ กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งประกอบด้วย สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ
กรุงบรัสเซลส์ (คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป) สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ
สำนักงานที่ปรึกษาการศุลกากร
สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำสหภาพยุโรป
ได้จัดการสัมมนาเรื่อง ?ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูตลาดกุ้งไทยในสหภาพยุโรป?
โดยความร่วมมือของกรมการค้าต่างประทศ กรมส่งเสริมการส่งออก
กระทรวงพาณิชย์และกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ส่งออกกุ้งของไทยได้รับทราบระเบียบ GSP
ใหม่และมาตรฐานสุขอนามัยของสหภาพยุโรป ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องประชุมใหญ่
สถาบันฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก ถนนรัชดาภิเษก
เมื่อวันที่ 1-2 กันยายนที่ผ่านมา โดยมี ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์
ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานเปิดการสัมมนา
ผู้แทนอียูแจงคืนจีเอสพีให้กุ้งไทย
โดย Mr. Philippe Cuission ผู้แทนคณะกรรมาธิการด้านการค้าของสหภาพยุโรป
ได้กล่าวถึงการคืนสิทธิพิเศษ ?GSP? ให้กับประเทศไทยว่า สหภาพยุโรป (อียู)
ได้ตกลงที่จะใช้มาตรการพิเศษในการลดภาษีนำเข้ากุ้งจากทุกประเทศที่ประสบปัญหา
และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิ
จึงส่งผลให้กุ้งไทยได้รับประโยชน์นี้เช่นเดียวกัน
พร้อมกันนี้ประเทศไทยจะได้รับการคืนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป
(GSP) ของสหภาพยุโรปต่อเนื่องไปในปีหน้าอีกด้วย
มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง 1 ส.ค.
โดยกุ้งแช่เย็นและกุ้งแช่แข็งจะได้รับการลดหย่อนภาษีเป็น 4.2% จากอัตราปกติ 12%
และกุ้งปรุงแต่งจะได้รับการลดหย่อนภาษีเหลือ 7% จากอัตราปกติ 20%
และจะไม่มีการจำกัดปริมาณการนำเข้า (โควตา) แต่อย่างใด
ซึ่งมาตรการการลดภาษีนี้จะประกาศใช้ภายในเดือนกันยายนนี้
โดยจะมีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2548 ไปจนถึงวันที่ 31
ธันวาคม 2548 หลังจากนั้นระบบ GSP ใหม่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2549
โดยอัตราภาษีในระบบ GSP ใหม่จะอยู่ในระดับเดียวกันกับอัตราพิเศษดังกล่าว
สินค้าอื่นพาเหรดได้คืนจีเอสพีตามกุ้ง
?สหภาพยุโรปเป็นผู้บริโภคกุ้งรายใหญ่
และต้องนำเข้าสินค้ากุ้งในปริมาณมากเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ
และเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความไม่สะดวกทางการค้าที่อาจเกิดขึ้น
สหภาพยุโรปจึงตัดสินใจนำมาตรการพิเศษมาใช้ก่อน ซึ่งอัตราการลดภาษีครั้งนี้
จะมีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2548 และจะให้สิทธิ ระบบ GSP
ใหม่ต่อเนื่องในวันที่ 1 มกราคม 2549 โดยสินค้าไทยที่จะได้รับประโยชน์จากระบบ
GSPใหม่ ได้แก่ สินค้าประมง (ทั้งกุ้งและปลาทุกประเภท)
อาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูป (รวมทั้งทูน่ากระป๋อง) พลาสติกและยาง
ผลิตภัณฑ์รองเท้า และเครื่องใช้ไฟฟ้า?
ผู้แทนคณะกรรมาธิการการค้าของสหภาพยุโรปกล่าว
แจงอุปสรรคส่งสินค้าไทยไปอียู
ด้านทางผู้ส่งออกของประเทศไทยโดยมี นายพูนเกียรติ ทังสมบัติ
อุปนายกกลุ่มผู้ผลิตอาหารทะเลกระป๋อง สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป
ได้กล่าวถึงปัญหาและอุปสรรคในการส่งออกสินค้าของไทยไปอียูว่า
ปัจจัยที่มีผลกับความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกกุ้งกระป๋องไทยไปอียูเป็นปัจจัยหลักสำคัญคือ
อัตราภาษีนำ (GSP) รองลงมาจะเป็นปัญหาด้านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น
ซึ่งได้แก่ ราคาวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น ปัญหาด้านแรงงานไม่เพียงพอ
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และปัญหาด้านการตรวจสอบย้อนกลับ
ซึ่งประเทศอียูจะออกสมุดปกขาว เพื่อเป็นกรอบในการปฏิรูประบบงาน
ทั้งองค์กรและกฎหมาย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของความปลอดภัยด้านอาหาร
โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2548 เป็นต้นมา
และได้ออกระเบียบเกี่ยวกับหลักการทั่วไปของกฎหมายอาหารและขั้นตอนความปลอดภัย
หลักการตรวจสอบย้อนกลับสำหรับอาหาร อาหารสัตว์ สัตว์ เพื่อการบริโภค
ส่วนประกอบของอาหาร และขั้นตอนการผลิต การแปรรูป การกระจายผลผลิตของอาหารสัตว์
นอกจากนี้สหภาพยุโรปยังได้เข้มงวดในการตรวจสอบสารตกค้างไนไตรฟูรานส์
และคลอแรมฟีนิคอลในกุ้งไทย 100% อีกด้วย
เทสซิบิลิตี้เพิ่มความสามารถการแข่งขันไทย
นอกเหนือจากการสัมมนาเรื่องการให้สิทธิ GSP ระบบใหม่
และปัญหาด้านการส่งออกกุ้งไทยไปสหภาพยุโรปแล้ว กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
และสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ยังได้เปิดเผยถึงโครงการตรวจสอบย้อนกลับ
และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในสหภาพยุโรปของอุตสาหกรรมกุ้งไทยด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
โดย ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ หัวหน้ากลุ่มความร่วมมือกับต่างประเทศ
กองประมงต่างประเทศ กรมประมง ได้กล่าวถึงกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ
(Traceability) ว่า ตามที่รัฐบาลได้ประกาศให้ปี 2547 เป็น ?ปีแห่งอาหารปลอดภัย?
เพื่อให้ผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตในประเทศมีมาตรฐานความปลอดภัยเท่าเทียมกัน
ทั้งการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศและเพื่อการส่งออก
ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
ว่าด้วยยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก
และหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่ได้กำหนดกำหนดไว้ตามยุทธศาสตร์นี้คือ
ไทยจะต้องเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารรายใหญ่ 1 ใน 5 ของโลก ภายในระยะเวลา 2-3 ปี
โดยต้องได้รับการยอมรับและเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัย
และสุขอนามัยที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ดังนั้น
รัฐบาลจึงได้วางกรอบแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่คณะกรรมการด้านการเกษตรขององค์การอาหาร
(Committee on Agriculture, COAG) และเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and
Agriculture Organization of the United Nations, FAO) ได้กำหนดไว้
และหนึ่งในกลยุทธ์นั้นคือ การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลความปลอดภัยของอาหารได้ในทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่การผลิต
ตั้งแต่จากฟาร์มจนถึงมือผู้บริโภค (from farm to table)
ทั้งนี้ ในกลุ่มประเทศผู้นำเข้าอาหารรายใหญ่ของโลก เช่น
ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป
ได้มีการนำมาตรการ้านการตรวจสอบย้อนกลับมากำหนดเป็นกฎหมายไว้ใน ?The
Bioterrorism Act 2002? และ ?EC General Food Law Regulation 178/2002?
ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนธันวาคม 2547 และเดือนมกราคม 2548 ตามลำดับ
ซึ่งผลของการบังคับใช้จะเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นอุปสรรคทางเทคนิค (non-tariff
barrier) ต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศ
ซอฟต์แวร์ตรวจสอบย้อนกลับกุ้งไทย
ด้านนายศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวต่อว่า
การตรวจสอบย้อนกลับในผลิตภัณฑ์อาหารจำเป็นต้องผ่านผู้ประกอบการหลายระดับโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย
ที่ประกอบด้วยผู้ประกอบการรายย่อยเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น
ความเชื่อถือและความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการจึงจำเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะต้องอาศัยหน่วยงานของภาครัฐทำหน้าที่กำกับดูแลและรับรอง
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประกอบการ
แต่เนื่องจากยังขาดความพร้อมในการดำเนินการให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการในแต่ละระดับ
จึงเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ
เกิดขึ้นเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ทำหน้าที่หลายระดับในห่วงโซ่การผลิตเท่านั้น
ดังนั้น
เพื่อเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.)
ในความร่วมมือกับสถาบันอาหารและสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย จึงริเริ่มโครงการ
?ระบบการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมกุ้ง?
ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการนวัตกรรมด้านซอฟต์แวร์และแมคคาทรอนิคส์
ที่เกิดจากการชักนำของ สนช. โดยทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานงาน
และให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ 6 บริษัท
จากอุตสาหกรรมกุ้งและอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์
ส่งผลให้เกิดการทำงานข้ามเครือข่ายอุตสาหกรรม
อันเป็นแนวทางในการนำฐานความรู้จากอุตสาหกรรมหนึ่ง
ไปขยายผลให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมอื่น
ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการบูรณาการ
?ความสำเร็จของโครงการ นอกจากจะเป็นกรณีตัวอย่าง (showcase)
ที่จะนำไปขยายผลในการพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับในผลิตภัณฑ์อาหารแล้ว
ยังเป็นการทำงานข้ามเครือข่ายอุตสาหกรรม
เพื่อนำองค์ความรู้ด้านซอฟต์แวร์มาต่อยอดให้แก่อุตสาหกรรมการเกษตร
ซึ่งเป็นภาคการผลิตที่สำคัญของประเทศ
อันทำให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจเพื่อการแข่งขันในระดับโลกกับเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า
เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทย?
ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าว

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทย


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด