ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

โรค NHP ป้องกันได้โดยไม่ต้องพึ่งยาปฏิชีวนะ

เอกอนันต์ ยุวเบญจพล(ฝ่ายวิชาการบริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด)

เกษตรกรไทยและผู้เลี้ยงกุ้งขาวไทย รวมถึงนักวิชาการที่อยู่ในอุตสาหกรรมกุ้งไทย เริ่มได้ยิน และได้รับรู้ข้อมูลเจ้าโรคเอ็นเอชพีตัวนี้บ้างแล้ว ส่วนใครที่ยังไม่รู้จัก และเพิ่งจะหยิบบทความเรื่องนี้จากหนังสือพิมพ์กุ้งไทยเล่มนี้อ่านเป็นครั้งแรก ก็ให้เข้าใจแบบย่อๆ แล้วกันครับ
โรคเอ็นเอชพี หรือ NHP ( Necrotizing Hepatopancreatitis) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แกรมลบ ชนิด อัลฟา โปรทีโอแบคทีเรีย (Alpha proteo bacterium) ในกุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งทะเลบางชนิด ซึ่งโรคนี้มีการค้นพบและเกิดการระบาดของโรคดังกล่าวในฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมมานานประมาณ 20 ปีแล้ว ประเทศที่เคยประสบปัญหานี้ได้แก่ อเมริกากลาง อเมริกาใต้ เปรู เอกวาดอร์ เวเนซูเอล่า บราซิล ปานามา คอสตาริก้า เป็นต้น
ส่วนในเอเชียเองก็มีรายงานว่า พบโรคนี้ในประเทศอินโดนีเซีย อีกทั้งในส่วนของประเทศไทยเอง ศาสตราจารย์นายแพทย์ดร.บุญเสริม วิทยชำนาญกุล แห่งศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้งและหน่วยวิจัยเพื่อความเป็นเลิศเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง ได้สื่อให้เห็นว่า มีการตรวจพบเชื้อโรคเอ็นเอชพีในกุ้งขาวแวนนาไมทางภาคใต้ของไทยเช่นกัน
ลักษณะอาการของโรค เอ็นเอชพี คือ
-กินอาหารลด ลำไส้ว่างไม่มีอาหาร กุ้งเฉื่อย ไม่กินอาหาร สีกุ้งซีด
-ตับฝ่อ ตับแฟ๊บ ตับลีบ ตับไม่สมบูรณ์ เซลตับตาย หรืออาจพบอาการตับบวมน้ำ
-ขอบขาว่ายน้ำ ขาเดิน เป็นสีดำ เปลือกกุ้งบาง เหงือกสีเข้ม
-ตัวกุ้งอ่อนแอ ไม่สู้มือ อาจพบว่าตัวกุ้งเปรอะ (สารอินทรีย์และแบคทีเรียที่ทำลายเปลือก)
-อัตราการตายของกุ้งจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อเซลตับถูกทำลายเป็นบริเวณกว้าง
-กุ้งโตช้า ตัวผอม หางบาง อัตราการตายเพิ่มขึ้นมากกว่า 90% (เกือบหมดบ่อ) ในเวลา 30 วัน
การวินิจฉัยโรค
ดูจากอาการภายนอก และยืนยันด้วยการ ตรวจตับหาเชื้อแบคทีเรีย ด้วยการใช้เทคนิค ย้อมสีเนื้อเยื่อ ด้วย Giemsa and modified Steiner ,s silver stain (Frelier et al.,1992)
การแพร่กระจายของเชื้อเอ็นเอชพี
เข้าไปในร่างกายกุ้งโดยตรง และ สิ่งแวดล้อมที่ทำให้ง่ายต่อการเพิ่มจำนวนและแพร่กระจายคือ อุณหภูมิน้ำที่สูง และ ความเค็มน้ำที่สูงเพิ่มขึ้น (20-40 พีพีที)

การป้องกัน
- สำหรับโรงเพาะฟักที่จะนำพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวจากต่างประเทศเข้ามาในไทย ต้องมีการรับรองว่าปลอดเชื้อ เอ็นเอชพี(NHP)
ซึ่งโดยความเป็นจริงพ่อแม่พันธุ์จากนอกที่จะนำเข้าไทยต้องมีการยืนยันหรือมีการรับรองเรื่องปลอดเชื้อทั้งไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต ได้แก่
ไวรัส คือ TSV, WSSV, YHV,IHHNV,BP, MBV, BMN, HPV, IMNV,
แบคทีเรีย คือ NHP
ปรสิต คือ Microsporidians, Haplosporidians, Gregarines

สำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้ง หรือ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง สามารถป้องกันโรคนี้ได้โดยการซื้อลูกกุ้งขาวแวนนาไมจากบริษัทฯ ที่นำพ่อแม่พันธุ์เข้าจากต่างประเทศและมีใบรับรองสถานะของพ่อแม่พันธุ์กุ้งว่าปลอดเชื้อ เอ็นเอชพี
อีกทั้งการให้จุลินทรีย์ใส่ลงบ่อ เพื่อลดปริมาณของเสียที่พื้นอันเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค และโปรไบโอติก (จุลินทรีย์ผสมอาหารให้กุ้งกิน) ในการจัดการระหว่างการเลี้ยงกุ้งขาว ก็จะอีกแนวทางที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรค เอ็นเอชพีได้ เนื่องจากโปรไบโอติกหรือจุลินทรีย์ตัวดีตัวที่เกิดประโยชน์จะเป็นตัวแย่ง และจับจองพื้นที่ในส่วนต่างๆ ของระบบทางเดินอาหารกุ้ง ส่งผลทำให้แบคทีเรียตัวที่ก่อโรคเอ็นเอชพีไม่สามารถยึดเกาะ และเพิ่มปริมาณได้มากในตัวกุ้งจนถึงขั้นเป็นอันตรายทำให้กุ้งเสียหาย
กุ้งในบ่อก็จะเป็นปกติสามารถเลี้ยงจนจับขายได้ไซส์ตามระยะเวลา
การใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับกุ้งขาวไทย เพื่อรักษาโรคเอ็นเอชพี
ในปัจจุบันข้อมูลล่าสุดที่ผมเห็น ผมคงต้องบอกว่าห้ามใช้ยาปฏิชีวนะทุกชนิดในกุ้งขาวก่อนเป็นดีที่สุด หากเราจะผลิตกุ้งเพื่อส่งขายตลาดต่างประเทศ รวมถึงตลาดยุโรป เพราะภาพของไทยตอนนี้เราไม่มีปัญหาเรื่องสารตกค้าง หรือยาปฏิชีวนะเลย
จริงอยู่ข้อมูลที่เคยนำเสนอในฉบับที่แล้ว ผมได้พูดถึงการใช้ยาในการร ักษาโรคนี้ แต่มาฉบับนี้ผมขอให้เกษตรกรไทย หยุดการคิดที่จะใช้ปฏิชีวนะในการป้องกันและรักษาโรคกุ้งในบ่อตัวเองก่อน และลองมาพิจารณาข้อมูลที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ ซึ่งผมได้รับคำแนะนำจากพี่หมอสุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ ให้ไปศึกษาข้อมูลดังกล่าว ซึ่งผมก็ได้ติดตามหาจนพบ อีกทั้งเห็นว่ามีประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวไทยมาก จึงนำข้อมูลการทำการทดลอง เรื่อง การเปรียบเทียบผลตรวจยาปฏิชีวนะตกค้างหลังการหยุดยาอ๊อกซี่เตตร้าซัยคลิน ซัลฟาเม็ทท็อกซาโซล ซัลฟาเม็ทท็อกซาโซล+ทรัยเม็ทโทปริม และเอ็นโรฟล็อกซาซินในกุ้งขาว (Penaeus vannamai) โดยวิธีไมโครเบียล อินฮิบิชั่น ดิสก์ แอสเสย์ และชุดทดสอบยาปฏิชีวนะตกค้าง "แซมเทสท์" ของทีมงาน อาจารย์ ธงชัย เฉลิมชัยกิจ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการเลี้ยงกุ้งขาว ของไทย ยังไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะใดๆ เพราะโอกาสที่จะเหลือตกค้างมีสูงมากในกุ้งขาว

สรุปเรื่องย่อของการทดลองครั้งนี้
การทดลองให้ยาปฏิชีวนะแก่กุ้งขาว นาน 7 วัน โดยการผสมในอาหาร แล้วทำการตรวจหายาปฏิชีวนะตกค้างในวันที่ 1 ถึงวันที่7 หลังจากหยุดให้ยา พบว่าการตรวจสอบหายาตกค้างด้วยวิธีไมโครเบียล อินฮิบิชั่น ดิสก์ แอสเสย์ พบตัวอย่างที่ให้ผลบวกน้อยมาก แต่การตรวจด้วยชุดตรวจสอบยาปฏิชีวนะตกค้าง "แซมเทสท์" พบตัวอย่างกุ้งที่ตรวจ *พบยาตกค้างในกลุ่มที่ได้รับยาอ๊อกซี่เตตร้าซัยคลิน ซัลฟาเม็ทท็อกซาโซล+ทรัยเม็ทโทปริม และ เอ็นโรฟล็อกซาซิน ลดลงในวันที่ 3 และวันที่ 4 หลังจากหยุดให้ยา แต่กลับเพิ่มขึ้นอีกในวันที่ 5 หรือวันที่6 หลังจากหยุดให้ยา
*สำหรับกุ้งขาวกลุ่มที่ได้รับยาซัลฟาเม็ทท็อกซาโซล พบว่าตัวอย่างกุ้งที่ตรวจพบยาตกค้างหมดไปในวันที่ 4-6 หลังจากหยุดให้ยา แต่กลับตรวจพบอีกในวันที่ 7 หลังจากหยุดให้ยา
ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้น่าจะมีสาเหตุจากการที่กุ้งขาว มีพฤติกรรมกินสิ่งขับถ่ายของกุ้งและ/หรือ ตะกอนที่พื้นบ่อ ซึ่งยังอาจมียาตกค้างสะสมอยู่ ดังนั้นในเบื้องต้นนี้การกำหนดระยะหยุดยาเพื่อให้กุ้งขาวปลอดยาปฏิชีวนะก่อนจับ เพื่อจำหน่ายจึงไม่ควรใช้มาตรฐานระยะหยุดยาของสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ และควรมีการศึกษาในด้านเภสัชจลนศาสตร์ เพิ่มเติมก่อนที่จะกำหนดระยะหยุดยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงกุ้งขาว
เป็นไงบ้างครับข้อมูลที่เรานำเสน อในวันนี้ จริงอยู่โรคเอ็นเอชพี (NHP) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งตามหลักแล้วเรามองว่าสามารถใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาได้ เหมือนที่ผมเขียนในฉบับที่ผ่านมา แต่จากข้อมูลที่ได้มีการทดลองเกี่ยวกับการใช้ยาในกุ้งขาวและตรวจหายาตกค้างของไทยเบื้องต้นนี้ คงต้องบอกว่ายาปฏิชีวนะยังไม่ใช่คำตอบที่ดีนักสำหรับโรคเอ็นเอชพี ในกุ้งขาวเมืองไทย ดังนั้นเราต้องมาจับจุดตรงการป้องกันน่าจะเหมาะที่สุด คือการซื้อพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวที่ปลอดเชื้อ เลือกซื้อลูกกุ้งที่ปลอดเชื้อ และใช้วีธีการจัดการแบบอาศัยจุลินทรีย์ โปรไบโอติก การรักษาสภาพน้ำสภาพบ่อให้มีคุณภาพดีอยู่เสมอ "รักเมืองไทย รักกุ้งไทย ห่างไกลยาฏิชีวนะครับ"


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด