ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

แม่โจ้เจ๋งประสบความสำเร็จ
วิจัยเลี้ยงก้ามกรามในบ่อคลุมพลาสติก

ปัจจุบันนี้การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเป็นอาชีพมีให้เห็นเกือบทุกภาคของประเทศ แม้กระทั่งภาคเหนือที่มีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงตลอดก็ยังมีการเลี้ยงอยู่หลายพันไร่ จากเดิมที่มักนิยมในภาคกลางเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบในการเลี้ยงแถบภาคเหนือก็คือ ในช่วงฤดูหนาวมักมีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตและอัตรารอด โดยเฉพาะลูกกุ้งวัยอ่อน เนื่องจากน้ำในบ่อเลี้ยงมีอุณหภูมิต่ำ ทำให้กุ้งกินอาหารได้น้อย
ด้วยเหตุนี้ ภาควิชาเทคโนโลยีการประมง คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำโดย อ.นิวุฒิ หวังชัย อ.เทพรัตน์ อึ้งเศรษฐพันธ์ อ.ชนกันต์ จิตมนัส อ.ประจวบ ฉายบุ เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน และ อ.สุภัทรา อุไรวรรณ์ จึงได้ร่วมกันศึกษาวิจัยการอนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามให้ได้ขนาด 4-5 กรัม ช่วงฤดูหนาวในบ่อดินที่คลุมพลาสติก โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการแห่งชาติ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามโครงการบูรณาการนำร่อง เรื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งเพื่อการส่งออกอย่างยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ 2547
ปัจจุบันนี้โครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งได้ทดลองเป็นระยะเวลา 75 วัน ในบ่อดิน ขนาด 100 ตารางเมตร อัตราการปล่อย 100 ตัว ต่อตารางเมตร และใช้ลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามขนาดพี 10 จากภาคกลาง มาทดลองเลี้ยงอนุบาล โดยใช้บ่อควบคุมอุณหภูมิเปรียบเทียบกับบ่อที่ไม่คลุมด้วยพลาสติก
ผลการทดลองปรากฏว่า อุณหภูมิเฉลี่ยในบ่อที่คลุมพลาสติกสูงกว่าบ่อที่ไม่คลุมพลาสติก และพบว่าที่จุดต่ำสุดของอุณหภูมิในบ่อที่ไม่คลุมและคลุมพลาสติก ต่างกัน 5 องศาเซลเซียส คือในบ่อที่ไม่คลุมพลาสติกจะมีอุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส และ 23 องศาเซลเซียส ในบ่อที่คลุมพลาสติก มีต่ำสุดตามระดับอุณหภูมิ (ต่ำสุด-สูงสุด) เฉลี่ยตลอดการทดลองในบ่อที่ไม่คลุมและคลุมพลาสติกใส คือ 23.8-27.4 และ 27.7-30.3 องศาเซลเซียส ตามลำดับ
สำหรับอัตราการรอดตายของลูกกุ้งก้ามกราม ทั้งที่อนุบาลในบ่อที่ไม่คลุมและคลุมพลาสติกไม่มีความแตกต่างทางสถิติ แต่อัตราการเจริญเติบโต และอัตราการแลกเนื้อของกุ้งก้ามกรามในบ่อที่ไม่คลุมและคลุมพลาสติกต่างกัน โดยอัตราการเจริญเติบโตของลูกกุ้งก้ามกรามในบ่อที่ไม่คลุมและคลุมพลาสติก คือ 0.037, 0.002 และ 0.062, 0.002 กรัม ต่อวัน ตามลำดับ
ส่วนอัตราการแลกเนื้อ คือ 4.8, 0.1 และ 2.3, 0.4 ตามลำดับ เมื่อสิ้นสุดการทดลองน้ำหนักของลูกกุ้งก้ามกรามในบ่อที่ไม่คลุมและคลุมพลาสติก คือ 2.70, 1.0 และ 5.42, 0.11 กรัม ตามลำดับ ดังนั้น การใช้พลาสติกคลุมเพื่อรักษาอุณหภูมิในบ่ออนุบาลมีผลดีต่อการเจริญเติบโตของลูกกุ้งก้ามกรามที่อนุบาลในฤดูหนาว
อ.นิวุฒิ กล่าวว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในภาคเหนือยังมีน้อย เนื่องจากอุณหภูมิต่ำในฤดูหนาว ต้องเลี้ยงนาน 8-9 เดือน และผลผลิตค่อนข้างต่ำประมาณ 250-300 กิโลกรัม ต่อไร่ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือการขนส่งลูกกุ้งไกลมากทำให้กุ้งอ่อนแอและอัตราการรอดต่ำ ดังนั้น การผลิตลูกกุ้งก้ามกรามในฤดูหนาวได้ขนาด 4-5 กรัม เพื่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงเป็นกุ้งขนาดใหญ่ จึงมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นการใช้พลาสติกคลุมบ่อเพื่อรักษาและควบคุมอุณหภูมิน้ำในบ่อ เพื่อแก้ปัญหาอุณหภูมิของน้ำต่ำในช่วงฤดูหนาว จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่น่าสนใจ และมีแนวทางที่จะผลิตลูกกุ้งก้ามกรามขนาด 4-5 กรัม ในฤดูหนาวได้ นอกจากนั้นลูกกุ้งก้ามกรามในขนาดดังกล่าวเมื่อนำไปเลี้ยงต่อจะใช้ระยะเวลาเพียง 5-6 เดือน เท่านั้น ก็ได้กุ้งที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นการย่นระยะเวลาเลี้ยงจากเดิมถึง 3-4 เดือน อีกทั้งสามารถเลี้ยงหรือจำหน่ายผลิตในฤดูหนาวได้ และผลผลิตที่ได้รับก็สูงขึ้น 400 กิโลกรัม ต่อไร่
อ.นิวุฒิ กล่าวว่า จากการวิจัยยังพบว่า วิธีดังกล่าวช่วยลดความเสียหายหรือเพิ่มอัตราการรอดของกุ้งได้มาก เนื่องจากใช้กุ้งขนาดโต 4-5 กรัม ซึ่งจากเดิมเกษตรกรลงกุ้งขนาด P 12 และมีอัตราการรอดที่ต่ำและไม่แน่นอน เพราะลูกกุ้ง P 12 ต้องผ่านการขนส่งระยะทางไกล เช่น จากสุพรรณบุรีไปเชียงราย ทำให้ลูกกุ้งอ่อนแอ
อ.นิวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการทดลองดังกล่าว เราจะมีการจัดการบ่อเลี้ยง ด้วยการทำความสะอาด ตากบ่อและลงปูนขาว และเตรียมน้ำโดยการกรองด้วยอวนตาถี่ พร้อมกับติดตั้งเครื่องเพิ่มอากาศ ส่วนการดูแลนั้นจะเปลี่ยนถ่ายน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และให้อาหารวันละ 3 มื้อ เวลาเช้ามืด บ่าย และตอนเย็น
เนื้อเรื่องและข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กุ้งไทย


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด