ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

วิเคราะห์แนวโน้มราคากุ้งตลอดปี 49
ฤทธิรงค์ บุญมีโชติ

บ. ไทยยูเนี่ยน ฯ
ภาพรวมแนวโน้มเรื่องราคาและตลาดในปี 2549 ผมมองว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลัก มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกันคือ 1.ความต้องการของตลาด ปีนี้น่าจะโตอยู่ที่ประมาณ 3-5 % ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของแต่ละประเทศผู้นำเข้า

2.ผลผลิตทั้งในและต่างประเทศ จากข้อมูลการประชุมกุ้งโลกที่ประเทศเวียดนาม เมื่อปลายปี 48 ทุกประเทศตั้งเป้าการผลิตเพิ่มขึ้น 10-15% เว้นเสียจากเจอภาวะโรคระบาด หรือภัยธรรมชาติก็อาจทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมาย เช่นเดียวกับบ้านเราที่ตั้งเป้าผลผลิตเพิ่มขึ้น 10-15 % แต่หากเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็อาจจะกระทบต่อราคาได้ ในขณะเดียวกันหากประเทศคู่แข่งใดเสียหายและผลิตได้ต่ำกว่าเป้าก็มีผลที่ต่อราคากุ้งบ้านเราในแง่บวกมากขึ้น ดังนั้นผลผลิตทั่วโลกจึงเป็นตัวหลักที่ชี้ราคาปี 2549 และ3.อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ผมมองว่าอาจจะมีผลกระทบบ้าง เพราะเป็นกลไกที่นอกเหนือการควบคุมของผู้ส่งออก ดังนั้นผู้ส่งออกต้องประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนกันเอง ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 40-42 บาทต่อดอลล่าร์ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ถ้าค่าเงินแข็งขึ้น คือต่ำกว่า 40 บาท ก็จะกระทบต่อการส่งออกของไทย ซึ่งไม่เพียงแต่กุ้งเท่านั้น ข้าวและสินค้าส่งออกอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่เนื่องจากปีนี้รัฐบาลตั้งเป้าเติบโต จีดีพีไว้มากกว่า 5% และมีเป้าหมายการส่งออกเพิ่มขึ้น 15-20% คาดว่ารัฐบาลเองคงเข้ามาดูแลเรื่องค่าเงินให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคส่งออก

มุมมองฐานตลาดในแต่ละประเทศ

เรามาวิเคราะห์ดูตลาดส่งออกกุ้งในแต่ละประเทศ ซึ่งหลักๆ มีอยู่ 6 ประเทศด้วยกัน คือ

สหรัฐอเมริกา ผมคิดว่าวันนี้เราพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ มากเกินไป ในตลาดสหรัฐฯ มีกุ้งเราอยู่มากกว่าครึ่ง นั่นหมายถึงถ้ามีอะไรเกิดขึ้นที่สหรัฐฯ เราจะได้รับกระทบอย่างหนัก การพึ่งพาเพียงตลาดเดียวจะกลายเป็นความเสี่ยง แต่ในเมื่อสหรัฐฯ สามารถรองรับปริมาณได้มาก ฐานตลาดของประเทศไทยจึงต้องเป็นอย่างนี้ช่วงหนึ่ง เพราะตลาดอื่นยังโตไม่ทัน แต่ในอนาคตคงต้องเปลี่ยนแปลง หาตลาดใหม่ๆให้มากขึ้น ขยายฐานตลาดแต่จะเป็นแบบค่อนเป็นค่อยไป ต้องทำให้สัดส่วนการส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯน้อยกว่า 50 %ให้ได้

“ทุกวันนี้ตลาดเป็นของผู้ซื้อ โดยเฉพาะผู้ค้าในสหรัฐฯ ทุกคนชอบขายกุ้งมาก เนื่องจากย้อนไป5 ปีที่แล้วกับราคาขายตามร้านอาหาร ณ วันนี้แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ราคาที่เขาซื้อจากเราถูกลงมาก ทำให้ผู้ค้าในสหรัฐฯได้กำไรส่วนต่างเยอะ ทุกคนก็เลยอยากจะขายกุ้ง พยายามจัดโปรโมชั่นต่างๆ ออกมา สรุปคือส่งไปตลาดนี้คงจะหวังราคาดีไม่ได้ แต่ปริมาณน่ะมีแน่ ยิ่งถ้าราคาถูกมากผู้ซื้อเขาก็ซื้อไม่อั้น นี่เป็นจุดอ่อนและจุดแข็งในตลาดสหรัฐฯ ก็หวังว่าภาครัฐและผู้ส่งออกต้องช่วยหาตลาดใหม่ เพื่อช่วยเกษตรกร”

สหภาพยุโรป หรืออียู ตลาดนี้มีความน่าสนใจเรื่องการปรับลด GSP ลงมาอยู่ในเกณฑ์ที่เราคาดหวังไว้ แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกๆ ในตลาดอียู จริงๆ ไม่ได้มีโอกาสให้เราเล่นเหมือนในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะอุดหนุนประเทศที่คนของเขาไปลงทุนก่อน เช่นในแถบมาดากัสกา ไปจนถึงอเมริกาใต้ ทางออกในตลาดอียูคือ เราต้องพัฒนาสินค้าเพิ่มมูลค่า การแปรรูป หรืออะไรที่เขาทำไม่ได้ เขาจึงจะซื้อจากเรา ดังนั้นตลาดนี้จึงต้องใช้เวลาในการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถ้าเราจะหวังว่าตลาดจะโตมากๆ เหมือนสหรัฐนั้นค่อนข้างจะยาก

ญี่ปุ่น สำหรับตลาดญี่ปุ่นเป็นตลาดพรีเมี่ยม ที่สามารถแจกราคาได้ แต่จะเน้นละเอียดทุกเรื่องตั้งแต่คุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ ดูกันไปตั้งแต่โรงงาน แหล่งผลิต และแบรนด์ของสินค้า ที่สำคัญคือญี่ปุ่นหันมาใช้กุ้งขาวกันมากเพราะราคาถูกกว่า แต่ส่วนหนึ่งยังคงต้องการกุ้งกุลาดำอยู่ ในราคาที่ไม่ต่างจากกุ้งขาวมากนัก

และผู้ซื้อมักนึกถึงเวียตนาม และอินเดียก่อนเป็นอันดับต้นๆ ส่วนกุ้งดำจากเมืองไทยเขาลืมไปแล้ว เพราะบ้านเราเลี้ยงต้นทุนสูงและไซซ์ใหญ่ไม่ได้ ในขณะเดียวกันเกษตรกรเองก็ไม่อยากเลี้ยงถ้าราคาพอกับกุ้งขาว แต่ในอนาคตถ้าอยากเลี้ยงกุ้งกุลาดำต้องเน้นว่าให้ปล่อยบางแล้วทำไซซ์ใหญ่ให้ได้ คืออาจจะไม่ใช้หน้า 4 แต่อาจจะเป็นที่ขนาด 10-20 ตัว/กก. ขายเป็นของพรีเมี่ยมราคาแพงไปเลยจึงแข่งกับเขาได้

สำหรับปัญหาของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน คืออัตราการเกิดของประชากรต่ำ คนแต่งงานมีลูกกันน้อยลง กลายเป็นสังคมหัวโตที่มีคนชราเยอะ และเด็กน้อย ทำให้น่าเป็นห่วงในแง่เศรษฐกิจมหาภาคและจุลภาค คนวัยทำงานต้องเสียภาษีมากในเลี้ยงสังคมคนชรา ทำให้ต้องประหยัดมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการบริโภคได้ในอนาคต และเราอาจจะขยายตลาดได้ลำบาก

ตลาดญี่ปุ่นสำหรับประเทศไทยในปีนี้ ผมคิดว่าพอไปได้แต่ไม่มากนัก เพราะเขาไม่ได้มองแต่กุ้งของไทย เขายังดูกุ้งที่เวียตนามและอินโดนีเซียเป็นหลักเช่นกัน ส่วนที่ญี่ปุ่นหันมาซื้อกุ้งจากไทยมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หลังจากตรวจพบสารตกค้างจากกุ้งจีนนั้น ผมมองว่า ไม่ใช่โอกาสดีในระยะยาวของไทย เพราะเป็นเรื่องการเมือง ยังไงจีนก็ยังมีอาวุธเด็ดคือ ใกล้กว่าและถูกกว่า เมื่อไหร่ที่แก้ปัญหาเรื่องสารตกค้างได้ตลาดก็กลับไปสภาพเดิม

ออสเตรเลีย ณ วันนี้นำเข้ากุ้งจากจีนเป็นจำนวนมาก หลังจากที่จีนมีปัญหาเอดีในสหรัฐฯ และปัญหาสารตกค้างในญี่ปุ่น จีนจึงพยายามหาตลาดใหม่ในทุกประเทศที่ไปได้ และเปิดตัวเรื่องราคาเป็นอาวุธหลัก ที่สำคัญจีนสามารถพัฒนาสีกุ้งขาว เมื่อต้มแล้วสีแดงจัดมากกว่ากุ้งกุลาดำบ้านเราเสียอีก เราจึงเสียตลาดส่วนหนึ่งให้กับจีนค่อนข้างมาก แม้ว่าออสเตรเลียจะเป็นตลาดไม่ใหญ่มากนัก แต่เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ไทยน่าจะไปได้

เกาหลี อีกตลาดหนึ่งที่น่าสนใจคือประเทศเกาหลี ที่รับซื้อทั้งกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวจากไทย ในรูปกุ้งแช่แข็งทั้งตัว และกุ้งเป็น เป็นจำนวนมาก ส่วนกุ้งแปรรูปที่เพิ่มมูลค่ายังมีไม่มาก

ตลาดอื่นๆ เช่นตลาดในแถบตะวันออกกลาง ผมมองว่าตลาดนี้น่าสนใจ ซึ่งต่อไปไม่ว่าตลาดเล็กๆน้อยๆ เราต้องไปหมด เพื่อขยายฐานตลาดของเราให้กว้างขึ้น


แนวโน้มราคา ตลอดทั้งปี 49

เดือน 1,2,3 ผมมองว่าราคาช่วง 3 เดือนนี้ดีแน่ เพราะไม่มีกุ้ง ผลผลิตน้อยไม่เพียงเฉพาะไทยเท่านั้น ทั้งจีน เวียตนาม และอินเดีย ก็ไม่มีกุ้งเหมือนกัน ผลผลิตกุ้งทั่วโลกน่าจะน้อยในช่วงนี้ มีเพียงอเมริกาใต้ที่มีกุ้งออกมากเนื่องจากเป็นช่วงหน้าร้อนของเขา จึงค่อนข้างเชื่อมั่นว่า ราคาใน ช่วง 3 เดือนจากนี้ไปค่อนข้างดี

เดือน 4,5,6 หลังจากที่ต้นปี บ้านเราลงกุ้งพร้อมๆกัน ทำให้ผลผลิตออกมากใน ช่วง3 เดือนนี้ และมักเป็นช่วงราคาขาลงเป็นประจำทุกปี ก็เป็นเรื่องที่น่าจับตามอง ผมคิดว่าราคาน่าจะอ่อนตัวลง เพราะราคา ณ วันนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริง อีกทั้งลูกค้าทั่วโลกเขารอสั่งซื้อตอนราคาขาลง ดังนั้นช่วงนี้จึงมักชะลอการซื้อ รอราคาให้ลงมากๆ ก่อน จนลงเต็มที่เขาจึงค่อยสั่งซื้อกัน แต่เนื่องจากการซื้อสินค้ากุ้งเป็นการซื้อขายล่วงหน้า เมื่อได้รับออเดอร์มาในช่วงที่ราคาต่ำ แต่พอจะส่งสินค้ากลับเป็นช่วงที่กุ้งบ้านเราราคาสูงขึ้น เพราะต้องแย่งกันซื้อ ทำให้ปีที่แล้วห้องเย็นส่วนใหญ่ขาดทุนกันถ้วนหน้า ดังนั้นปีนี้เชื่อว่าห้องเย็นก็คงระมัดระวังตัวกันมากขึ้น

เดือน 7,8,9 ผมมองว่าช่วง 3 เดือนนี้ ราคาน่าจะทรงตัว หรือดีขึ้นจาก 3 เดือนก่อน โดยเฉพาะราคาในช่วงเดือน 5-7 ที่อยู่ในช่วงขาลง ช่วงนี้ภาครัฐน่าจะเข้ามาประกันราคาอีกรอบ เพื่อช่วยเกษตรกรให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ จุดเชื่อมต่อของเดือน 7-9 ถ้าราคาไม่ดีขึ้นก็ไม่น่าจะแย่ลง เพราะห้องเย็นมีออเดอร์ในมือ น่าจะแย่งกันซื้อ ทำให้ราคาถีบตัวขึ้นบาง

เดือน 10-12 3 เดือนนี้คงไม่มีอะไรตื่นเต้น เพราะเป็นช่วงราคาค่อนข้างนิ่ง คือแกว่งตัวขึ้นลงบ้างขึ้นกับความต้องการของแต่ละตลาด

สรุปราคาโดยภาพรวม กุ้งขาว ราคาปีนี้ไม่น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าดูสถิติที่เราเริ่มเลี้ยงกุ้งมาตั้งแต่กลางปี 46 จนถึง 48 ราคาเฉลี่ยทั้งปี ในปี 48 ราคาดีที่สุด มีแย่แค่ 2 เดือนเท่านั้น ส่วนปี 49 นี้ราคายังดีไม่ผันผวนมากนัก มีราคาขึ้น-ลงบ้างตามฤดูกาล แต่อย่าหวังมากว่าราคาจะดีมากๆ เหมือนเดิม

ส่วน 3 เดือนอันตราย คือ เดือน 5,6,7 คงหนีไม่ออกเพราะเป็นช่วงที่เลี้ยงผ่านได้ง่าย ไม่มีความเสี่ยงดังนั้นคงต้องหันมามองเรื่องต้นทุน และอัตรารอดว่าใครดีกว่ากัน ผมแนะนำว่าในช่วงที่ราคาต่ำให้ทยอยจับออกบางส่วน เป็นทุนประกันความเสี่ยงไว้ก่อน ซึ่งพบว่าวิธีพาเชี่ยนออกที่ดีที่สุดคือเปิดประตูน้ำให้ได้ปริมาณกุ้งตามที่ต้องการ จากนั้นจึงดึงน้ำเข้าบ่อเหมือนเดิม แล้วส่วนที่เหลือก็เลี้ยงทำไซซ์ใหญ่ เพื่อให้ได้ราคามากขึ้น ย้ำว่า ปีนี้ควรศึกษาคนที่เลี้ยงสำเร็จให้มาก ดูความพร้อมของตัวเอง ทั้งอุปกรณ์และบุคลากร วางแผนการเลี้ยงให้ดี เพื่อ ให้มีผลผลิตตลอดทั้งปี สำหรับคนที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำต้องเลี้ยงให้ได้ไซซ์ใหญ่จริงๆ และต้องเลี้ยงให้รอด


ผลผลิต

สำหรับประเทศไทย คาดว่าผลผลิตตลอดทั้งปี 49 น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 4 แสนตัน เป็นกุ้งขาวมากกว่า 90 % ถ้าเป็นไปตามแผนโรดแมปของภาครัฐก็ต้องมีกุ้งออกสู่ตลาด 4-5 แสนตันเลยทีเดียว

บทสรุป

ผมมองว่า ศักยภาพการเลี้ยงและการแข่งขันของเมืองไทยยังดีอยู่ เพราะเรามองเห็นภาพทั้งในและนอกประเทศ จึงควรที่จะมีการวางแผนพร้อมรับสถานการณ์ ไม่หลอกตัวเองในเรื่องราคา ต้องคิดที่พื้นฐานความเป็นจริง อย่าไปคิดว่าราคาจะดีตลอด เนื่องจากเราคอนโทรลตลาดไม่ได้

ปีนี้อยู่ที่เรื่องของต้นทุนการผลิต ว่าใครจะวางแผนจัดการได้ดีกว่ากันหากเราฟุ่มเฟือยเกินไป ต่อให้ราคากุ้งดี ก็อาจจะอยู่ไม่ได้ เพราะราคาต้นทุนที่แพงขึ้น ดังนั้นต้องเลือกสิ่งที่ดีทุกอย่าง ตั้งแต่ลูกกุ้งคุณภาพ อาหารคุณภาพ การวางแผนการเลี้ยงให้ดี

ที่สำคัญ เรื่องของการตรวจสอบย้อนกลับ ที่จะมีผลต่อการส่งออกของกุ้งไทยอย่างมาก ผมย้ำว่ายาปฏิชีวนะต่างๆ ที่ห้ามใช้ ไม่ควรจะนำมาใช้ในระบบการเลี้ยงในบ้านเราอีกต่อไป เวลาที่ผู้เลี้ยงกุ้งซื้อสินค้าแปลกๆ ก็ขอให้ดูเอกสารกำกับสินค้า ดูส่วนประกอบให้แน่ใจเสียก่อน เพราะหากเจอยาปฏิชีวนะนอกจากจะเป็นผลเสียต่อตัวเองที่ติดแบ็คลิสต์ไม่สามารถขายกุ้งได้อีกต่อไป และถ้าผู้ซื้อในต่างประเทศเจอ เขาจะแบน ไม่ซื้อกุ้งเราทั้งประเทศ จะเห็นได้ว่าผลร้ายส่งต่ออุตสาหกรรมทั้งตัวเราและส่วนรวม ดังนั้นทุกคนต้องร่วมมือกัน

“ผมอยากเห็นความสำเร็จของอุตสาหกรรมกุ้งไทย อยากให้ทุกคนมองไกลไปในอีก 5-10 ปีข้างหน้าว่า เราจะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมกุ้งยั่งยืน เราต้องเริ่มทำกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ทุกคนไปรอดทั้งหมด

สุดท้ายผมขอให้ทุกท่านเลี้ยงกุ้งรอด ไซซ์ดี มีกำไรกันถ้วนหน้าครับ”


เนื้อเรื่องและข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กุ้งไทย


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
อกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด