ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เลี้ยงกุ้งแบบใช้จุลินทรีย์
ไม่ต้องทำสีน้ำ แถมกำราบทอร่าอยู่หมัด


หากบอกว่า มีฟาร์มที่ไม่ทำสีน้ำ ไม่ใช้ยา แถมไม่ให้อาหารเสริม แต่กุ้งกลับโตเอาโตเอา จับขายได้กำไรมานักต่อนัก หลายคนอาจสงสัยว่า “มีด้วยเหรอ” แถมด้วยคำถามพ่วงท้ายมาว่า “แล้วเขาเลี้ยงยังไง มีเทคนิคพิเศษอะไร” คำตอบก็คือ “ใช้แต่จุลินทรีย์ไง” ทำกุ้งสุขภาพดี โตเร็ว แถมยังสามารถกำจัดโรคทอร่าอันร้ายกาจซะอยู่หมัดอีกด้วย ถ้าอยากรู้เบื้องลึกเบื้องหลัง เราก็ไปถาม”เจ๊ตุ๊กตา” แห่งตุ๊กตาฟาร์มกันได้เลย
“
ตุ๊กตาฟาร์ม” ตั้งอยู่ที่ อ.กันตัง จ.ตรัง บริหารงานโดย คุณวันวิสาข์ กษิดิศกุล หรือที่รู้จักกันดีในนามของเจ๊ตุ๊กตา มีบ่อเลี้ยงทั้งหมดประมาณ 40 บ่อ บ่อละประมาณ 5 – 7 ไร่ กระจายอยู่ในเขตอำเภอกันตัง
เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส
เจ๊ตุ๊กตา เริ่มเล่าให้ฟังว่า เดิมทีประกอบอาชีพที่ไม่เกี่ยวข้องกับกุ้ง แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อประมาณปี 39 จึงได้ลองเปลี่ยนมาเลี้ยงกุ้ง กอปรกับได้รับการชักชวนจากญาติพี่น้องและคนคุ้นเคย จึงเริ่มต้นที่การหาบ่อร้างที่เลี้ยงแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ เพื่อทดลองเลี้ยงดู โดยเริ่มจากการกุ้งดำก่อนจำนวน 3 บ่อ จากนั้นก็ขยับขยายเรื่อยมา จนกระทั่งมีประมาณ 40 บ่อ ดังเช่นทุกวันนี้
“เริ่มต้นจากการเลี้ยงกุ้งดำแค่ 3 บ่อ ซึ่งก็ปรากฏว่าสามารถทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จตลอด เพราะต้องลองผิดลองถูกมาพอสมควร จึงได้สูตรสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีการพัฒนาการเลี้ยง เนื่องจากทุกวันนี้ เรามีการพัฒนาเทคนิคการเลี้ยงอยู่เรื่อย แต่ที่สำคัญที่นี่จะยึดมั่นในหลักการรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการมีบ่อพักน้ำ และการบำบัดน้ำทิ้ง”
การเตรียมบ่อ / เตรียมน้ำ
สำหรับการเตรียมบ่อจะใช้การกวาดเลนโดยใช้รถแบล็คโฮลเลย จากนั้นก็จะตากบ่อไว้ 5 – 6 วัน แล้วจึงสูบน้ำเข้าบ่อ โดยใช้ตาข่ายกรองน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่สำคัญจะไม่มีการฆ่าเชื้อใดๆ ทั้งสิ้นในน้ำ แต่จะบำบัดน้ำโดยใช้จุนลินทรีย์ โดยในเดือนแรกจะใช้ 15 วันต่อครั้ง ตามอัตราส่วนที่เหมาะสม เดือนที่สองจะให้ 7 วันต่อครั้ง แต่เมื่อขึ้นเดือนที่สามจะเพิ่มเป็น 3 วันต่อครั้ง
โดยหลังจากสูบน้ำเข้าบ่อในระดับความสูงประมาณ 2 – 2.20 เมตร แล้ว จะพักน้ำประมาณ 3 – 4 วัน จากนั้นจะใช้กากชาสาดให้ทั่วบ่อเพื่อฆ่าพาหะในปริมาณที่เหมาะสม แล้วลงตามด้วยจุลินทรีย์อีกครั้ง จากนั้นพักน้ำอีกไม่เกิน 10 วัน และวัดความเค็มเพียงอย่างเดียว เพื่อประโยชน์ในการปรับค่าความเค็มของน้ำในฟาร์มให้เหมาะสมกับลูกกุ้ง ส่วนค่าพีเอชแถบนี้ไม่เป็นปัญหา เพราะน้ำแถวนี้จะมีค่ามาตรฐาน
เจ๊ตุ๊กตา กล่าวต่อไปว่า ส่วนการทำสีน้ำนั้น ที่นี่จะไม่ทำ แต่หากลงกุ้งไปแล้ว แล้วเป็นช่วงที่น้ำใสมากๆ ก็อาจมีการลงปูนบ้าง แต่ไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่จุลินทรีย์จะช่วยอยู่แล้วในระดับหนึ่ง
“ต้องพยายามให้ดูน้ำที่ดึงเข้ามา ว่าต้องเป็นน้ำที่ดีพอ ซึ่งจะมีการวัดเฉพาะความเค็มอย่างเดียว เพื่อให้เหมาะสมกับลูกกุ้ง อย่างเมื่อฝนหยุดตกใหม่ๆ อย่างนี้เราจะไม่ดึงน้ำเข้ามาเลย เพราะอาจมีเชื้อปนเปื้อน”
ใช้ลูกกุ้งพี 11 ปล่อย 8 แสนตัว/ไร่
จากนั้นจะเตรียมการลงกุ้ง ซึ่งลูกกุ้งที่ตุ๊กตาฟาร์มเป็นลูกค้าประจำคือ ลูกกุ้งของภูเก็ตแฮชเชอรี่ โดยจะใช้ลูกกุ้งพี 11 ที่ผ่านการตรวจแล้วว่าปลอดโรค จากนั้นจะนำถุงกุ้งที่ซื้อมาลอยในน้ำประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วจึงปล่อยลงบ่อในเวลาต่อมา ปล่อยลูกกุ้งสลับบ่อเฉลี่ยแล้ว 800,000 ตัวต่อไร่ ซึ่งที่ผ่านมาเคยเลี้ยงได้เกือบ 15 ตัน
“ในช่วงนี้ต้องมีการดูแล รวมถึงการบริหารจัดการอย่างดี เพราะฉะนั้นช่วงนี้ คนงานต้องขยันดูรอบๆ บ่อ ว่ากุ้งเป็นอย่างไร น้ำเป็นอย่างไร มีอะไรผิดปกติตรงไหนหรือไม่ อย่างไร หลังจากลงกุ้งแล้ว ก็จะให้อาหารทันที”
สำหรับการตีน้ำนั้น เจ๊ตุ๊กตา กล่าวว่า การตีน้ำก็จะตีอย่างปกติ คือตีตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน แต่กลางวันจะตีน้ำน้อยกว่ากลางคืน และจะเร่งรอบมากกว่ากลางวัน โดยทุกบ่อจะมีเครื่องตีน้ำอย่างน้อย 8 ตัว
ส่วนการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ช่วงแรกจะเริ่มที่ 10 ซ.ม.ครั้งต่อไปหากมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำอีก ก็จะเปลี่ยนไม่เกิน 1 ฟุต โดยการเลี้ยงแต่ละครอป จะเปลี่ยนถ่ายน้ำเพียง 2 – 3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำ แต่หากน้ำสภาพดีก็จะพยายามไม่ไปยุ่งกับน้ำมากนัก
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากกุ้งอยู่ในช่วงอายุ 80 - 90 วันขึ้นไป ก็จะไม่ทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำ แต่จะใช้น้ำดิบใส่ลงไปโดยตรง เพราะหากกุ้งมีปัญหาก็สามารถจับขายได้ทันที แต่หากเป็นกุ้งไม่ถึงเวลาที่กำหนด จะต้องทำกพักน้ำก่อน เพราะหากน้ำมีปัญหาจะขายไม่ได้ราคา เนื่องจากไม่ได้ไซซ์
เทคนิคการอาหารและเช็คยอ
เจ๊ตุ๊กตา กล่าวต่อไปว่า หลังปล่อยกุ้งก็จะทำการให้อาหารเลย โดยให้อาหารตามสูตรของซีพี คือให้ 3 มื้อ ส่วนมื้อที่ 4 จะตัดเหลือ 10 – 20 กก. และจะมีการเช็คยอทุกมื้อ โดยในช่วงแรกจะเช็คทุก 2 ชั่วโมงครึ่ง จากนั้นประมาณ 70 วัน จึงลดลงเป็นเช็คยอ 1.5 – 2 ชม.ขึ้นอยู่กับการกินอาหาร โดยจะใช้สูตรคูณ 1 ไปจบที่คูณ 4 หรือคูณ 5 ซึ่งหากกินอย่างสม่ำเสมอ ใน 1 วันจะไม่เพิ่มเกิน 10 กก. คือ หากมื้อแรกให้อาหาร 10 กก. แล้วกินหมด มื้อต่อไปก็จะยังคงให้ 10 กก.อยู่ แต่หากมื้อที่สามให้ในปริมาณเท่าเดิม ก็ยังคงหมดอีก ก็จะเพิ่มอีกในมื้อต่อไปไม่เกิน 5 กิโลกรัม แต่หากกินอาหารในยอไม่หมดจะลดลงมาประมาณ 5 กก.
สำหรับอาหาร ทางฟาร์มจะใช้อาหารของ บ.ลีพัฒนา เนื่องจากมีคุณภาพสูง โดยเฉพาะโปรตีน ทำให้กุ้งโตดี โดยเริ่มให้อาหารที่เบอร์ 1 ประมาณ 10 วัน จึงเปลี่ยนเป็นเบอร์ 2 และหากจะเปลี่ยนเป็นเบอร์ 3 ก็จะดูไซซ์ของกุ้งว่ามีขนาดเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับไซซ์กุ้ง จำนวนอาหารที่เหลือในยอ และระยะเวลาเป็นหลัก ที่สำคัญที่นี่จะให้อาหารผสมกันหลายเบอร์ เพราะฉะนั้นพนักงานจะต้องทราบว่า อาหารชนิดไหนเหลืออยู่ในยอเท่าไร และในมื้อต่อไปจะต้องลดหรือเพิ่มอาหารขนาดและปริมาณเท่าใด ส่วนอาหารเสริม ที่นี่จะไม่มีการให้แต่อย่างใด
“คนงานต้องดูอาหารในยอ ว่าเหลืออยู่ประมาณกี่กรัม แล้วเอามาคูณเป็นจำนวนกิโลกรัม แล้วนำมาคำนวณว่า จะต้องลดไปกี่กิโลกรัม แต่หากให้ไปกี่มื้อก็ยังกินเหลือ ก็จะต้องลดไปทีเดียว 10 – 20 กิโลกรัม หรือตัดไปครึ่งหนึ่งเลย เพื่อที่จะไม่ให้อาหารตกค้างในบ่อ”
จุลินทรีย์ตัวแปรสำคัญ
สำหรับเทคนิคพิเศษของที่นี่ เจ๊ตุ๊กตา เปิดเผยว่า น่าจะเป็นในเรื่องของการใช้จุลินทรีย์มากกว่า เพราะที่นี่จะเน้นการให้จุลินทรีย์อย่างมาก และจะเลี้ยงทั้งระบบปิด และระบบเปิด ซึ่งหากน้ำเขียวมากก็อัดจุลินทรีย์มากหน่อย อาจเป็นวันเว้นวันหรือทุกวันแล้วแต่สถานการณ์ เรียกได้ว่า เป็นทั้งยาระบายและยาบรรเทาโรคกุ้ง ทั้งนี้จุลินทรีย์ที่ใช้ จะเป็นจุลินทรีย์สูตรเฉพาะที่ทางฟาร์มผลิตไว้ใช้เอง ซึ่งประกอบไปด้วยจุลินทรีย์หลายชนิด ทำให้มีคุณสมบัติหลายอย่าง ซึ่งสามารถกำจัดได้ทั้งของเสีย และบำบัดโรคบางชนิดได้
ใส่ใจทุกรายละเอียด
นอกจากนั้น ยังจะเน้นที่การบริหารจัดการที่ดี เพราะถ้าการบริหารจัดการดี การทำงานก็จะราบรื่นขึ้น ที่เหลือก็จะขึ้นกับปัจจัยอื่นต่อไป ซึ่งเราต้องสามารถทำให้พนักงานเลี้ยงกุ้งนั้น มีความสนใจ ใส่ใจ และรักในอาชีพของตัวเองให้มากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา ไม่ว่าบ่อใหญ่ขนาดไหน หากว่ามีกุ้งเพียง 1 ตัว ขึ้นมาว่ายวนรอบบ่อ พนักงานดูแลฟาร์ม ก็ต้องสังเกตเห็น และสามารถวิเคราะห์ได้ว่า เกิดจากสาเหตุใด
“ที่นี่เมื่อพบกุ้งลอยหัว กุ้งตายในยอ หรือมีอาการผิดปกติแค่เพียง 1 ตัว ก็จะรีบจับกุ้งตัวนั้นไปเช็คพีซีอาร์ทันที ซึ่งถ้าผลการตรวจระบุว่า กุ้งเป็นโรคตัวแดงดวงขาว ก็จะจับทั้งบ่อทันที ไม่ว่ากุ้งจะมีขนาดเท่าใด หรือจะยังไม่มีอาการของการติดเชื้อก็ตาม จึงทำให้ที่นี่ ไม่มีการแพร่ระบาดของโรคไปยังบ่ออื่นๆ แม้ขณะกำลังเกิดโรคระบาดในพื้นที่ ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดไปยังบ่ออื่นๆ”
พิชิตทอร่าด้วยจุลินทรีย์
แต่หากพบว่ากุ้งเป็นโรคทอร่า ก็จะไม่จับทั้งบ่อ และจะไม่มีการปฏิบัติใดๆ ต่อกุ้งเลย ไม่ว่าจะเป็น การสูบน้ำ ให้อาหาร ( อาจลดลงเหลือให้อาหารเพียง 20 % แล้วแต่อาการของกุ้ง ) ให้ยา หรือสิ่งอื่นใด แต่จะใส่จุลินทรีอัดทุกวัน ซึ่งก็ปรากฏว่า สามารถดึงได้จนจบครอป โดยจะมีอัตราการสูญเสียประมาณ 20 %
“เมื่อรู้ว่ากุ้งเป็นทอร่า เราก็จะไม่เข้าไปยุ่งกับกุ้งในทุกรณี รวมทั้งไม่ให้อาหารหรือลดเหลือแค่ 20 % และนำอาหารไปใส่ในยอตามจำนวนยอ จากนั้นเมื่อเรายังพบว่าในยอมีกุ้งตาย ก็จะให้คนงานเก็บกุ้งตายเท่าที่จะเก็บได้ จากนั้น ก็จะใช้นำไปต้มด้วยน้ำร้อน และทำการฝังเพื่อฆ่าเชื้อ นอกจากนั้นอยากจะเตือนเกษตรกรว่า หากเกิดกรณีเช่นนี้ อย่าพยามใช้ปูนเพื่อเร่งการลอกคราบ เพราะอาจเกิดความสูญเสียมากกว่าได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดี อัดจุลินทรีย์เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จะดีที่สุด”
เจ๊ตุ๊กตา กล่าวในตอนท้ายฝากถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งว่า “หากรักจะเลี้ยงกุ้งแล้ว ก็ต้องรักษาสภาพแวดล้อม ไม่ถ่ายน้ำลงแหล่งน้ำโดยตรง อย่าปิดบังเทคนิคการเลี้ยงต่อเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน เพราะหากฟาร์มของเกษตรกรรายอื่นเลี้ยงแล้วดี รอด ไม่เป็นโรค สภาพแวดล้อมก็จะดีตามมา นอกจากนั้น ยังมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดโรคระบาดในแต่ละพื้นที่ ที่สำคัญเราต้องมีการบริหารจัดการที่ดีทั้งต่อกุ้งและพนักงาน เพราะที่นี่จะเน้นอย่างมากในเรื่องกุ้ง และพนักงานว่าต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีในระดับเดียวกัน เนื่องจากเราตระหนักอยู่เสมอว่า หากพนักงานอยู่ดีกินดีมีใช้ ก็มีกำลังใจให้เลี้ยงกุ้งได้อย่างดี นอกจากนี้อ๊อกซิเจนต้องเพียงพอ และอาหารที่ใช้ต้องมีโปรตีนสูงด้วยด้วย”

เนื้อเรื่องและข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กุ้งไทย

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด