ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ไปดูเปรู เลี้ยงกุ้ง กับ ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ

จากการเดินทางไปประเทศเปรู เพื่อศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการเพาะเลี้ยงกุ้งกับผู้ประกอบการรายใหญ่ของประเทศเปรู พบว่าอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งของประเทศนี้ มีการพัฒนาไปจากอดีตเป็นอย่างมาก โดยเห็นได้จากผู้ประกอบการมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยง จากที่เคยเลี้ยงกุ้งในบ่อดิน หันมาใช้วิธีการปูพื้นบ่อด้วยพีอี ซึ่งทุกบ่อล้วนแต่ปูพีอีทั้งสิ้น ทั้งนี้พีอีมีคุณสมบัติพิเศษคือ มีความหนาและคงทน สามารถยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงยังรู้จักระบบการป้องกันโรคเช่นเดียวกับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดน้ำด้วยคลอรีน การกรองน้ำให้ตกตะกอน หรือการเลี้ยงกุ้งด้วยความเค็มต่ำ
คลุมกรีนเฮาท์ป้องกันตัวแดงดวงขาว
แต่พัฒนาการที่น่าสนใจของวงการกุ้งในประเทศเปรูคือ การหาวิธีป้องกันโรคตัวแดงดวงขาว (white spot syndrome virus) ที่มักจะเกิดในช่วงฤดูหนาว ด้วยการใช้พลาสติกใสสีขาวที่มีความหนาคลุมปากบ่อ หรือที่เรียกกันว่ากรีนเฮ้าส์ ( green house ) หรือโรงเรือน เพื่อควบคุมอุณหภูมิน้ำให้สูงกว่า 28 องศาเซลเซียส ทำให้ในฤดูหนาวอุณหภูมิในฟาร์มเลี้ยงอุ่นกว่าปกติ จึงไม่เกิดโรคตัวแดงดวงขาว และสามารถเลี้ยงกุ้งได้ไซซ์ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม วิธีดังกล่าวจะเหมาะกับสภาพพื้นที่ที่มีอุณหภูมิหนาวเย็นเท่านั้น
ข้อเสียอัตราแลกเนื้อสูง
อย่างไรก็ดี ผลในทางลบที่สังเกตได้อย่างหนึ่งคือ หลังจากการเลี้ยงในโรงเรือนหรือปกคลุมด้วยพลาสติก จะพบว่าอัตราแลกเนื้อสูงขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งจากเดิมการเลี้ยงในบ่อพีอีกลางแจ้ง อัตราแลกเนื้อจะอยู่ที่ประมาณ 1.6-1.7 แต่หลังจากเลี้ยงใน green house แล้ว อัตราแลกเนื้อสูงขึ้นเป็น 2.2-2.4 ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้คือ อุณหภูมิของน้ำในตอนเช้าประมาณ 30 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับที่ไม่มีปัญหา แต่ในตอนบ่ายประมาณ 33-34 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงเกินระดับพอดี กุ้งจะกินอาหารน้อยลง และอาหารที่เหลือจะเน่าเสียเร็ว โดยเฉพาะที่น่าสนใจมากคือ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำในตอนเช้าประมาณเกือบ 4 มิลลิกรัมต่อลิตร (พีพีเอ็ม) ส่วนในตอนบ่ายประมาณ 5 กว่า ๆ เท่านั้น เท่าที่สังเกตดูเกิดจากการให้อาหารผิดพลาด ทำให้มีอาหารเหลือมาก อัตราแลกเนื้อจึงสูง โดยเฉพาะในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนจับขาย ระดับพีเอชจะต่ำมากในตอนเช้าประมาณ 7.2
เลี้ยงแบบสร้าง FLOC ทำแบคทีเรียเป็นอาหารกุ้ง
นอกจากนั้น การเลี้ยงกุ้งที่เปรู ต้องการที่จะเลี้ยงแบบประเทศเบลิส คือการเลี้ยงกุ้งแบบสร้าง FLOC หรือการเติมกากน้ำตาลลงในบ่อทุกวัน เพื่อเป็นอาหารให้แบคทีเรีย เมื่อแบคทีเรียมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจะรวมตัวเป็นก้อน กุ้งก็จะได้กินแบคทีเรียนี้เป็นอาหาร ทำให้ไม่ต้องให้อาหารเสริมที่มีโปรตีนสูงมาก ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าอาหารได้ทางหนึ่ง แต่การเติมกากน้ำตาลทุกวันในปริมาณมาก จะส่งผลให้แบคทีเรียเพิ่มมากขึ้นจนกุ้งไม่สามารถกินได้หมด เมื่อแบคทีเรียที่เหลือรวมตัวกับแพลงตอนทำให้ออกซิเจนในน้ำต่ำ แม้จะใช้เครื่องตีน้ำช่วย ก็ไม่สามารถทำให้ออกซิเจนในน้ำเพียงพอได้ ส่งผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของกุ้งช้าลง
อย่างไรก็ตาม จากการทดลองของบริษัทผู้ผลิตอาหารกุ้งขาวแวนนาไมในโรงเรือน ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิน้ำได้ ในถังขนาด 5 ตัน พบว่ากุ้งขาวขนาดใหญ่น้ำหนักเกิน 15 กรัม ไม่จำเป็นต้องการโปรตีนสูงมาก ซึ่งจากการไปดูบ่อที่ทดลอง อาหารโปรตีนสูตรต่างๆ หากควบคุมคุณภาพน้ำทุกอย่างให้ดี และเกิด floc กุ้งก็จะโตดีเท่าๆ กัน แม้ว่าระดับโปรตีนจะต่างกันมากก็ตาม คือต่ำสุดมีโปรตีน 25 เปอร์เซ็นต์
ความรู้ใหม่เพียบ เตรียมนำมาต่อยอด
ดร.ชลอ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ประเทศเปรูจะเป็นประเทศเล็กๆ มีประชากรประมาณ 30 ล้านคน อีกทั้งมีพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งจำกัด ซึ่งสามารถเลี้ยงกุ้งได้เพียงปีละ 1-2 รอบ ได้ผลผลิตประมาณ 8,500 ตันต่อปีเท่านั้น แต่อุตสาหกรรมกุ้งของประเทศเปรู นับว่ามีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงกุ้งจะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีทุนทรัพย์ในการดำเนินธุรกิจ ทำให้มีการลงทุนและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
“การไปเปรูครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ จากผู้เลี้ยงกุ้งที่นั่นอย่างมาก เช่น วิธีการแก้ปัญหากุ้งต้มไม่ให้มีกลิ่นโคลน ด้วยวิธีใช้แคลเซียมคาร์บอเนตกับหินปูนผสมในอาหาร เมื่อกุ้งกินไปแล้ว จะถ่ายเอาของเสียออกจากร่างกาย ทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็นขณะต้ม ซึ่งเป็นวิธีที่น่าสนใจ แต่ต้องมีการนำมาศึกษาและขยายผลต่อไปอีก” ดร.ชลอ กล่าวทิ้งท้าย
เนื้อเรื่องและข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กุ้งไทย

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด