ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

มาลาไคท์ กรีน Malachite green:
เป็นสีย้อมชนิดหนึ่ง มีชื่อทางเคมี 4-R (dimethylamine)-pheny- benzylidene)-2, 5-cyclohexa-dinelylidine dimethylammonium chloride
ความเป็นมา


1.นำมาใช้เพื่อป้องกันหรือรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อรา และปรสิตเซลล์เดียว โดยแนะนำให้ใช้ในอัตราความเข้มข้นระหว่าง 0.1-2 ppm และมีการนำมาใช้ร่วมกับ Formalin ในการรักษาโรคจุดขาว
2.โดยทั่วไปจะใช้กันในโรงเพาะฟักในประเทศเขตที่มีอุณหภูมิค่อนข้างเย็น สำหรับในประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อนจึงไม่ค่อยนิยมใช้ อีกทั้งราคาของยาในกลุ่มนี้มีราคาแพง
3.ยาในกลุ่มนี้มีช่วงเวลาการสลายตัว ซึ่งหากนำมาใช้ในการเพาะเลี้ยง ก็สามารถควบคุมช่วงเวลาการสลายตัวของยาให้หมดไป ก่อนจับปลาขายสู่ท้องตลาด
4.ความเป็นพิษที่รุนแรงดังกล่าวจึงทำให้การใช้ Malachite green จำกัดอยู่ในโรงเพาะฟักเท่านั้น และเกษตรกรบางส่วนก็เปลี่ยนมาใช้สารป้องกันเชื้อรากลุ่มอื่นแทน เช่น ไตรฟูราลิน เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการใช้ Malachite green ในกิจการปลาสวยงามอยู่บ้าง
ความเป็นพิษ
1.ในปี 1989 ประเทศเยอรมันกำหนดค่า MRL อยู่ที่ 10 ppb
2.ประเทศสาธารณรัฐเช็ค กำหนดช่วงเวลาหยุดการใช้ยา (withdrawal period) ชนิดนี้นานถึง 6 เดือน
3.มีความเป็นพิษต่อสัตว์น้ำสูงมาก โดยพบว่าที่ระดับความเข้มข้น 1-2 ppm ก็จะทำให้ปลาน้ำจืดตายได้ในเวลา 1 ชั่วโมง เช่นเดียวกับในกุ้งทะเล
ค่าต่ำสุดของสาร Malachite green

1.เป็นสารที่ก่อให้เกิดกลายพันธุ์ (Mutagenic) โดยทำให้ไข่ของปลาที่แช่ด้วยสารชนิดนี้มีการพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนอย่างไม่สมบูรณ์
2.เป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogenic) ในสัตว์ทดลอง
3.Commission Regulation No. 2002/657/EC กำหนด ค่าต่ำสุดของสาร Malachite green ที่ระดับ 2 Mg / Kg
การตรวจวิเคราะห์

1.โดย LC/MS/MS
2. โดย HPLC
ที่มา - กรมประมง

“
มาลาไคต์กรีน” หายนะอุตสาหกรรมกุ้ง
สถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้งในปัจจุบันนี้ มีการผันผวนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเรามักจะพบว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สินค้ากุ้งของไทยในด้านการส่งออกประสบปัญหาเป็นระยะๆ นั้น ส่วนหนึ่งมาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเกษตรกรในการใช้สารเคมี เพื่อกำจัดหรือรักษา ในระบบการจัดการเพาะเลี้ยงกุ้งของตนเพื่อความอยู่รอด แต่หารู้ไม่ว่าสารฆ่าเชื้อโรคบางชนิด เป็นสารเคมีที่ส่งผลร้ายแรงต่อการส่งออกสินค้ากุ้งของไทยเป็นอย่างมาก
ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลายๆ ท่านคงจะทราบกันดี ถึงเรื่องของการตรวจพบการใช้สารมาลาไคต์กรีนในสินค้ากุ้ง ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกกุ้งของไทยไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เกาหลีเริ่มมีปฏิกริยากับเรื่องนี้ เนื่องจากตรวจพบสารดังกล่าวในสินค้ากุ้งไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้กุ้งส่งออกจากไทย เริ่มมีปัญหาในการส่งออกไปยังเกาหลีระยะหนึ่ง ซึ่งจากการที่ทีมงานหนังสือพิมพ์กุ้งไทย ได้มีโอกาสไปสอบถามข้อมูลจาก ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ อาจารย์คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านได้กล่าวว่า สารมาลาไคต์กรีน หรือ victoria green B หรือ evergreen B เป็นสารเคมีที่มีลักษณะเป็นผงสีเขียวค่อนข้างน้ำเงินเข้ม สามารถละลายน้ำได้ดี ใช้ในการควบคุมและกำจัดปรสิตต่างๆ เป็นชนิด zinc-free oxalate ซึ่งมีตัวยา 100%
โดยสารมาลาไคต์กรีน จะนิยมใช้กันมากในการเพาะเลี้ยงลูกปลา และปลาสวยงาม เพื่อป้องกันและกำจัดเชื้อราบนผิวหนังของปลา และไข่ปลา นอกจากนั้นยังได้ผลดีในการกำจัดปรสิตภายนอกทั่วๆ ไป โดยเฉพาะโรคที่เราเรียกกันว่า ตัวอิ๊ค (มีลักษณะเป็นจุดขาวๆ ตามตัวปลา)

สำหรับวิธีการใช้ในการควบคุมเชื้อราบนปลาและไข่ปลานั้น ใช้วิธีจุ่มปลาในน้ำยาที่มีความเข้มข้น 67 พีพีเอ็ม (1:15,000) นาน 10-30 วินาที หรือ 5 พีพีเอ็ม นาน 15 นาที และการรักษาในบ่อปลาขนาดเล็ก หรือตู้ปลา จะใช้วิธีแช่ในน้ำยาเข้มข้น 0.1 พีพีเอ็ม นานต่อเนื่อง นอกจากนี้เมื่อใช้สารมาลาไคต์กรีน 0.1 พีพีเอ็ม ร่วมกับฟอร์มาลีน 15-25 พีพีเอ็ม จะได้ผลดีมากในการกำจัดอิ๊ค
อย่างไรก็ดี น้ำที่มีค่าพีเอชประมาณ 9 หรือมากกว่า สารมาลาไคต์กรีนจะให้ผลไม่แน่นอน แต่ตามระดับความเป็นพิษของสารนี้ต่อปลาค่อนข้างสูง ระดับความเป็นพิษเฉียบพลันต่อปลา กับระดับที่ให้ผลในการรักษาไม่แตกต่างกันมาก ดังนั้นควรมีการทดลองหาค่าความเป็นพิษต่อปลา ในสภาพน้ำต่างๆ กัน เพื่อนำมาประกอบในการใช้สารเคมีชนิดนี้ต่อไป
“เมื่อประมาณเกือบ 30 ปีมาแล้ว จากการศึกษาสารมาลาไคต์กรีนพบว่า น่าจะเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ ห้ามใช้สารนี้กับสัตว์น้ำที่จะนำมาเป็นอาหาร อาทิ ปลาและกุ้ง เป็นต้น”
ดร.ชลอ กล่าวต่อไปอีกว่า ตั้งแต่ประมาณปี 2531-33 เกษตรกรในประเทศไทยจะนำสารมาลาไคต์กรีนมาใช้เพื่อการฆ่าหอยและปูในบ่อกุ้ง ซึ่งในขณะนั้นเป็นยุคต้นๆ ของการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบพัฒนา ในจังหวัดจันทบุรี แต่ก็ได้มีการขอร้องให้เลิกใช้สารเคมีนี้ เนื่องจากจะทำให้สินค้ากุ้งส่งออกไม่ได้ หลังจากนั้นจึงได้มีการยุติการใช้สารดังกล่าว
สำหรับกระแสข่าวที่มีมาอย่างต่อเนื่องว่า กุ้งไทยที่ส่งออกไปยังประเทศเกาหลีและได้ถูกตีกลับมานั้น กุ้งที่ตรวจพบอาจจะมาจากการได้รับสารมาลาไคต์กรีนที่ใช้เพื่อทำลายหอยในระหว่างการเตรียมบ่อ หรือฆ่าปูในระหว่างการเลี้ยง เนื่องจากได้ผลดี โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เกษตรกร เนื่องจากสินค้าตามร้านค้าขายปัจจัยสัตว์น้ำนั้น อาจนำสารที่ไม่ระบุว่าเป็นสารมาลาไคต์กรีนมาจำหน่าย ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดพาหะในบ่อกุ้งได้เป็นอย่างดี
ดังนั้น ตนจึงอยากขอร้องทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมประมงให้ช่วยตรวจสอบในเรื่องนี้ โดยการนำสินค้าตามร้านค้าจำหน่ายปัจจัยสัตว์น้ำที่มีลักษณะเป็นสารเคมีผง สีเขียวอมน้ำเงินมากๆ นำมาทดลอง โดยการละลายน้ำ และมาวิเคราะห์ดูว่าใช่สารมาลาไคต์กรีนหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นสารนั้นจริง ควรประกาศเตือนห้ามเกษตรกรใช้สารเคมีนั้น

“ผมคิดว่าสาเหตุหนึ่งของการที่เกษตรกรใช้สารมาลาไคต์กรีนนั้น เนื่องจากเกษตรกรรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า สารที่ใช้อยู่นั้นเป็นสารอะไร มีอันตรายมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ยังทำให้เสียทั้งเงินและเสียเวลาโดยใช่เหตุอีกด้วย เนื่องจากก่อนที่เกษตรกรจะจับกุ้งเพื่อส่งออกนั้น ต้องนำตัวอย่างกุ้งในบ่อมาทำการตรวจสอบหาสารมาลาไคต์กรีนก่อน โดยจะเสียค่าวิเคราะห์เป็นจำนวนเงินถึง 3,000 บาท สุดท้ายนี้อยากฝากถึงเกษตรกรและร้านค้าต่างๆ ด้วยว่า อย่าเห็นแต่ประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งในภาพรวมเป็นอย่างมาก” ดร.ชลอ กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน ดร.นันทิยา อุ่นประเสริฐ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ กรมประมง เปิดเผยว่า จากการที่สาธารณรัฐเกาหลีได้ตรวจพบการตกค้างของสารมาลาไคต์กรีนในสินค้ากุ้งนั้น สาเหตุที่ทำให้มีสารดังกล่าวถูกตรวจพบในกุ้ง อาจมาจากการตกค้างของการใช้สารมาลาไคต์กรีนในการจัดการบ่อกุ้งของเกษตรกร ซึ่งส่งผลให้กุ้งที่เลี้ยงในบ่อนั้น ได้รับสารตกค้างข้างต้น
สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินงานของกรมประมง ภายหลังจากที่สาธารณรัฐเกาหลีได้บังคับใช้มาตรการเข้มงวดในการควบคุมคุณภาพสินค้าสัตว์น้ำของไทย ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2549 นั้น กรมประมงได้จัดทำเอกสารถึงเจ้าหน้าที่ภายในกรมฯ ในการห้ามใช้สามาลาไคต์กรีนในสัตว์น้ำที่ใช้ในการบริโภค และให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงแก่เกษตรกรให้รับทราบถึงพิษภัยของการใช้สารนี้ด้วย ขณะเดียวกันการตรวจสอบเพื่อรับรองมาตรฐานฟาร์มต่างๆ จะมีการนำผลการตรวจสอบสารมาลาไคต์กรีนนี้ มาใช้ในการตรวจสอบรับรองมาตรฐานฟาร์มด้วย
นอกจากนี้ กรมประมงยังได้ดำเนินการยื่นเรื่องเสนอต่อกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาให้มีการประกาศควบคุมการใช้ และการครอบครองสารมาลาไคต์กรีน ส่วนการตกค้างของสารในผลิตภัณฑ์อาหารนั้น ทางกรมฯ ได้ทำหนังสือเสนอองค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อ.ย.) ในการหามาตรการรองรับและป้องกัน ซึ่งหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อประกาศใช้ต่อไป


เนื้อเรื่องและข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กุ้งไทย

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด

 

l