ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เลี้ยงกุ้งขาวไซซ์โตด้วยฝาเอ็ม ของ คุณชัยวัฒน์ เทียนทองคำ

สรุปและเรียบเรียงโดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล ฝ่ายวิชาการบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด
ฉบับนี้ เราจะตามไปดูการเลี้ยงกุ้งในเขตพื้นที่ไม่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ นัก นั่นก็คือในอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี แถมเป็นการเลี้ยงกุ้งขาวไซซ์ใหญ่สูตรพิสดารที่เช็คยอโดยใช้ฝาเอ็ม 150 ของคุณชัยวัฒน์ เทียนทองคำ โดยเป้าหมายของกุ้งขาวที่จับในพื้นที่คือ เลี้ยงกุ้ง105 วัน ไซซ์ 50 ตัวต่อกิโลกรัม
คุณชัยวัฒน์ เล่าประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังว่า เลี้ยงกุ้งทะเลมาประมาณ 9 ปีแล้ว โดยส่วนตัวแล้วรักและชอบเลี้ยงกุ้งกุลาดำมากกว่า แต่มีบางรุ่นเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้กลับเจอปัญหาราคากุ้งดำไม่ดี เลยหันมาเลี้ยงกุ้งขาวสลับกับกุ้งดำ จนรุ่นปัจจุบันนี้เป็นกุ้งขาวทั้งหมด พื้นที่เลี้ยงกุ้งของคุณชัยวัฒน์ในอำเภอลำลูกกา มีทั้งหมดรวม 16 บ่อ อยู่ใกล้บ้านพัก 3 บ่อ อีก13 บ่อ อยู่ในฟาร์มซึ่งห่างออกไปราวประมาณ 1 กิโลเมตร บ่อกุ้งส่วนใหญ่บริเวณนี้จะมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนักประมาณ 1 ไร่ 2 ไร่ และ 2 ไร่ครึ่ง ซึ่งดัดแปลงมาจากบ่อเลี้ยงปลาน้ำจืดเก่า ทำให้ขนาดบ่อจึงไม่ใหญ่เหมือนพื้นที่บ่อกุ้งในเขตอื่นๆ ของประเทศ
แต่ก็แปลกแต่จริงที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวในพื้นที่นี้ สามารถผลิตกุ้งขาวได้ไซซ์ 48-52 ตัว/กก. โดยใช้เวลาเลี้ยงเพียง 3 เดือนครึ่ง หรือประมาณ 110 วัน และยังสามารถประยุกต์พื้นดินให้ผลิตกุ้งขาวด้วยวิธีการเลี้ยงแบบความเค็มต่ำ และไม่ส่งผลกระทบหรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่นาข้าวรอบฟาร์มกุ้งเลย นอกจากนี้สิ่งที่น่าสนใจคือ อัตราแลกเนื้อยังต่ำมาก ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งอย่างคุณชัยวัฒน์และเพื่อนๆ มีกำไรเป็นที่น่าพอใจ
การเตรียมบ่อ
คุณชัยวัฒน์ เล่าว่า ที่นี่จะไม่เอาเลนออก เลี้ยงกุ้งเสร็จจับกุ้งแล้วตากบ่อให้แห้ง ฤดูแล้งก็ไม่เกิน 1 เดือน ใช้รถแทรกเตอร์ปาดกระจายรอบบ่อ การกระจายของเลนจะช่วยเรื่องลดความเสี่ยง และทำให้หน้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ เกิดสัตว์หน้าดินได้ง่ายเมื่อเติมน้ำเข้ามาในบ่อ และเตรียมฝังชายผ้าพลาสติกเพื่อกั้นเป็นคอก (หรือที่เรียกตามท้องถิ่นนี้ว่ากก) สำหรับลงน้ำเค็มและปล่อยกุ้งในช่วงแรก จากนั้นก็จะตรวจเช็คสอบถามไปยังบริษัทขายลูกกุ้ง แล้วจึงมาถึงขั้นตอนการเตรียมน้ำ
จากนั้นก็จะเตรียมน้ำโดยเติมน้ำเข้าบ่อ ต่อมาก็จะสั่งน้ำเค็มมาลงในคอก หรือที่ชาวบ้านแถบนี้เรียกว่ากกคอกหรือกก ซึ่งก็คือการกั้นผ้าพลาสติก ฝังชายผ้าไว้ใต้พื้นบ่อ และมีไม้หรือเหล็กเป็นเสาไว้ยึดผ้าพลาสติก กั้นเป็นคอกตรงมุมบ่อ หรือตำแหน่งใดก็ได้ที่ต้องการปล่อยกุ้ง โดยจะนำน้ำเค็มมาลงผสมกับน้ำจืดที่มีในบ่อให้ได้ความเค็มตามที่ผู้เลี้ยงต้องการ
ทั้งนี้คอกหรือกก จะมีขนาดประมาณ 5% ของบ่อ และจะเอาน้ำเค็มครึ่งคันลงในกก อีกครึ่งลงนอกกก (ในบ่อ) การลงน้ำเค็มนั้นจะให้น้ำในกกมีความเค็มไม่เกิน 20 พีพีที เพราะหากน้ำในกกเค็มเกินไปแพลงก์ตอน และสัตว์หน้าดินก็จะตายได้ง่าย ซึ่งก็จะไม่เกิดประโยชน์กับลูกกุ้งที่จะเอามาลง ดังนั้นในกกเองก็ต้องมีเครื่องให้อากาศ หรือเครื่องเคล้าน้ำ เพื่อทำให้คุณภาพน้ำในกุ้งมีคุณภาพที่เท่ากันทุกจุด สำหรับที่ฟาร์มจะทำน้ำในกกให้มีความเค็ม 8-10 พีพีที
คุณชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับบ่อขนาด 1 ไร่ หรือ 2 ไร่ ลงน้ำเค็มแค่ 1 คันรถก็เพียงพอแล้ว ส่วนความเค็มน้ำที่นำมาใช้นั้น มีตั้งแต่ 120 -200 พีพีที) หลังจากลงน้ำเค็มแล้ว ก็จะติดเครื่องให้อากาศเพื่อเคล้าน้ำให้ความเค็มผสมกับน้ำในบ่อเข้ากันดี โดยจะตีไว้ประมาณ ครึ่งวัน ต่อมาเมื่อเติมน้ำเข้าบ่อ โดยผ่านการกรองด้วยถุงกรอง สามชั้นคือ มุ้งเขียว โอล่อน ผ้าสาลู และมีการเอาน้ำเค็มมาลงผสมในกกแล้ว ก็ เปิดเครื่องเคล้าน้ำในกกและเครื่องให้อากาศในบ่อ จากนั้นก็จะนำยาฆ่าเชื้อมาใส่ โดยใช้ไอโอดีนน้ำ 12.5% ในปริมาณสองเท่าของอัตราที่มีการแจ้งไว้ และทิ้งไว้ 1 วัน แล้วจึงสั่งกุ้งมาลงในบ่อ
คุณชัยวัฒน์ กล่าวเสริมว่า หัวใจของการเลี้ยงกุ้งในเขตลำลูกกาคือ การเตรียมบ่อที่เหมาะสม คุณภาพลูกกุ้งขาวซึ่งเน้นว่าต้องเป็นพันธุ์แท้ และการจัดการที่ดีทุกขั้นตอน และ อาหารกุ้งคุณภาพดี
ปล่อยบางตามสภาพพื้นที่
สำหรับการปล่อยกุ้ง ที่นี่จะเลือกปล่อยในช่วงเช้าในเวลาประมาณ 07.00 น. เพราะจะดูลูกกุ้งง่ายและสะดวกกับหลายฝ่าย แต่หากปล่อยเช้ามืดหรือเย็นๆ จะไม่สะดวกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยุงกัดหรือสังเกตลูกกุ้งได้ยาก และถ้าปล่อยเที่ยงน้ำก็จะร้อนไป โดยอัตราปล่อยคือ 50,000-65,000 ตัวต่อไร่ (ไม่ควรเกิน 80,000 ตัวต่อไร่ ในพื้นที่น้ำจืดแถบนี้) ส่วนการปล่อยกุ้ง ก็จะปล่อยแบบลอยถุง โดยแช่ถุงกุ้งไว้ในน้ำข้างกกหรือคอก เมื่อเห็นว่าอุณหภูมิน้ำในถุง กับน้ำข้างในบ่อเย็นเท่ากันแล้ว ก็จะยกถุงกุ้งนั้นข้ามมาใส่ในกก เปิดถุงออก แล้วเอาน้ำเข้าถุงให้ได้มากที่สุด แล้วปล่อยเทลูกกุ้งออกมาใส่ในกกแบบถุงต่อถุง
ทั้งนี้ลูกกุ้งจะอยู่ในกกหรือคอก ประมาณ 5 วัน แต่ในระหว่างนี้ต้องมีการปรับความเค็มน้ำในกกหรือคอกทุกวัน กล่าวคือ ถ้ากุ้งมาวันนี้จะปล่อยให้อยู่ไปก่อน 1 วัน พอวันรุ่งขึ้นก็จะเริ่มปรับความเค็มในคอก โดยใช้วิธีฝังท่อพีวีซีหน้า 7 นิ้ว และนำมุ้งเขียวมาผูกปิดปากท่อไว้ งัดผ้าที่เราฝังไว้ตอนทำกก เอาท่อมาฝังเสียบให้ส่วนหนึ่งอยู่ในกก อีกส่วนโผล่อยู่ในบ่อ ซึ่งวิธีนี้น้ำในบ่อกับน้ำในกก จะมีการผสมกันเองไปเรื่อยๆ ในวันที่ 3 ก็จะนำท่อพีวีซีอีกอันหนึ่งมาทำการฝังเพิ่มเข้าไปในฝั่งตรงข้ามกับอันแรก ซึ่งจากการกระทำข้างต้นพบว่า ภายใน 1 วัน ความเค็มจาก 10 พีพีที จะเหลือ 5 พีพีที และเมื่อมีการฝังเพิ่มอีกด้าน จะเหลือความเค็ม 2 พีพีที จากนั้นในวันที่ 4 ความเค็มของน้ำในกกก็จะเหลือน้อยมากจนเกือบเป็นศูนย์ เราก็จะเปิดผ้าพลาสติกข้างที่ติดกับดินออกประมาณ 1 ศอก จะเห็นกุ้งว่ายออกเป็นสาย แล้วก็ไปเปิดผ้าอีกข้างซึ่งตรงข้ามกันประมาณ 1 ศอกเช่นกัน รอจนสีน้ำในกกกับสีน้ำนอกกกเป็นสีเดียวกัน หรือทั้งบ่อเลี้ยงกุ้งน้ำเป็นสีเดียวกันแล้ว จึงเอากกออกจากบ่อ
ให้อาหารกุ้งดำตลอดการเลี้ยง
สำหรับการให้อาหาร คุณชัยวัฒน์ กล่าวว่า ที่นี่จะให้อาหารกุ้งกุลาดำตลอดการเลี้ยงจนจับ เพราะมองว่ากุ้งเป็นสัตว์ทะเลโปรตีนสูง และจากการเปรียบเทียบกับผู้เลี้ยงที่เลี้ยงด้วยอาหารแบบอื่นๆ พบว่ากุ้งขาวที่เลี้ยงด้วยอาหารกุ้งกุลาดำ จะโตดี เนื้อแน่น เปลือกหนา กุ้งได้น้ำหนัก แข็งแรง และอัตราแลกเนื้อต่ำ (เอฟซีอาร์ดีมากประมาณ 1.1 หรือ 1.2)
ส่วนวิธีให้อาหารนั้น ตอนอยู่ในกก สำหรับกุ้ง 1 แสนตัว จะให้อาหาร 150 กรัมต่อมื้อ ให้ทั้งหมด 3 มื้อต่อวัน จะยืนแบบนี้จนเปิดกก และเมื่อกุ้งออกมาจากกกแล้ว จะให้อาหารในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อ 1 แสนตัวต่อมื้อ และให้วันละ 3 มื้อ ในเวลา 7.00 น.12.00 น. และ 17.00น. โดยเดินหว่านรอบบ่อ เนื่องจากบ่อเล็ก ส่วนการเพิ่มอาหารจะทำการเพิ่มปริมาณอาหาร ในอัตรา 2 วันเพิ่ม 100 กรัมต่อมื้อ หรือ 2 วันเพิ่ม 1 ขีดต่อมื้อ ต่อกุ้ง 1 แสนตัว (รวมแล้ววันหนึ่งจะเพิ่มอาหารให้ทั้งหมด 3 ขีด หรือ 300 กรัมต่อกุ้งแสนตัว)
“เราจะเพิ่มอาหารจนได้ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อมื้อต่อกุ้ง 1 แสนตัว แล้วจะหยุดการเพิ่ม แต่จะดูจากการเช็คยอ โดยจะใส่ยอในบ่อตอนกุ้งอายุประมาณ 15 วัน ทางฟาร์มจะใส่ยอแค่ 2 ยอต่อบ่อ เนื่องจากบ่อในพื้นที่มีขนาดไม่ใหญ่ และการเช็คยอที่นี้อาจจะแปลกกว่าที่อื่นคือเราจะใช้ฝาเครื่องดื่ม เอ็ม150 เป็นตัวเช็คยอ
”
เช็คยอด้วยฝาเอ็ม 150
สำหรับการเช็คยอโดยใช้ฝาเอ็ม 150 จะมีการให้อาหารดังนี้คือ
กรณีบ่อมีขนาดไม่เกิน 2 ไร่ครึ่ง จะใช้ 1 ฝาต่ออาหารกุ้ง 2 กิโลกรัมต่อยอ เช็คยอที่ 3 ชั่วโมง แต่ถ้าบ่อมีขนาดประมาณ 3 ไร่ จะใช้ 1ฝาต่ออาหารกุ้ง 3 กิโลกรัมต่อยอ เช็คยอ 3 ชั่วโมงเช่นกัน และกรณีบ่อมีขนาดประมาณ 4 ไร่ จะใช้ 1 ฝาต่ออาหารกุ้ง 4 กิโลกรัมต่อยอ เช็คยอที่ 3 ชั่วโมง
ทั้งนี้เพื่อความถูกต้อง เกษตรกรจะมีการยกยอขึ้นมาดูก่อนที่ 2 ชั่วโมง เพื่อประเมินความต้องการอาหารของกุ้ง แล้วค่อยๆ วางยอกลับลงสู่บ่อ จากนั้นพอครบ 3 ชั่วโมง ก็จะยกยอขึ้นมาดูอีกครั้ง ซึ่งในขั้นตอนนี่ คุณชัยวัฒน์กล่าวย้ำว่า หลายคนอาจสงสัยว่า หากเรายกยอขึ้นมาดูแล้วเวลาวางยอกลับอาหารน่าจะกระเด็นออกนอกยอ แต่ที่นี่จะมีเทคนิคพิเศษ และใช้ความใจเย็น ซึ่งหากทำได้ อาหารจะไม่กระเด็นออกแน่นอน (จากการทดลองเอาฝาเอ็ม 150 มาใส่อาหารกุ้ง แล้วชั่งดูปรากฏว่า 1 ฝา ถ้าเป็นอาหารเบอร์ 3 จะได้น้ำหนักประมาณ 4 กรัม และถ้าเป็นอาหารเบอร์ 4 และอาหารเบอร์ 5 จะหนักประมาณ 4.7 กรัมต่อฝา)
ส่วนการเปิด-ปิดเครื่องให้อากาศ หากเป็นภาวะปกติที่ออกซิเจนในบ่อมีเพียงพอ จะทำการปิดเครื่องให้อากาศก่อนให้อาหาร 1 ชั่วโมง และเปิดหลังให้อาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง แต่อย่างไรก็ดีต้องดูสภาพความเป็นจริงในหน้าบ่อที่เราเห็นว่าจะปิดหรือเปิดนานแค่ไหน
สำหรับคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง คุณชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เริ่มปล่อยกุ้งในคอก จะใช้ความเค็มประมาณ 10 พีพีที ค่าอัลคาไลน์เริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 60 พีพีเอ็ม ค่าพีเอชตลอดการเลี้ยงอยู่ระหว่าง 7.5 - 8.2 ซึ่งถ้าพบว่าพีเอชต่ำ จะใส่ปูน แมกนีเซียมออกไซด์ แต่ถ้าพีเอชสูงจะใส่จุลินทรีย์ ควบคู่กับการคุมอาหาร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางฟาร์มจะมีการใส่ปูนแมกนีเซียมออกไซด์ ทุกสัปดาห์โดยใส่สัปดาห์ละครั้งอยู่แล้ว ในปริมาณ 1 - 1.5 กิโลกรัมต่อไร่ แต่เมื่อกรณีพบว่ากุ้งลอกคราบมาก ก็จะใส่สัปดาห์ละ 3 ครั้ง
วิตามินซี หอยอบอาหารเสริม
นอกจากนั้น ยังมีการเสริมวิตามินซี ในทุกมื้อ เพื่อลดความเครียดและทำให้กุ้งแข็งแรง และเสริมหอยอบ ในช่วงที่อากาศเย็น ซึ่งช่วงนั้นกุ้งกินอาหารน้อย หอยอบจึงเป็นตัวดึงดูดให้กุ้งกลับมากินอาหาร
“
ที่นี่จะเน้นแร่ธาตุไม่เคยขาด ต้องซื้อน้ำเค็มมาเติมในบ่อเป็นระยะๆ โดยจะซื้อน้ำเค็มมาเติม 1 คัน ตอนกุ้งได้ประมาณเดือนครึ่งถึงสองเดือน และพอประมาณสองเดือนครึ่งถึงสามเดือน ก็จะซื้อมาเติมอีกครั้ง หากใครจะเลี้ยงนานกว่านี้เพื่อทำกุ้งหน้า 4 ก็ควรซื้อน้ำเค็มมาเติมได้อีก ซึ่งจริงๆ แล้วการเติมน้ำเค็มระหว่างการเลี้ยงเป็นสิ่งที่จำเป็น แม้ว่าทุกครั้งที่เติมในบ่อความเค็มที่อ่านค่าได้แทบไม่ได้ แต่จากประสบการณ์ หากจะเลี้ยงกุ้งขาวให้โตเร็ว ไม่เป็นโรค ไม่เครียด และมีเนื้อแน่น ควรเติมน้ำเค็มบ้างระหว่างการเลี้ยง อีกอย่างการน้ำเค็มก็ราคาไม่แพง จึงไม่ควรตระหนี่จนเกินไป”
คุณชัยวัฒน์ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า การปล่อยกุ้งในพื้นที่ลำลูกกาในอัตราประมาณ 50,000-65,000 ตัวต่อไร่ และเลี้ยงด้วยอาหาร กุ้งกุลาดำ ตลอดการเลี้ยงจะพบว่ากุ้งขาวที่เลี้ยง เมื่ออายุ 2 เดือนกุ้งจะได้ไซซ์ ประมาณ 80 ตัว/กก. อายุ 3 เดือนกุ้งจะได้ไซซ์ประมาณ 60 ตัว/กก. อายุประมาณ 110 วันกุ้งก็จะได้ไซซ์ 50 ตัว/กก.หรือ 48 ตัว/กก. และอัตราแลกเนื้อจะตกที่ประมาณ 1.1 - 1.2
“
ยืนยันว่า การเลี้ยงกุ้งขาวในพื้นที่ความเค็มต่ำ ลูกกุ้งสายพันธุ์แท้ การปล่อยในอัตราที่เหมาะสม การจัดการที่เอาใจใส่ในทุกรายละเอียดของการเลี้ยง รวมถึงการเลือกใช้อาหารกุ้งกุลาดำในการเลี้ยงกุ้งขาว เป็นสิ่งที่จะทำให้การเลี้ยงขาวแวนนาไมในพื้นที่น้ำจืด สามารถก้าวผ่านไปได้ด้วยดี และสามารถทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวอยู่ในธุรกิจนี้ได้ด้วยกำไรที่เหมาะสมแน่นอน โดยเมื่อต้นเดือนมกราคม 49 ที่เพิ่งจับกุ้งเสร็จไปสามบ่อ ได้ไซซ์ 52 ตัวต่อกิโลกรัม 2 บ่อ และไซซ์ 48 ตัวต่อกิโลกรัม อีก 1 บ่อ รวมพื้นที่บ่อทั้งหมดสามบ่อ ประมาณ 5 ไร่ จับกุ้งไป 7 ตัน อัตราแลกเนื้ออยู่ที่ 1.1-1.2“
เนื้อเรื่องและข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กุ้งไทย

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนโดย บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด

 

l