การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ จากฟาร์มคุณเฮง(คุณชูสิทธิ์ โรจน์เจริญศักดิ์ )
ฟาร์มคุณเฮงมีพื้นที่ประมาณ 110 ไร่ จัดแบ่งพื้นที่เป็นบ่อเลี้ยงกุ้งได้ 11 บ่อ บ่อละประมาณ 5 ไร่(เป็นบ่อเลี้ยงกุ้งระบบน้ำหมุนเวียน 9 บ่อ และเป็นระบบปิด 2 บ่อ) เป็นพื้นที่บ่อพักน้ำประมาณ 25 ไร่
บ่อที่เลี้ยงด้วยระบบน้ำหมุนเวียนคือ น้ำที่นำเข้ามาในบ่อช่วงเตรียมบ่อ และน้ำที่มีการเปลี่ยนถ่ายระหว่างการเลี้ยงนั้น และน้ำจากบ่อเมื่อจับกุ้งแล้วน้ำดังกล่าวจะถูกดูดไปเก็บในบ่อพักแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในในการเลี้ยงรอบต่อไป ไม่มีการทิ้งหรือระบายออกสู่ภายนอกฟาร์ม
บ่อที่เลี้ยงด้วยระบบปิด คือเมื่อนำน้ำเข้าบ่อแล้วเสร็จ ระหว่างการเลี้ยงจะไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำเลยจนกว่าจะจับกุ้ง
ฟาร์มแห่งนี้จะเน้นความสะอาดเป็นสิ่งที่ต้องรักษาและต้องดูแลอยู่เสมอ มีการตัดหญ้าภายในฟาร์มและชานบ่อ มีการจัดเก็บอุปกรณ์อย่างเป็นระเบียบระบบ จะมองหาเศษถุงอาหารหรือปูนตามขอบบ่อไม่มีเลย นอกจากนี้พี่เฮงยังแอบบอกพวกเราว่า จากการสังเกตพบว่าเมื่อฟาร์มมีความสะอาดจะพบปูในฟาร์มน้อยมาก อาจเป็นเพราะปูต้องกินเศษสิ่งมีชีวิต เมื่อฟาร์มสะอาดไม่มีอาหารของปูปูก็เลยไม่มีไปโดยอัตโนมัติ

น้ำในคลองนอกฟาร์มของพื้นที่นี้จะมีความเค็มประมาณ 15 พีพีทีตลอดปี เมื่อดึงน้ำเข้าบ่อพักเลี้ยงด้วยระบบรีไซเคิลน้ำผ่านฝน น้ำในบ่อพักเหลือประมาณ 10 พีพีที ส่วนบ่อเลี้ยงทั้งระบบก็จะมีความเค็มน้ำอยู่ที่ 5-6 พีพีที
การนำน้ำเข้าบ่อนั้นจะทำโดยการสูบน้ำจากบ่อพักน้ำเข้ารางปูนส่งน้ำเข้าสู่บ่อต่างๆ และบางบ่อก็จะนำน้ำเข้าบ่อโดยการปั้มน้ำแล้วส่งผ่านท่อพีวีซี 6 นิ้วเข้าบ่อ แต่ขณะน้ำเข้าบ่อจะมีถุงมุ้งเขียวข่วยกรองด้วยเช่นกัน
การเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้ง
สภาพบ่อของฟาร์ม บ่อในฟาร์มจะเป็นสี่เหลี่ยมลบมุม (ไม่ทำเป็นบ่อกลมเพราะจะสิ้นเปลืองพื้นที่) และบริเวณชานบ่อหรือสโลป(Slop)ของบ่อจะมีการปูหรือคลุมด้วยพีอี ขอย้ำว่าพีอีนั้นจะปูบริเวณชานบ่อหรือสโลปเท่านั้น ไม่ได้ปูทั้งบ่อ ไม่ได้ปูทั่วพื้นบ่อ เพราะกุ้งเป็นสัตว์หน้าดิน ยังไงยังไงพื้นบ่อควรเป็นดินดีที่สุด แต่ควรมีความสะอาด นอกจากนี้การปูพีอีที่ชานบ่อจะทำให้น้ำในบ่อเดินดี หรือน้ำเคลื่อนตัวง่าย เลนรวมกลางบ่อเยี่ยมและอีกทั้งปริมาณเลนกลางบ่อก็ลดลง เหตุผลเพราะแต่ก่อนหลังจับกุ้งไปแล้วจะมีเลนกลางบ่อมากโดยส่วนใหญ่เมื่อวิเคราะห์เลนกลางบ่อที่ได้
จะเป็นส่วนประกอบของตะกอนดินมาก ซึ่งตะกอนดินเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็มาจากดินชานบ่อที่ถูกกัดเซาะโดยแรงน้ำจากเครื่องตีน้ำนั้นเอง
การปูพีอีที่ชานบ่อนั้นสิ้นเปลืองมากน้อยเพียงใดและคุ้มทุนหรือไม่?นั้นคือคำถามจากเราที่ขอคิดแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ซึ่งคำตอบที่ได้รับคือพื้นที่บ่อขนาด 5 ไร่จะใช้พีอีปูชานบ่อประมาณ 8 ม้วนโดยราคาม้วนละ 3,000 บาท หากใช้ดีๆก็จะใช้นาน 3-4 รุ่นการเลี้ยง เทียบแล้วคุ้ม ลดปัญหาน้ำขุ่นได้ดี แถมการปูพีอียังช่วยลดแรงเสียดทานน้ำให้หมุนเวียนดี ตีเลนเข้ากลางบ่อง่าย ความสะอาดของพื้นบ่อค่อนข้างสูง
ทางฟาร์มจะวางเครื่องตีน้ำและใบพัด(อุปกรณ์การให้อากาศ)พร้อมทุกอย่าง ก่อนที่จะเติมน้ำเข้าบ่อ
นอกจากนี้สำคัญสุดต้องคิดก่อนว่าในการเตรียมบ่อครั้งนี้ เราจะใช้อะไรในการฆ่าเชื้อและฆ่าพาหะ ถ้าเราต้องการใช้คลอรีนในการเตรียมน้ำทางฟาร์มก็จะไม่ลงปูนขาวใดๆเพราะคลอรีนจะออกฤทธิ์ได้ดีที่พีเอชต่ำ แต่ถ้าคิดจะใช้ไตรคลอฟอน ก็จะมีการใส่ปูนขาวลงในบ่อก่อนเลย เพราะไตรคลอฟอนจะออกฤทธิ์ได้ดีที่พีเอชสูง โดยจะใส่ปูนขาวในอัตราส่วนต่อไปนี้ ถ้าเป็นปูนหอยเผา(แคลเซียมออกไซด์)จะใส่ 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าเป็นปูนหอยเผาพรมน้ำ(แคลเซียมไฮดรอกไซด์)จะใส่ 200 กิโลกรัมต่อไร่


การเตรียมน้ำ


เติมน้ำเข้าบ่อเลี้ยงน้ำสูงไม่เกิน 1.2 เมตร เปิดเครื่องให้อากาศ 2 วันโดยเปิดเฉพาะช่วงกลางวัน(มีเหตุผลน่ะที่ต้องทำเช่นนี้เพราะเรารอให้ไข่ของอะไรต่อมิอะไรไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค หรือพาหะออกจากไข่ให้เรียบร้อยเสียก่อน)
หลังจากนั้น(หมายถึงวันที่ 3)หากคิดเตรียมน้ำโดยการใช้คลอรีนก็จะใส่คลอรีน65% ในอัตรา 50กิโลกรัมต่อไร่น้ำลึก 1 เมตร ตอนเที่ยงคืนหรือตีหนึ่งในวันถัดไป แต่ถ้าคิดจะใช้ไตรคลอฟอนในอัตรา 1.5 กิโลกรัมต่อไร่น้ำลึก 1เมตร ก็จะลงไตรคลอฟอนในเวลากลางวันประมาณบ่าย 2 โมง
หลังจากใช้สารเคมีในการเตรียมน้ำ 3 วัน(วันที่ 4) จะลงกากชาโดยกากชาที่จะลงในบ่อนั้นจะต้องมีการแช่ อย่างน้อย1 คืน และเวลาลงที่นี้จะลงกากชาทั้งน้ำทั้งกากเลย เพื่อทำสีน้ำ
หากบ่อเราเตรียมด้วยคลอรีนก็จะใส่กากชาเพียง 10 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าบ่อเราได้เตรียมโดยการใส่ไตรคลอฟอนจะใส่กากชา 25 กิโลกรัมต่อไร่
วันถัดมา(วันที่ 5 ) จะใส่โดโลไมท์ 50 กิโลกรัมต่อไร่
วันต่อมา(วันที่ 6) จะใส่ปุ๋ยขี้ไก่(สุภาพหน่อยก็ปุ๋ยมูลไก่ไงครับ) 5 กิโลกรัมต่อไร่ตอนประมาณ 8 โมงเช้าหรือช่วงที่มีแดด (เพื่อเป็นอาหารของแพลงก์ตอนสัตว์นั้นเอง)ที่ไม่ใส่ปุ๋ยยูเรียหรือปุ๋ยที่มีไนโตรเจนเหมือนคนอื่นๆ
เพราะเชื่อมั่นว่าในบ่อเลี้ยงกุ้งมีสารอาหารพวกนี้มากพออยู่แล้ว
วันต่อไป(วันที่ 7 )จะใส่น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัมต่อไร่ ตีน้ำเช้า 2 ชั่วโมง(8-10 โมง) แล้วตีน้ำบ่าย 2 ชั่วโมง(บ่าย 2-4 โมง)
ดูสีน้ำในบ่อออกเป็นสีเขียวอ่อนๆหรือสีน้ำตาลอ่อนๆ อย่างนี้ได้เลย
น้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งควรมีค่าคุณภาพน้ำดังนี้ พีเอชเช้า 7.7 ไม่เกิน 8 พีเอชบ่าย7.9 ไม่เกิน8.2 ส่วนค่าอัลคาไลน์ของน้ำควรมีอย่างน้อย 80 พีพีเอ็ม(เพราะประเดี๋ยวในบ่อมีกุ้งอัลคาไลน์ก็จะเพิ่มขึ้นเอง)
ส่วนค่าความเค็มจากประสบการณ์ของพี่เฮงบอกว่าไม่ควรต่ำกว่า 5 พีพีที เพราะในระดับขนาดนี้โรงเพาะฟักสามารถปรับความเค็มลูกกุ้งให้เราได้ การปล่อยลูกก้งที่ความเค็ม5 พีพีทีนั้นขนาดลูกกุ้งควรเป็นพี15 และถ้าความเค็มต่ำกว่านี้ ลูกกุ้งมักจะไม่ค่อยติด เรื่องของคุณภาพน้ำหากเมื่อไหร่พบว่าน้ำมีพีเอชต่ำ จะใส่ปูนหอยปรับให้ได้ค่าพีเอชน้ำเช้าถึง 7.7 ให้ได้ ถ้าพีเอชเช้าสูงเกิน8 และยังไม่มีสีน้ำ ไม่มีแพลงก์ตอนอาจต้องเพิ่มปุ๋ยขี้ไก่ น้ำตาลทราย อัตราการใช้ขึ้นอยู่กับสภาพจริงของบ่อจะต้องใช้มากแค่ไหนดูจากสีน้ำ ถ้าแก้ปัญหาไม่ตกอาจจะต้องใช้โซ่ลากพื้นบ่อร่วมด้วย สำหรับบ่อที่มีปัญหาตอนเตรียมน้ำพบว่ามีสาหร่ายเกิดขึ้นเราต้องเอาสาหร่ายออกอย่างเดียว อย่าเอาสีน้ำเทียมมาแข่งกับสาหร่ายเลยแพ้สาหร่ายครับ ต้องเอาสาหร่ายออกเท่านั้น
ส่วนในหน้าฝนมักพบปัญหาลูกแมลงปอมีมากในบ่อทางฟาร์มจะใส่น้ำมันพืช 1 ปี๊บต่อบ่อ 5 ไร่ ใส่ช่วง6โมงเย็น ตอนยังไม่ได้ปล่อยลูกกุ้ง


การคัดเลือกลูกกุ้ง



ขอแบ่งเป็นสองแนวทางน่ะครับ คือแนวทางแรกเป็นแนวทางที่ทางฟาร์มคุณเฮงได้ทำจริง ส่วนอีกแนวทางเป็นแนวทางที่พี่เฮงให้ขัอเสนอแนะแก่เกษตรกรรายย่อยทั่วไปในการสังเกต
เลือกฟาร์มเพาะที่ไว้ใจได้ มีความสะอาดถูกสุขอนามัย มีการติดต่อซื้อขายกันมานาน สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลจริงประวัติลูกกุ้งได้ แต่หากเป็นฟาร์มเพาะรายใหม่ที่ติดต่อต้องดูว่าพ่อแม่พันธุ์ที่ได้มานั้นผ่านการตรวจพีซีอาร์หาเชื้อไวรัสหรือไม่ พ่อแม่พันธุ์ที่ขนส่งจากการจับจะต้องบรรจุแพ็คละ 1 ตัว ส่วนน้ำที่อยู่ในฟาร์มต้องผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน เมื่อนำพ่อแม่พันธุ์เข้ามาไว้ในฟาร์มก็จะต้องบรรจุหนึ่งแม่ต่อหนึ่งถังเพื่อที่จะได้นอร์เพลียสเฉพาะแม่ ไม่มีการรวมนอร์เพลียสต่างแม่ เมื่อเพาะลูกกุ้งจนได้พี2จะต้องมีการส่งตรวจพีซีอาร์หาเชื้อไวรัสโดยส่งตรวจตัวอย่างละ 2 แห่ง หมายความว่าทางเราจะส่งตรวจตัวอย่างลูกกุ้งจากบ่อเดียวกันไปตรวจที่ศูนย์ตรวจพีซีอาร์ต่างศูนย์กัน
เพื่อเป็นการยืนยันผล(ภูเก็ตพีซีอาร์และศูนย์กุ้งภูเก็ต) หากผลตรวจผ่านก็จะทำการอนุบาลต่อไปจนถึงพี8 จะส่งตรวจพีซีอาร์อีกครั้งแต่หนนี้ส่งตรวจแค่ที่เดียวก็พอ เมื่อผ่านก็จะอนุบาลต่อจนถึงเข้าพี12 เราจะส่งตรวจอีกครั้งโดยหนนี้เราจะส่งตัวอย่างไปตรวจสองแห่งเพื่อยืนยันกัน(ตรวจที่ภูเก็ตและส่งไปตรวจ
ที่สุราษฏร์ฯ(ต้องผ่านการตรวจที่สุราษฏร์ฯ
เนื่องจากลูกกุ้งของเราต้องเดินทางจากภูเก็ตไปถึงสุราษฏร์ฯลูกกุ้งเกิดความเครียดอาจจะแสดงผลว่ามีเชื้อได้
แม้ว่าจะผ่านการตรวจเช็คพีซีอาร์จากภูเก็ตแล้วก็ตาม) หากผ่านการตรวจเราก็จะรับมาปล่อยในบ่อเราเมื่ออายุกุ้งถึงพี15
ปัจจุบันทางฟาร์มของพี่เฮงจะมีการสั่งจองลูกกุ้งล่วงหน้า 1 เดือน โดยดูฟาร์มเพาะนั้นว่ามีกำลังผลิตเท่าไรหากสามารถผลิตได้ 20 ล้านจะสั่งซื้อ เพียง 8 ล้าน ส่วนราคาที่ซื้อนั้นจะซื้อลูกกุ้งในราคาพี15 ตัวละ 16-17 สตางค์ โดยจะขอซื้อในราคานี้ตลอดทั้งปีแม้ว่าจะเป็นช่วงที่ลูกกุ้งราคาถูกก็ตาม แต่มีข้อแม้คือต้องทำลูกกุ้งคุณภาพให้ฟาร์มเราดีที่สุด(น่าจะดีเลิศ)
สำหรับเกษตรกรทั่วไป
หากจะซื้อลูกกุ้งจากฟาร์มที่ไม่ได้ทำพ่อแม่พันธุ์เอง ควรจะดูแหล่งนอเพลียสเช็คย้อนหลังไปถึงพ่อแม่พันธุ์ว่าผ่านการเช็คพีซีอาร์หรือไม่
ฟาร์มเพาะควรมีความสะอาดแก้วขันน้ำทุกอย่างต้องแยกกันใช้ ไม่ควรใช้ร่วมกัน
จากประสบการณ์บอกว่าฟาร์มไหนที่ให้ลูกกุ้งได้กินอาร์ทีเมียลูกกุ้งจะมีความแข็งแรง เช็คได้โดยใช้แก้วตักน้ำและตัวอย่างลูกกุ้งจากบ่อขึ้นมาส่องดูหากน้ำในแก้วมีตัวอาร์ทีเมียติดขึ้นมาด้วย
แสดงว่าฟาร์มนี้ใช้อาร์ทีเมียเป็นอาหารลูกกุ้ง ลูกกุ้งจะแข็งแรง นอกจากนี้การดูว่าฟาร์มใดให้อาร์ทีเมียแก่ลูกกุ้งเราจะพบว่าลูกกุ้งระยะพี12-13ชุดนั้น หัวกุ้งจะออกสีเหลืองชัดแสดงว่าตับดี
สอบถามเจ้าของฟาร์มเพาะถึงประวัติลูกกุ้งชุดที่จะเลือก ว่าเอาเข้าฟาร์มเพาะเมื่อไหร่ ระหว่างการอนุบาลหรือเพาะนั้นมีการสะดุดหรือไม่ ถ้ามีการสะดุดเหตุผลมาจากอะไร เคล็ดลับที่พี่เฮงฝากมาคือลูกกุ้งที่ดีพี8-พี11 ลูกกุ้งจากแม่เดียวกันต้องมีขนาดเสมอ
เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งควรแจ้งความเค็มของบ่อเลี้ยงว่ามีค่าเท่าไหร่ เพื่อให้ทางโรงเพาะได้ปรับน้ำปรับลูกกุ้งลงมาให้เหมาะกับน้ำในบ่อที่จะเลี้ยงกุ้งชุดนั้นๆโดยทางโรงเพาะฟัก
จะเริ่มปรับความเค็มตอนกุ้งพี10พี11 ปรับวันละ 2 ครั้ง โดยจะปรับลดวันละไม่เกิน 5 พีพีที เกษตรกรไม่ควรไปซื้อลูกกุ้งวันที่ต้องการปล่อย เพราะทางโรงเพาะอาจต้องเร่งรีบปรับความเค็มน้ำอย่างรวดเร็วทำให้กุ้งที่ได้ไม่แข็งแรงและสมบูรณ์เท่าที่ควรน่ะจะบอกให้
ถ้าเกษตรกรสามารถเจาะลึกโรงเพาะฟักและเลือกลูกกุ้งได้ขนาดนี้การตรวจแบบวนัชชสุนทรไม่มีปัญหาผ่านโลดแน่นอน
การแพ็คลูกกุ้งและการขนส่งลูกกุ้งสู่ฟาร์มเลี้ยง
ถุงแพ็คลูกกุ้งนั้น ควรบรรจุน้ำ 2 ลิตร ต่อลูกกุ้งพี15 จำนวน 1,500ตัวต่อถุง หรือ ลูกกุ้งพี16 จำนวน 1,200ตัวต่อถุง ส่วนความเค็มของน้ำในถุงต้องเท่ากับความเค็มน้ำในบ่อที่จะปล่อย หรือถ้าปล่อยในช่วงที่มีฝนก็จะให้ต่างกันไม่เกิน 1 พีพีที พีเอชน้ำในถุงจะต้องไม่ต่ำกว่า 7.2
การปล่อยลูกกุ้ง
นิยมปล่อยลูกกุ้งตอนเช้า 7-8 โมงเช้า อัตราการปล่อยลูกกุ้งของฟาร์มแห่งนี้คือ บ่อที่ใช้ระบบรีไซเคิลจะปล่อยลูกกุ้ง 7-8 หมื่นตัวต่อไร่ ส่วนระบบปิดนั้นจะปล่อยน้อยกว่าคือจะปล่อยในอัตรา 5-6 หมื่นตัวต่อไร่
พี่เฮงเล่าให้พวกเราฟังว่าฟาร์มแห่งนี้ปล่อยลูกกุ้งด้วยวิธีง่ายๆไม่ซับซ้อนเพราะจากประสบการณ์บอกว่านี้คือ
วิธีที่สะดวกและหากเราเลือกลูกกุ้งดีทุกอย่างก็จะไปได้สวย การปล่อยลูกกุ้งของที่นี่คือ เมื่อรถลูกกุ้งมาถึงที่บ่อก็จะเอาถุงลูกกุ้งแช่น้ำในบ่อ เอาน้ำสาดถุง รอปรับอุณหภูมิให้อุณหภูมิในถุงเท่าหรือใกล้เคียงกับในบ่อมากที่สุด ซึ่งจะใช้วิธีดูฝ้าขึ้นเต็มถุงลูกกุ้งก็จะปล่อยลูกกุ้งออกจากถุงได้เลย การปล่อยลูกกุ้งเมื่อถุงแช่น้ำและอุณหภูมิได้แล้ว ก็จะมีวิธีปล่อยง่ายๆคือเปิดถุงแล้วปล่อยทันที หรืออาจใช้มีดโกนกรีดก้นถุงได้เลย(เราจะสนใจอุณหภูมิของน้ำในถุงเป็นหลัก) หากเกษตรกรจะปล่อยกุ้งก็ขอให้มีการแช่ถุงลูกกุ้งก่อนอย่างน้อยสัก15-20 นาทีก็แล้วกันเพื่อเป็นการปรับอุณหภูมิของน้ำในถุงให้เท่าในบ่อ หากไม่แช่ถุงแล้วสิ่งที่พบได้ง่ายคืออุณหภูมิที่ต่างกันมากๆเวลาปล่อยกุ้งแล้วมักไม่ค่อยติด แต่วิธีนี้จะทำให้กุ้งติดไม่น้อยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์เมื่อเลี้ยงจนจับกุ้งขายได้


การให้อาหารกุ้ง


พี่เฮงบอกว่าที่ฟาร์มแห่งนี้มีวิธีการให้อาหารที่อาจแตกต่างจากที่อื่น กล่าวคือเมื่อปล่อยกุ้งแล้ว
10 วันแรก ให้อาหาร 3 กิโลกรัมต่อกุ้ง 1 แสนตัวต่อวัน โดยจะแบ่งให้5 มื้อ
วันที่ 11-15 ให้อาหาร 4 กิโลกรัมต่อกุ้ง 1 แสนตัวต่อวัน
วันที่ 16-20 ให้อาหาร 5 กิโลกรัมต่อกุ้ง 1 แสนตัวต่อวัน
วันที่ 21-25 ให้อาหาร 6 กิโลกรัมต่อกุ้ง 1 แสนตัวต่อวัน
วันที่ 26-30 ให้อาหาร 7 กิโลกรัมต่อกุ้ง 1 แสนตัวต่อวัน
โดยวันที่ 29 จะเริ่มมีการชั่งอาหารใส่ยอ

การเลือกเบอร์อาหาร วันที่ 1-7 ให้อาหารเบอร์1
วันที่ 8-14 ให้อาหารเบอร์1+2
วันที่15-21 ให้อาหารเบอร์2
วันที่22-28 ให้อาหารเบอร์2+3
วันที่ 29 ให้อาหารเบอร์3 และเริ่มชั่งใส่อาหารในยอ
ฟาร์มแห่งนี้จะมีการใช้ยอต่อบ่อ บ่อละ 4 ยอ
การวางยอจะวางตั้งแต่ 20 วันแรกใส่อาหารนิดหน่อยวางให้สูงกว่าพื้นบ่อ 2 นิ้ว แต่วันที่25 ก็จะวางถึงพื้นบ่อได้เลย
ดูว่ากุ้งติดดีหรือไม่ดีทำได้โดยใส่ยอ 5 กรัมต่ออาหารกุ้ง 1 กิโลกรัม เช็คยอตอน 2 ชั่วโมงครึ่ง
ถ้ากุ้งติดดีประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ พบว่าวันที่28 ก็จะเช็คยอได้แล้ว
ถ้ากุ้งติดน้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ พบว่าประมาณวันที่30-35 วันจึงจะเช็คยอได้
การให้อาหารในยอ และเวลาในการเช็คยอ
ขนาดน้ำหนักกุ้ง อัตราการใส่อาหารต่อยอ เวลาในการเช็คยอ
0-5 กรัม 1/200 2.5 ชม.
5-7 กรัม 1/200 2 ชม.
7-9 กรัม 1/180 2 ชม.
9-1 กรัม 1/170 2 ชม.
11-13 กรัม 1/160 2 ชม.
13-15 กรัม 1/150 2 ชม.
15-17 กรัม 1/140 2 ชม.
17-19 กรัม 1/130 2 ชม.
19-23 กรัม 1/120 2 ชม.
23-25 กรัม 1/110 2 ชม.
25 กรัม ขึ้นไป 1/100 2 ชม.


การเพิ่มอาหารให้กุ้งในบ่อทำได้โดย
ถ้ากุ้งกินอาหารในยอหมดทุกยอไม่มีเหลือเลยจะเพิ่มให้ดังนี้
หากปริมาณอาหารที่กุ้งกินอยู่ระหว่าง 0-10 กิโลกรัม จะเพิ่มอาหารให้ 1 กิโลกรัม
หากปริมาณอาหารที่กุ้งกินอยู่มากกว่า 10 กิโลกรัม จะเพิ่มอาหารให้ 1-2 กิโลกรัม
หากปริมาณอาหารที่กุ้งกินอยู่มากกว่า 20 กิโลกรัม จะเพิ่มอาหารให้ 2-4 กิโลกรัม

การปรับลดอาหารในยอจากการพิจารณาปริมาณอาหารในยอทำได้ดังนี้
ปริมาณอาหารที่ใส่ในแต่ละยอ ให้ตีหรือประเมินว่ามี 10 ส่วน เมื่อถึงเวลาเช็คยอ ยกยอขึ้นมาดูปริมาณอาหารที่เหลือในแต่ละยอ และคิดเปรียบเทียบดังนี้

ถ้าอาหารเหลือในยอ 1 ส่วนจาก 10 ส่วนที่ใส่ในยอ เราจะตีว่า เท่ากับ 10
ถ้าอาหารเหลือในยอ แค่ 0.5 ส่วนจาก10 ส่วนในหนึ่งยอนั้นเราจะตีค่าเท่ากับ 5
ถ้าอาหารเหลือในยอ 1 ส่วนจาก 10 ส่วนที่ใส่ยอเราจะตีค่าเป็น10
ถ้าอาหารเหลือในยอ 2 ส่วนจาก 10 ส่วนที่ใส่ในยอๆนั้น เราก็จะตีค่าเท่ากับ 20
ถ้าอาหารเหลือในยอ 3 ส่วนจาก 10 ส่วนที่ใส่ในยอเราจะตีค่าเป็น 30
คราวนี้มาดูหลักการพิจารณาการเพิ่มลดอาหารคือ
หากนำปริมาณของการประเมินอาหารที่เหลือทุกยอมารวมกัน แล้วจะมีหลักดังนี้
ถ้ามีเท่ากับ 5 ถือว่าเสมอตัวไม่ลดไม่เพิ่ม (ตัวอย่างเช่น 0,0,0,5)
แต่ถ้ามี 10 จะลดอาหารมื้อต่อไป 1 กิโลกรัม (ตัวอย่างเช่น 0, 0, 5, 5)
ถ้ามีค่ารวมเท่ากับ 20 จะลดอาหารในมื้อถัดไป 2 กิโลกรัม
***ฟาร์มพี่เฮงจะมีการสุ่มขนาดกุ้งโดยใช้แหหว่านทุก สัปดาห์ในเวลา 8-9 โมงเช้า บ่อละ 2 แหบริเวณกลางพื้นที่เลี้ยงหรือบริเวณที่กุ้งอาศัย(ไม่สุ่มบริเวณพื้นที่เลน)แล้วนำมาชั่งวัดขนาดกุ้ง อีกทั้งจะมีการเปรียบเทียบข้อมูลกับสัปดาห์ที่ผ่านมาหากกุ้งโตขึ้นจากเดิมเฉลี่ยแล้ววันละ 0.2 กรัม(ADG=0.2)ถือว่าโอเค แต่ถ้าต่ำกว่านี้จะมีการคงปริมาณอาหารไว้ก่อน


ฝากันฟุ้ง(อีกสิ่งสร้างสรรสำหรับอาหารในยอ)


ในฟาร์มของพี่เฮง ยังมีอุปกรณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้การวางยออาหารถึงพื้นบ่อได้ตามความเป็นจริง โดยไม่ทำให้อาหารหลุดกระเด็นออกจากยอเลย แม้ว่าขณะให้อาหารจะมีการเปิดเครื่องให้อากาศทุกตัวแล้วก็ตาม อุปกรณ์ชนิดนี้เราขอเรียกว่า "ฝากันฟุ้ง = อุปกรณ์ครอบอาหารในยอเพื่อไม่ให้อาหารฟุ้งออกนอกยอก่อนถึงตำแหน่งวางยอจริง ซึ่งมีลักษณะดังรูป อธิบายง่ายคือเป็นอุปกรณ์ที่มีโครงร่างเป็นเหล็กสี่เหลี่ยมกว้างประมาณ 8-10 นิ้ว ยาวประมาณ 8-10 นิ้ว แล้วเอาผ้ามุ้งเขียวมาขึง ตรงกลางมีเชือกผูก เวลาเราเอาอาหารใส่ยอก่อนจะวางยอลงน้ำก็จะเอาฝากันฟุ้งนี้วางครอบอาหารในยอแล้วค่อยหย่อนลงบ่อพร้อมกัน เมื่อยอวางถึงพื้นแล้วจึงค่อยยกฝากันฟุ้งขึ้นมา(เท่านี้อาหารในยอก็จะไม่หายไปไหนนอกเสียจากกุ้งในบ่อกินนั้นเอง
การวางเครื่องให้อากาศในบ่อกุ้งของฟาร์ม
หลักคือ หากขนาดบ่อมีพื้นที่น้อยกว่า 70x70 ตารางเมตร จะใช้เครื่อง 1 สูบ 4 ตัว แต่ละตัวต่อ1 แขนมีใบพัดประมาณ 15-20 ใบพัด แต่ถ้าพื้นที่มีขนาดมากกว่า 70x70 ตารางเมตร ก็ต้องมีการเสริมเครื่องส่วนกลางขึ้น
***หลักการจัดวางใบพัดคือต้องไม่ตีกระทบชิ่ง(จะเซาะคันบ่อ) และใบพัดตีน้ำควรกินน้ำลึกเพื่อให้น้ำเคลื่อนตัวได้ดี

การเปิด-ปิดเครื่องให้อากาศ
ในช่วง 1 สัปดาห์แรก หลังปล่อยกุ้งจะไม่ปิดเครื่องตีน้ำ มีเหตุผลน่ะ..เพื่อต้องการทำสีน้ำให้คงที่ หลังจาก1 สัปดาห์แล้วนั้นก็จะมีเวลาในการปิดเปิดเครื่องดังนี้ ปิดก่อนให้อาหาร ครี่งชั่วโมง และหลังจากให้อาหารเสร็จ 2 ชั่วโมงแล้วค่อยเปิด ยกเว้นมื้อแรกกับมื้อกลางคืนจะปิดเครื่องก่อนให้อาหารแค่ 15 นาทีและหลังจากให้อาหารแล้วจะเปิดเครื่องทันที ส่วนในช่วงอากาศหรือฟ้าปิดจะเปิดเครื่องตีน้ำตลอดเวลาครับ
การจัดการอื่นๆระหว่างการเลี้ยงกุ้ง
***หากพบกุ้งในบ่อมีลักษณะเนื้อไม่เต็ม เปลือกกรอบแกรบแล้วมีการเข้าไปหมกเลน จะไล่กุ้งเหล่านี้ด้วยการใส่คลอรีนกลางบ่อ(บริเวณเลน)โดยวิธีการใส่วนเป็นเลข 1 ไทย(๑) กุ้งจะออกมาเกาะแถวขอบบ่อทางฟาร์มจะตักกุ้งดังกล่าวทิ้ง
***ทางฟาร์มเน้นไม่ใช้ยาในการรักษากุ้ง แต่มีการผสมวิตามินรวม และวิตามินซีตลอดการเลี้ยง นอกจากนี้ในช่วงที่กุ้งอายุประมาณ 80 วันจะมีการเสริมกะปิซึ่งทำมาจากปลาในอัตรา 3-4 ช้อนโต๊ะอาหาร1กิโลกรัม(น้ำในบ่อมีความเค็มต่ำ)
***การควบคุมคุณภาพน้ำระหว่างการเลี้ยง 2 เดือนแรก ควบคุมด้วยการใช้ปูนเผากับโดโลไมท์ในการคุมพีเอชและสีน้ำ แต่เมื่อได้ 2 เดือนแล้วจะคุมเฉพาะค่าพีเอช
***ระหว่างเลี้ยงหากพบปัญหาน้ำในบ่อขุ่นก็จะแก้ปัญหาโดยการปิดเครื่องให้อากาศ ลมพัดแพลงก์ตอนไปอยู่ที่มุมบ่อ ใส่ปุ๋ยยูเรีย 1 กิโลกรัมต่อไร่
***ถ้าปริมาณแพลงก์ตอนในบ่อมีมากก็จะให้แพลงก์ตอนไปรวมมุมบ่อแล้วตัดด้วยคลอรีนวันละ 1 กิโลกรัมต่อไร่ ทำทุกวัน
***หากกุ้งไม่ลอกคราบมานานจะช่วยกระตุ้นให้ลอกคราบโดยการใส่บีเคซี 80 เปอร์เซ็นต์ ในอัตรา 1 ลิตรต่อไร่ใส่ก่อนวันพระ 2 วัน ระหว่างใส่ต้องเปิดเครื่องตีน้ำเต็มที่เพื่อให้สารเคมีกระจายทั่วบ่อ
***การจัดการเมื่อกุ้งในบ่อเกิดปัญหาการติดเชื้อ
ถ้ากุ้งติดเชื้อไวรัสก่อนอายุ 60 วันจะทำลายกุ้งทิ้งทั้งบ่อ แล้วกักน้ำในบ่อไว้ไม่ปล่อยเข้าสู่ระบบ
ถ้ากุ้งติดเชื้อไวรัสหลังจากอายุ 60 วัน จะทำการจับขายโดยวิธีดองแห้งแล้วนำไปคัดไซส์นอกฟาร์ม และเมื่อจับเสร็จแล้วจะนำน้ำเข้าบ่อให้เต็มทันที เพื่อป้องกันนกเข้ามาในบ่อ
*** การขายกุ้งในบ่อเราควรทำการประมูลขายปากบ่อดีกว่าเอาไปขายเองที่แพปลาไม่ว่าที่มหาชัยหรือปากพนัง ถ้าไปอย่างนั้นเหมือนเอาหมูไปขึ้นเขียงเลย เกษตรกรควรจับขายตอนที่กุ้งได้ไซส์และช่วงที่กินอาหารดีที่สุด อย่าจับตอนกุ้งกินอาหารลดแล้วเพราะกุ้งจะไม่มีน้ำหนัก
***หลังจากจับกุ้งแล้ว ทางฟาร์มจะเอาไม้ปักแสดงบริเวณเลนแล้วรีบเอาน้ำเข้าบ่อทันที จากนั้นใช้เครื่องดูดเลน ดูดเลนในบ่อออกไปเก็บไว้ยังบริเวณที่เก็บเลนของฟาร์ม(พื้นที่ 10 ไร่)ไม่ทิ้งออกข้างนอก เมื่อทำการดูดเลนเรียบร้อยแล้ว จะเปิดน้ำให้แห้งจากนั้นตากบ่อประมาณ 1 สัปดาห์(ถ้าแดดดี) หากมีฝนก็จะเอาปูนขาวลงกลางบริเวณที่เคยเป็นพื้นที่เลน แล้วทำการเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้งรุ่นต่อไป.
ท้ายสุดพี่เฮงได้ฝากคำทิ้งท้ายว่า…
การเลี้ยงกุ้งคือการเลี้ยงน้ำ การทำให้น้ำในบ่อสด สะอาด คุณภาพน้ำไม่แกว่ง พบว่าการเลี้ยงกุ้งแทบไม่มีปัญหา ส่วนการเลือกใช้ยาและสารเคมีนั้นเราต้องรู้ว่าจะใช้ทำไม เพราอะไรต้องใช้ จริงๆแล้วการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในบ่อกุ้งนั้นไม่ใช่ว่าจะทำสำเร็จภายในเวลา2-3 วัน
รีบเร่งในการแก้ปัญหา แต่อย่ารีบร้อน ไม่มีสูตรสำเร็จของการเลี้ยงกุ้งดังนั้นต้องเข้าใจธรรมชาติ ต้องเรียนรู้ ต้องศึกษา ต้องหาข้อมูลจากผู้รู้ หากใครเลี้ยงกุ้งไม่ได้ควรไปดูคนที่สำเร็จ ต้องทำตัวเป็นแก้วน้ำที่ไม่มีน้ำเต็มยังสามารถเติมน้ำได้อีก ควรเป็นคนที่ผสมผสานข้อมูลให้เกิดประโยชน์เต็มที่ และสำคัญที่สุดเราต้องค้นหาระบบของตัวเองในบ่อหรือฟาร์มตัวเองให้พบ แล้วการเลี้ยงกุ้งจะลงเอยด้วยดี.
และสิ่งเหล่านี้คือข้อมูลที่พวกเราชาวเอเชี่ยน เล็งเห็นแล้วว่าน่าจะเกิดประโยชน์กับเพื่อนเกษตรกรที่จะได้รับมุมมอง เทคนิค หรือแนวทางการเลี้ยงกุ้งจากพี่เฮง (ฟาร์มคุณเฮง) ถ้าเกษตรกรท่านใดอ่านแล้วได้รับสิ่งที่ดีๆเพิ่มขึ้นสำหรับนำไปประยุกต์กับฟาร์มหรือบ่อกุ้งของตน ผลประโยชน์หรือความดีเหล่านั้นขอยกให้
พี่เฮงหรือคุณชูสิทธิ์ โรจน์เจริญศักดิ์ ทั้งหมดส่วนความผิดพลาด ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดพวกเราขอน้อมรับและต้องขออภัยด้วย แล้วพวกเราจะหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆมาเสนอเพื่อเพิ่มมุมมองแก่เกษตรกร

วริทธิ์ มุทาพงศ์(เก่ง) อิสริยา ปราบคเชนทร์(อ้อ) และเอกอนันต์ ยุวเบญจพล(เอ๋) บริษัทเอเชี่ยน อควาคัลเจอร์ ร่วมเสนอข้อมูล

กลับหน้าหลัก