ข้อมูลการใช้ยาและสารเคมี
โดย......ดร.นนทวิทย์ อารีย์ชน

อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งกุลาดำของประเทศไทย ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานับสิบปี ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลกมาเป็นเวลาหลายปี อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นในรายได้หรือปริมาณของกุ้งที่เพิ่มขึ้น ดูเหมือนว่าเกิดจากเนื้อที่ที่เพิ่มขึ้น การเลี้ยงกุ้งให้ยั่งยืนในระยะยาวควรมีการพัฒนาให้เลี้ยงกุ้งได้ผลผลิตต่อเนื้อที่เพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ การเลี้ยงกุ้งให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ ประการ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือยาและเคมีภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งมักจะมีคำถามอยู่เสมอว่าการเลี้ยงกุ้งจำเป็นต้องใช้ปัจจัยนี้หรือไม่ มีหลาย ๆ ฟาร์มที่เลี้ยงโดยมีการใช้ยาไม่มาก แต่คงจะไม่มีฟาร์มไหนที่ไม่เคยใช้ยาหรือเคมีภัณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ด้วยการเลี้ยงกุ้งที่เป็นการเลี้ยงแบบหนาแน่น ทำให้สภาพอาจไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตปกติของกุ้ง ประกอบกับสภาพเลี้ยงที่เอื้ออำนวยให้เกิดการระบาดของโรคได้ง่าย เช่น มีสารอินทรีย์ตกค้าง การใช้ยาและเคมีภัณฑ์จึงยังมีความจำเป็น แต่เกษตรกรควรระมัดระวังในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าเรื่องราคา ยิ่งในช่วงปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกใช้จำนวนมาก มีความหลากหลายในด้านคุณภาพ แม้กระทั่งเกิดมีการปลอมปนในสินค้าหลาย ๆ ประเภท ปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขโดยด่วน คือการปลอมปนสินค้า และการควบคุมมาตรฐาน เป็นต้น
การพิจารณาการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์
1. ไม่ควรเลือกซื้อสินค้าเพราะมีราคาถูก
2. เลือกสินค้าจากบริษัทที่น่าเชื่อถือ เพราะบริษัทที่มีการดำเนินงานอย่างเป็น
ระบบมักจะมีมาตรฐานในการผลิตสินค้า
3. การเลือกผลิตภัณฑ์จากร้านค้าทีมีคุณภาพ
4. สอบถามข้อมูลจากผู้ที่มีความรู้ที่แท้จริง
กลุ่มเคมีภัณฑ์ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
1. ยาฆ่าเชื้อ
2. ยาต้านจุลชีพ (ยาปฏิชีวนะ)
3. วิตามิน
4. สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
5. สารประกอบจุลินทรีย์
6. สารควบคุมแพลงก์ตอน และอื่น ๆ

ข้อควรพิจารณาการใช้ยาและสารเคมี
1. ให้แน่ใจว่ามีความจำเป็นต้องใช้ยา กล่าวคือต้องทราบก่อนว่ากุ้งมีปัญหาจากอะไร ถ้าเกิดจากปรสิต เช่น ชูโอแทมเนี่ยม ก็ให้เลือกใช้กลุ่มยาฆ่าเชื้อใส่ลงในน้ำ ถ้าเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียก็ให้ผสมยาปฏิชีวนะและวิตามินซีลงในอาหาร ถ้าเกิดจากไวรัสให้ปฎิบัติเช่นเดียวกับแบคทีเรียเพราะยังไม่มียาควบคุมไวรัส
2. การใช้ยาฆ่าเชื้อต้องคำนึงถึงผลข้างเคียงต่อคุณภาพน้ำ ควรใช้ช่วงกลางวันและเปิดเครื่องตีน้ำ
3. ไม่ควรผสมยาปฏิชีวนะพร้อม ๆ กัน มากกว่า 1 ชนิด และควรเปลี่ยนชนิดของยาบ้างเพื่อป้องกันการดื้อยา
4. ควรหยุดให้ยาผสมอาหารอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนจับกุ้ง
วิธีการใช้ยากับสัตว์น้ำ
***สำคัญที่สุดยาหรือสารเคมีตัวนั้นต้องผ่านการยอมรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กรมประมง กรมปศุสัตว์ หรืออาหารและยา*******
วิธีการใช้ยากับสัตว์น้ำสามารถแบ่งออกเป็นวิธีหลัก ๆ ได้ดังนี้
(1) การแช่ ใช้เฉพาะกับการติดเชื้อภายนอก เช่นบริเวณลำตัว ครีบ ระยางค์ หรือซี่เหงือก หรือเพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในน้ำ แบ่งออกเป็น
ก. การจุ่ม (แช่ระยะสั้น)
ข. การแช่ระยะยาว
ค. การแช่ระยะปานกลาง
(2) การผสมอาหาร ใช้ป้องกัน และรักษาการติดเชื้อที่กระจายทั่วร่างกาย เช่นจากแบคทีเรีย
(3) การฉีด
ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำส่วนมากจะใช้เฉพาะวิธีการแช่ระยะยาว และการผสมอาหาร
หน่วยในการใช้ยากับสัตว์น้ำ
(1) ส่วนในล้านส่วน (Part Per Million) (พีพีเอ็ม)
= 1 มิลลิกรัม ในน้ำ 1 ลิตร
= 1 กรัม ในน้ำ 1 ตัน (ลูกบาศก์เมตร)
= 1 มิลลิลิตร ในน้ำ 1 ตัน
= 1.6 ลิตร (กิโลกรัม) ในบ่อเนื้อที่ 1 ไร่ ความลึกของน้ำ = 1 เมตร
(2) เปอร์เซ็นต์ (Percent)
= 10 กรัม ในน้ำ 1 ลิตร
= 10 กิโลกรัม ในน้ำ 1 ตัน
(3) หน่วยการให้โดยการผสมอาหาร
3.1 ให้เป็นน้ำหนักยาต่อน้ำหนักของสัตว์น้ำ
3.2 ให้เป็นน้ำหนักยาต่อน้ำหนักของอาหาร

การคำนวณการใช้ยา
ข้อมูลที่นักวิชาการหรือเกษตรกรควรทราบก่อนอื่นคือการวินิจฉัยหาสาเหตุของโรคที่แท้จริง ทราบชนิดของยาและลักษณะการใช้ที่เหมาะสมกับลักษณะการเกิดโรคและสภาพการเลี้ยง เช่น
1.การติดเชื้อภายนอกที่เกิดจากปรสิตต่าง ๆ ซึ่งกุ้งจะมีอาการที่สังเกตได้ดังนี้
1.1 กุ้งกุลาดำที่มีปรสิต เช่นซูโอแทมเนี่ยม จะเกิดลักษณะเป็นเมือกตามเปลือก ลอกคราบไม่ออก
การติดเชื้อประเภทนี้ควรเลือกใช้วิธีการผสมยาลงในน้ำ เช่น การใช้ฟอร์มาลิน 25
พีพีเอ็ม (40 ลิตร/ไร่ น้ำลึก 1 เมตร) กลูตารัลดีไฮด์ หรือ เบนซัลโคเนียมคลอไรด์ (บีเคซี) เข้มข้น 1-2 พีพีเอ็ม (1.6-3.2 ลิตร/ไร่) หรือด่างทับทิม 2 พีพีเอ็ม (3 กิโลกรัม/ไร่) เป็นต้น
2. การติดเชื้อแบคทีเรียวิบริโอ มีหลายลักษณะ เช่น เปลือกผุ จุดดำ หางกร่อน หางไหม้ หรือเสี้ยนดำ
การรักษาต้องใช้การผสมยาปฏิชีวนะ (1 ช้อนโต๊ะ) และวิตามินซี (1 ช้อนชา) ในอาหาร 1 กิโลกรัม
การผสมยาลงในน้ำ
เมื่อทราบสาเหตุของโรคและสารเคมีที่จะใช้ ต้องทราบความเข้มข้นที่จะใช้ด้วย หลังจากนั้นเพื่อที่จะให้ทราบปริมาณยาที่จะผสมลงในบ่อ เกษตรกรหรือนักวิชาการต้องทราบปริมาณน้ำในบ่อทั้งหมดเสียก่อน แล้วจึงนำไปคำนวณหาปริมาณสารเคมีที่ต้องใช้
ตัวอย่างที่ 1 ต้องการทราบปริมาณของฟอร์มาลินที่ต้องใส่ลงในบ่อกุ้งกุลาดำขนาด 5 ไร่ เพื่อรักษาโรคที่เกิดจากซูโอแทมเนี่ยม โดยให้ได้ความเข้มข้นของฟอร์มาลินเท่ากับ 25 ส่วนในล้านส่วน (พีพีเอ็ม) โดยความลึกของน้ำอยู่ที่ 1 เมตร
การคำนวณ (วิธีที่ 1)
ปริมาตรน้ำทั้งหมด = 1,600 ตร.ม x 5 ไร่ x 1 เมตร (ความลึก)
= 8,000 ลบ.ม. (คิว, ตัน)
เรามีสูตรว่า 1 ส่วนในล้านส่วน (พีพีเอ็ม) = 1 มิลลิลิตร ในน้ำ 1 ตัน เพราะฉะนั้นเพื่อ
ให้ได้ความเข้มข้น 25 ส่วนในล้านส่วน ในน้ำ 1 ตัน ต้องใช้ฟอร์มาลินลงไป 25 มิลลิลิตร
แต่ปริมาณน้ำที่เรามีในบ่อ คือ 8,000 ตัน
เพราะฉะนั้นต้องใช้ฟอร์มาลินเป็นปริมาณทั้งหมด = 25 x 8,000
= 200,000 มิลลิลิตร (ซีซี)
= 200 ลิตร คำตอบ
การคำนวณ (วิธีที่ 2)
เรามีสูตรว่า การละลายสารเคมีในน้ำ 1.6 ลิตรในเนื้อที่ 1 ไร่ น้ำลึก 1 เมตรจะได้ความเข้มข้นของสารเท่ากับ 1 พีพีเอ็ม
เราต้องการ 25 พีพีเอ็มในบ่อ 5 ไร่ ลึก 1 เมตรก็ต้องใส่ฟอร์มาลินเท่ากับ
1.6 ลิตร X 25 X 5 = 200 ลิตร คำตอบ

ตัวอย่างที่ 2 ต้องการทราบน้ำหนักของสารเคมีชนิดโพวีโดนไอโอดีน (เป็นผง) ที่ต้องใส่ลงในบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำขนาด 4 ไร่ (ลดน้ำลงเหลือ 80 ซม.) เพื่อลดปริมาณเชื้อแบคทีเรีย โดยให้ได้ความเข้มข้นเท่ากับ 1 ส่วนในล้านส่วน (พีพีเอ็ม)
การคำนวณ (วิธีที่ 1)
ปริมาตรน้ำทั้งหมด = 4 ไร่ x 1,600 ตร.ม. x 0.80 ม.
= 5,120 ลบ.ม.(คิว, ตัน)
เรามีสูตรว่าถ้าละลายสารเคมี หนัก 1 มิลลิกรัมในน้ำ 1 ลิตร หรือ 1 กรัมในน้ำ 1 ลบ.ม. จะได้ความเข้มข้นเท่ากับ 1 ส่วนในล้านส่วน
เพราะฉะนั้นในน้ำ 1 ลบ.ม. เพื่อให้ได้ความเข้มข้นของยาเท่ากับ 1 ส่วนในล้านส่วน ก็ต้องใช้ยาคิดเป็นน้ำหนัก 1 กรัม
แต่เรามีน้ำทั้งหมด = 5,120 ลบ.ม.
เพราะฉะนั้นต้องใช้โพวีโดนไอโอดีนทั้งหมดเป็นน้ำหนัก = 1.0 x 5,120 = 5,120 กรัม
= 5.12 กิโลกรัม คำตอบ
การคำนวณ (วิธีที่ 2)
เรามีสูตรว่า การละลายสารเคมีในน้ำ 1.6 กก.ในเนื้อที่ 1 ไร่ น้ำลึก 1 เมตรจะได้ความเข้มข้นของสารเท่ากับ 1 พีพีเอ็ม
เราต้องการ 1 พีพีเอ็มในบ่อ 4 ไร่ ลึก 80 ซม. ก็ต้องใส่โพวิโดนไอโอดีนเท่ากับ
1.6 กก. X 1.0 X 4 ไร่ X 0.8 ม. = 5.12 กก.

กลุ่มยาฆ่าเชื้อ (Disinfectants)
สารเคมีที่อยู่ในรูปต่าง ๆ เช่น ของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้ง การทำลายสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เช่นกลุ่มโปรโตซัว เชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส
วัตถุประสงค์การใช้งาน
*ป้องกันและรักษาการติดเชื้อภายนอก
*ลดปริมาณเชื้อโรค หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการเช่นแพลงก์ตอน
*ต้องระวังผลข้างเคียงต่อสิ่งแวดล้อม และผลของสิ่งแวดล้อมต่อการออกฤทธิ์

1. ฟอร์มาลิน (Formalin)
*ฟอร์มัลดิไฮด์ เข้มข้น 37-40 % (คิดเป็น 100%)
*สารละลายใส มีกลิ่นฉุน
*มีคุณสมบัติเป็น strong reducing agent ถูก oxidize ได้กรด formic acid
การใช้งาน
*ควบคุมปรสิตเซลล์เดียว โปรโตซัว เช่น ซูโอแทมเนี่ยม
*ควบคุมแบคทีเรียในน้ำ
*รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย (ภายนอก) หนวดกุด หางเปื่อย
ความเข้มข้น
*25-50 ส่วนในล้านส่วน (ระยะยาว) (40-80 ลิตร/ไร่)
*พ่อ-แม่พันธุ์กุ้งทะเล 100 พีพีเอ็ม 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละครั้ง
ข้อควรระวัง
*ปริมาณออกซิเจนลดลง พีเอชลดลงเล็กน้อย ระหว่างการใช้จึงควรเปิดเครื่องตีน้ำ/ให้อากาศตลอดเวลา
*แพลงก์ตอนดร๊อบ
*ผลต่อเกษตรกร (ระคายเคือง) และการปลอมปน
ข้อสังเกต
-ยังคงเป็นสารเคมีที่ได้รับความนิยม
-ใช้เป็นสารทดสอบความแข็งแรงของลูกกุ้ง (stress test) 150 -200 พีพีเอ็ม นาน 15 - 30 นาที

2. เบนซัลโคเนี่ยมคลอไรด์ (Benzalkonium Chloride) (บีเคซี)
ชื่อเต็ม : Alkyl Dimethyl Benzyl Ammonium-Chloride
ชื่ออื่น ๆ : Roccal, Hyamine, Benkosal, Phemerol, Zephirol จัดเป็น Quarternary Ammonium Compound
คุณสมบัติทั่วไป
**สารละลายใส ไม่มีกลิ่น เข้มข้นตั้งแต่ 10 - 80%
**ใช้เพื่อการทำความสะอาดอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมบรรจุกระป๋อง โรงงานเบียร์
การใช้งาน
-รักษาการติดเชื้อภายนอก โดยเฉพาะกลุ่มโปรโตซัว หรือแบคทีเรีย (ซูโอแทมเนี่ยม และ วิบริโอ ตามลำดับ)
ความเข้มข้น 0.6-1.0 พีพีเอ็ม
(1-1.6 ลิตร/1ไร่/1 เมตร)
ความเป็นพิษกับกุ้งกุลาดำวัยอ่อน (ดวงพร วัชรเกษมสินธุ์, 2532)
กุ้งกุลาดำ 24 hr.-LC50* (พีพีเอ็ม)
ซูเอีย 2 ระดับความเข้มข้น0.31
ไมซิส 2 ระดับ่ความเข้มข้น0.41
โพสท์ลาวาร์ 5 ระดับความเข้มข้น0.65
โพสท์ลาวาร์ 18 ระดับความเข้มข้น3.02

ประสิทธิภาพกับเชื้อโรคของสัตว์น้ำ
Aeromonas hydrophila 1.9 x 107 CFU/ml ต้องใช้บีเคซี 40 พีพีเอ็ม 12 ชม. (100 %)
Vibrio harveyi 4.5 x 106 CFU/ml ต้องใช้บีเคซี 8 พีพีเอ็ม
ข้อสังเกต
-ออกฤทธิ์ได้ดีในสภาพที่เป็นด่าง (pH = 9.0 + 0.5)
-มีประสิทธิภาพในการดร๊อบแพลงก์ตอน

3. คลอรีน (Chlorine)
คุณสมบัติทั่วไป
-สถานะที่เป็นก๊าซ (Cl2)
-ของเหลว, ผง : แคลเซี่ยมไฮโปคลอไรท์ Ca(0Cl)2 และโซเดียมไฮโปคลอไรท์ (NaCl0)
Ca(0Cl)2 + H20 ได้ Ca+2 + 2 0Cl- (Hypochlorite ion) + H20
Na0Cl + H20 ได้ Na+ + 0Cl- + H20
0Cl- + H+ได้ HOCl (Hypochlorous acid)
*เป็นสารออกซิไดซ์ (oxidizing agent)
* จับตัวกับสารอินทรีย์ ช่วยในการตกตะกอน
*ช่วยลดบีโอดี
การใช้ประโยชน์
*ท ใช้เตรียมน้ำสำหรับบ่อเพาะ/อนุบาลกุ้งทะเล และกุ้งก้ามกราม
*ปัจจุบันใช้ในการเตรียมน้ำในบ่อดินน้อยลง เพราะราคาและผล
*ไม่ควรใช้ระหว่างการเลี้ยง (1-2 กก./ไร่) เพราะผลไม่คุ้ม
ความเข้มข้น
30-50 พีพีเอ็ม หรือ 25-30 กก./ไร่

ความเป็นพิษของคลอรีนในกุ้งกุลาดำวัยอ่อน (สุวรรณา และพรเลิศ, 2539)
ระยะ 24 hr-LC50 (พีพีเอ็ม)
นอร์เพลียส 1.87
ซูเอีย 2ความเข้มข้นคือ 2.12
ไมซิส 2 ความเข้มข้น คือ 0.77
โพสท์ลาวาร์ 6 ความเข้มข้นคือ 2.66
โพสท์ลาวาร์ 15 ความเข้มข้น คือ 2.77


4. โพวิโดน ไอโอดีน (Povidone Iodine)

-สารประกอบระหว่าง Polyvinylpyrrolidone + Iodine (10-20 %)
-ชื่อทางการค้า Betadine นิยมใช้ในวงการแพทย์ ทันตแพทย์
-ผงสีน้ำตาลเข้ม (ทางการค้ามักจะเป็นสารละลาย)
-ละลายได้ดีในน้ำและแอลกอฮอล์
-มีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อ ทั้งแบคทีเรียและไวรัส อาจไม่เหมาะกับโปรโตซัว
-ต่างประเทศนิยมใช้แช่ไข่สัตว์น้ำเพื่อฆ่าเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และโปรโตซัว
ความเข้มข้น
-กุ้งกุลาดำ: ละลายน้ำ 1-2 พีพีเอ็ม
-ไข่ปลาเทร้าท์ 1% นาน 10 นาที
-ไข่ปลา Channel catfish (ปลากดอเมริกัน) 10-100 พีพีเอ็ม นาน 10 นาที
ข้อสังเกต
*การใช้ฆ่าเชื้อ Aeromonas hydrophila (1.9 x 107CFU/ml) 3 พีพีเอ็ม 30 นาที
Vibrio harveyi (4.5 x 106 CFU/ml) 2 พีพีเอ็ม 30 นาที
*ถ้าค่าพีเอชของน้ำเพิ่มจาก 6.0 เป็น 8.6 ต้องใช้เพิ่ม 4 เท่า
*เป็น oxidizing agent ดังนั้นสารอินทรีย์ และ reducing agents จะทำให้ประสิทธิภาพลดลง

5. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide)
*สารละลายใส ความเข้มข้นจากโรงงานประมาณ 50%
*มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อน และ oxidizing agent
*ละลายในน้ำและตัวทำละลาย เช่น alcohol
2H2O2 ทำปฏิริยาได้ 2H2O + O2
ความเข้มข้น 1-2 พีพีเอ็ม
การใช้ประโยชน์
*ป้องกันและรักษาโรคที่เกิดจากโปรโตซัว และแบคทีเรียในนากุ้ง
*มีการใช้เพื่อควบคุมสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ในบางท้องที่
*ต่างประเทศมีการทดลองใช้เพื่อเพิ่มออกซิเจน ระหว่างขนส่งลูกปลา
คาดว่า 1 หยดของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ จะให้ออกซิเจนประมาณ 1.5 พีพีเอ็ม ที่ 24 องศาเซลเซียส
*ด้วยการที่เป็นสารออกซิไดซ์ที่รุนแรง การใช้งานต้องคำนึงถึงองค์ประกอบที่มีผลต่อการออกฤทธิ์
เช่นสารอินทรีย์

6. กลูตารัลดิไฮด์ (Glutaraldehyde)
คุณสมบัติทั่วไป
*สารละลายใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น
*สารประกอบอัลดิไฮด์
*ยาฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ใช้ได้ดีทั้งกับแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา ทั้งในรูปเซลล์ปกติ และสปอร์
*ออกฤทธิ์ตรงตำแหน่ง amine group ของผนังเซลล์
การใช้ประโยชน์
*รักษาโรคที่เกิดจากโปรโตซัว และแบคทีเรีย ค่อนข้างดีกับซูโอแทมเนี่ยมในบ่อปูน ไม่นิยมในบ่อดิน
ความเข้มข้น 1-2 พีพีเอ็ม
ข้อสังเกต
*มีการใช้ร่วมกับบีเคซี
*มีผลต่อคุณภาพน้ำน้อย

7. มาลาไคท์กรีน (Malachite Green)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : p,p-benzylidenebsis-N,N-Dimethylaniline
ชื่ออื่น ๆ Aniline Green, Bright Green, Colchizin Green, Evergreen B, Victoria Green,
Nox-Ich
ลักษณะทั่วไป เกล็ดสีเขียว, ละลายน้ำได้ดี
การใช้ประโยชน์
*ป้องกัน/รักษาโรคเชื้อรา (Lagenidium) ของกุ้งกุลาดำวัยอ่อน
ความเข้มข้น 0.006-0.01 พีพีเอ็ม สัปดาห์ละครั้ง
ข้อสังเกต
*มีความเป็นพิษสูง
*มีแน้วโน้มเป็นสารก่อมะเร็ง

ความเป็นพิษในกุ้งกุลาดำวัยอ่อน (ดวงพร วัชรเกษมสินธุ์, 2532)
ระยะ ค่า 24 hr.-LC50 (พีพีเอ็ม)
ซูเอีย 2 ความเข้มข้นคือ 0.14
ไมซิส 2 ความเข้มข้นคือ 0.19
โพสท์ลาวาร์ 5 ความเข้มข้นคือ 0.32
โพสท์ลาวาร์ 18 ความเข้มข้นคือ 1.15


8. เทรฟลาน (Treflan, Trifluralin)

-มีฤทธิ์เป็นสารควบคุมวัชพืช : ช่วยควบคุมการเจริญของยอดและราก
-ใช้ควบคุมเชื้อราสกุล Lagenidium ในบ่ออนุบาลลูกกุ้งกุลาดำ
-ปัจจุบันนิยมใช้ในการกำจัดซูโอแทมเนี่ยม

ความเข้มข้น 0.006-0.01 พีพีเอ็ม (บ่ออนุบาล)
0.06 พีพีเอ็ม (บ่อดิน)
ผลข้างเคียง มีผลน้อยกับคุณภาพน้ำ

9. ดิพเทอร์เร็กซ์ (Dipterex)
ชื่ออื่น ๆ Trichlorfon, Dylox, Chlorofos และ Masoten
-จัดเป็นยาฆ่าแมลงในกลุ่ม organophosphate
การใช้ประโยชน์
-กำจัดปรสิตภายนอก เช่นพวก monogene (ปลิงใส) พวก crustaceans เช่น เห็บปลา (Argulus) หนอนสมอ (Lernaea)
ความเข้มข้น 0.25-1.0 พีพีเอ็ม
-ใช้กำจัดพาหะของไวรัสตัวแดงดวงขาว (white spot virus)
เช่น กุ้งอื่นๆ ในสกุล Penaeus และ Metapenaeus และปู
ข้อสังเกต
-ไม่ควรใช้ดิพเทอร์เร็กซ์ร่วมกับสารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง
-ดิพเทอร์เร็กซ์สลายตัวได้เร็วที่อุณหภูมิประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส และพีเอชสูงกว่า 7.5

สารกำจัดแพลงก์ตอน (Algicide)
(คอปเปอร์ซัลเฟต และ คีเลทคอปเปอร์)

คอปเปอร์ซัลเฟต CuS04.5H20 (จุนสี)
ชื่ออื่น ๆ Blue stone, blue vitriol, Roman vitriol
ลักษณะทั่วไป
-เกล็ดสีฟ้า ละลายน้ำได้ดี
ความเข้มข้น 0.5 - 1.0 พีพีเอ็ม
กลไกการทำงาน
-รบกวนขบวนการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอน
-รวมตัวกับบางส่วนของแพลงก์ตอนและเกิดการตกตะกอน

คีเลทคอปเปอร์ (Chelated copper) (คอปเปอร์ + สาร Chelating agent)
ขบวนการ Chelation คือการเกิดปฏิกิริยาระหว่างโลหะหนักกับ chelating agent เช่น EDTA (Ethylenediamine tetraacetic acid)
การใช้ประโยชน์
ลดปริมาณสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน และสาหร่ายอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการ
ข้อสังเกต
-ความเข้มข้นที่แนะนำต้องใช้ในน้ำที่มีความกระด้างมากกว่า 60 พีพีเอ็ม
-สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินจะไวกับจุนสีมากกว่าสาหร่ายสีเขียว
-ไม่นิยมใช้ในการรักษาโรค มีการใช้ร่วมกับกรดซิติค (1+2 พีพีเอ็ม) หรือกรดอะซิติค (2+3 พีพีเอ็ม) เพื่อกำจัดโปรโตซัว
-คอปเปอร์มีความเป็นพิษสูงในน้ำอ่อน
-ปริมาณออกซิเจนอาจจะลดลงเพราะการเน่าสลายของแพลงค์ตอน
สารเคมีอื่น ๆ ใช้ควบคุมแพลงค์ตอน
1. เบนซัลโคเนียมคลอไรด์ (Benzalkonium chloride)
2. ฟอร์มาลิน (Formalin)
3. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ H202 (Hydrogen peroxide)

วิตามิน
1.วิตามินที่ละลายน้ำ (Water soluble vitamin): วิตามินซี (Ascorbic acid)
2.วิตามินที่ละลายในไขมัน (Fat soluble vitamin): วิตามินอี (Tocopherol)

วิตามิน ซี

*สกัดได้ครั้งแรกจากส้ม ปี 1928 ให้ชื่อว่า เฮกโซโลนิคแอซิด (Hexoronic acid)
*ปี 1932 สกัดได้จากมะนาวให้ชื่อว่า แอสคอร์บิคแอซิด (Ascorbic acid)
*ปี 1932 มีการสังเคราะห์ Ascorbic acid จากน้ำตาล glucose หรือ galactose
Glucose Ascorbic acid
*สัตว์น้ำส่วนใหญ่ไม่มีเอนไซม์ชนิดนี้
คุณสมบัติ
* ผงสีขาว มีรสเปรี้ยว ไม่มีกลิ่น ละลายน้ำได้ดี
*มีความคงสภาพที่ดีในลักษณะของแข็ง เสื่อมสภาพเร็วในสภาพสารละลาย
*ไวต่อความร้อน แสงแดด และการ oxidation
คุณสมบัติของวิตามินซีที่ดี
* Stability มีความคงทนต่อความร้อนและปฏิกิริยา oxidation
* Bioavailability การนำไปใช้ประโยชน์ทางชีวภาพ หรือกุ้งนำวิตามินซีไปใช้ประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน
รูปแบบของวิตามินซี
1. วิตามินซีอิสระ (Free ascorbic acid)
2. แบบเคลือบ (Coated form) เช่น fat coated, cellulose coated, glucose-coated
3. แบบอนุพันธ์ (Derivative ของ ascorbic acid) เช่นฟอสเฟต และ ซัลเฟต เป็นต้น
การใช้ประโยชน์
* ในระดับฟาร์ม 3-5 กรัม/อาหาร 1 กก. (ประมาณ 1 ช้อนชา)
การผสมเหมือนการใช้ยาปฏิชีวนะ อาจจะให้เดี่ยว ๆ หรือพร้อม ๆ กับยาปฏิชีวนะ
ประโยชน์ของวิตามินซี
*การสร้าง collagen ซึ่งเป็นโปรตีนเริ่มต้นในขบวนการสร้างกระดูก
การขาดวิตามินซี (Vitamin C Deficiency) มีผลต่อกระดูกตำแหน่งต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์น้ำ
*ขบวนการ Biotransformation คือการเปลี่ยนสารแปลกปลอมเพื่อกำจัดทิ้งออกจากร่างกาย
* ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
*ช่วยบรรเทาผลจากความเครียดโดยมีผลยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน cortisol
* บทบาทกับระบบภูมิคุ้มกัน
ข้อสังเกต
- การใช้วิตามินซีเพื่อป้องกันโรคต้องเลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์
- การเลี้ยงกุ้งกุลาดำมีการให้ทุกวัน/ทุกมื้อ เพราะต้นทุนยังคุ้ม แต่อาจไม่คุ้มกับกลุ่มของปลา
- ปัจจุบันมีการปลอมปนวิตามินซี

สารประกอบจุลินทรีย์ (Microbial compounds)
สารซึ่งประกอบด้วยจุลินทรีย์ในรูปของสปอร์ หรือเซลล์ปกติ การใช้ในรูปสปอร์จะสามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน
การใช้ประโยชน์
* ควบคุมสารอินทรีย์ : Bacillus spp. และ/หรือ Thiobacillus spp.
ใช้โดยการเติมลงในบ่อดินตลอดการเลี้ยง
*Probiotic การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิดซึ่งมีผลในการยับยั้งจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ
เช่นการใช้ แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) โดยการผสมอาหาร
สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Immunostimulant)
สารประกอบซึ่งใช้ในการผสมอาหารและมีผลในการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มทำงานดีขึ้น เช่นมีความต้านทานโรคดีขึ้น
ส่วนมากใช้กับกุ้งกุลาดำ แต่ไม่แพร่หลายเท่าการใช้วิตามินซี
แหล่งที่มาของสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
*เบต้ากลูแคน :ผนังเซลล์ของยีสต์ Saccharomyces
*เปปติโดกลัยแคน (Peptidoglycan) (PG) ส่วนผนังเซลล์แบคทีเรียแกรมบวก
*ลิโพโพลิแซคคาลายด์ (Lipopolysaccharide) (LPS) ผนังเซลล์แบคทีเรียแกรมลบ

ยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial agents)
สารประกอบทางเคมีที่ได้จากสิ่งมีชีวิต หรือจากการสังเคราะห์ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งหรือทำให้เกิดการตายของจุลินทรีย์
แหล่งที่มาของยาต้านจุลชีพ
1. จุลินทรีย์ เช่นเชื้อรา ได้แก่ออกซิเตทตร้าซัยคลิน และคลอแรมเฟนนิคอล จัดเป็นยาปฏิชีวนะ (Antibiotic)
2. การสังเคราะห์ (Synthetic) : กลุ่มซัลฟาและ กลุ่มควิโนโลน
3. กึ่งสังเคราะห์ (Semi-synthetic): แอมพิซิลิน และ อามอกซี่ซิลิน

ชนิดที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
1. กลุ่มเตทตร้าซัยคลิน เช่นออกซิเตทตร้าซัยคลิน
2. กลุ่มซัลฟาหลายชนิด เช่นซัลฟาโมโนเมททอกซิน และ ซัลฟาไดเมททอกซิน
3. กลุ่ม ซัลฟาเสริมฤทธิ์
กลุ่มซัลฟา + ไตรเมทโทพริม หรือ ออเมทโทพริม
4. คลอแรมเฟนนิคอล
5. กลุ่มไนโตร เช่น ฟูราเนส, ไนเฟอร์ไพรินอล และ ฟูราโซลิโดน

6. กลุ่มควิโนโลน เช่น ออกโซลินิคแอซิด, นอร์ฟ๊อกซาซิน, เอนโรฟ๊อกซาซิน, ซาราฟ๊อกซาซิน ไซโปรฟ๊อกซาซินและพีฟล็อกซาซิน
หมายเหตุ
*สามารถแบ่งยาออกเป็น Generation ขึ้นอยู่กับความเก่า/ใหม่
ปัจจุบันห้ามใช้*คลอแรมเฟนนิคอล และ*ฟูราโซลิโดน เพราะก่อให้เกิดอาการโลหิตจาง และมะเร็ง ตามลำดับ

การผสมยาในฟาร์ม เพื่อป้องกัน/รักษาโรคติดเชื้อ

1. ยาต้านจุลชีพบริสุทธิ์ส่วนใหญ่ละลายน้ำได้น้อย แต่ถ้าอยู่ในรูปของเกลือต่าง ๆ เช่น เกลือ ไฮโดรคลอไรด์จะละลายน้ำดีขึ้น
2. ละลายยาในน้ำจืดที่สะอาด (ประมาณ 20 ซีซี/อาหาร 1 กก.) แล้วนำไปพรหมบนอาหารให้ทั่ว ผึ่งให้แห้ง (ไม่โดนแดด)
3. ถ้าเป็นอาหารกุ้งต้องเคลือบด้วย น้ำมัน (ปลา ปลาหมึก) ไข่ เลซิติน หรือสารเหนียว

ข้อควรระวังในการใช้ยาต้านจุลชีพกับสัตว์น้ำ
* การใช้ยาเพื่อรักษาต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือจนกว่าจะหยุดตายและต่ออีก 3 วันหลังหยุดตาย
*ไม่ควรใช้ยาพร้อมกันมากกว่า 1 ชนิด
* ไม่ควรใช้ยาชนิดเดิมนานเกินไปเพราะจะเกิดการดื้อยาได้
* หยุดให้ยาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนจับขาย
*ควรพิจารณาการใช้ยาต้านจุลชีพเพื่อการป้องกัน
*ยาที่ใช้ในสัตว์ต้องผ่านการขึ้นทะเบียนจากทางการแล้ว

ข้อมูลจากดร.นนทวิทย์ อารีย์ชน (คณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

กลับหน้าหลัก