ด.ร.พุทธ ส่องแสงจินดา
กลุ่มวิจัยวิศวกรรมการเพาะเลี้ยงและสิ่งแวดล้อม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ฝั่งอ่าวไทย กรมประมง


ท่ามกลางปัญหาความเสื่อมโทรมของคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการระบาดของโรคในแหล่งเลี้ยงที่รุนแรงขึ้น เทคนิคการเลี้ยงกุ้งระบบปิดหรือการเลี้ยงกุ้งแบบเติมน้ำหรือถ่ายน้ำน้อย ็เป็นการพัฒนาปรับปรุงเทคนิคการเลี้ยง
กุ้งไปอีกขั้นหนึ่ง เพื่อลดความเสี่ยงที่ทำให้กุ้งติดเชื้อและตายในระหว่างการเลี้ยงแต่การเลี้ยงกุ้งในระบบปิดก็มีข้อเสียอยู่เช่นกัน เนื่องจากของเสียและสิ่งขับจากการเลี้ยงกุ้งจะสะสมอยู่ในบ่อเลี้ยง เช่น แอมโมเนีย ไนไตรท์
ซึ่งจะส่งผลให้กุ้งโตช้ากินอาหารลดลง และอาจจะเครียดจนอ่อนแอ และติดเชื้อโรคได้ง่าย

ดังนั้นถ้าการเลี้ยงกุ้งในระบบปิด เกษตรกรจึงควรเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในบ่อ และทราบแนวทางในการจัดการบ่อเลี้ยงกุ้งเพื่อลดความเครียดที่อาจจะเกิดกับกุ้งที่เลี้ยง

การสะสมของไนโตรเจนในบ่อเลี้ยง กุ้งระบบปิด

จากการศึกษาวิจัยพบว่าไนโตรเจนเกือบทั้งหมด (97%) ที่เข้าสู่บ่อเลี้ยงกุ้ง มาจากอาหารที่ให้กุ้งกิน กุ้งสามารถเก็บไนโตรเจนไว้ในเนื้อกุ้งได้ ประมาณ 21.8% ไนโตรเจนอีกประมาณ เกือบ 80% นั้นจะตกค้างอยู่ในบ่อในรูป ของเศษอาหารและขี้กุ้งที่บริเวณก้นบ่อ ประมาณ 70% และในรูปของสิ่งขับถ่ายที่ละลายน้ำได้ เช่น อินทรีย์ไนโตรเจน แอมโมเนีย ไนไตรท์ และไนเตรทประมาณ 9%

ไนโตรเจนที่สะสมอยู่ในบ่อจะมีการเปลี่ยนแปลงจากรูปที่สามารถเป็นอาหารของแบคทีเรียและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก (อินทรีย์ไนโตรเจน) ให้อยู่ในรูปของสารประกอบที่เป็นพิษกับกุ้ง (แอมโมเนีย และไนไตรท์) หมุนเวียนไป มาในระบบนิเวศของบ่อเลี้ยงกุ้ง บางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นก๊าซไนโตรเจนและจะออกจากบ่อเลี้ยงกุ้งไป

การเปลี่ยนแปลงของไนโตรเจนจากอาหารกุ้ง

เมื่อมีอาหารเหลืออยู่ คุณสมบัติของน้ำก็จะเปลี่ยนไป ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการที่ทำให้มีอาหารกุ้งเหลืออยู่ในตู้ทดลอง พบว่าสารอินทรีย์ที่อยู่ในอาหารจะสามารถละลายออกมาอยู่ในน้ำได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลา 3-4 วัน สารอินทรีย์ไนโตรเจนจะถูกแบคทีเรียกินและปล่อยแอมโมเนียออกมาอยู่ในน้ำ อาหารเหลือเพียงครั้งเดียวจะทำให้เกิดปัญหาแอมโมเนียได้ประมาณ 1 เดือน หลังจากแอมโมเนียเพิ่มปริมาณมากขึ้น ไนไตรท์จะเกิดขึ้นตามมา

เมื่อให้อาหารกับกุ้งในบ่อ กุ้งจะต้องได้รับออกซิเจนที่พอเพียง (ในน้ำควรมีออกซิเจนมากกว่า 4 มก./ล.) เพื่อทำให้กุ้งสามารถสร้างพลังงานเพื่อการดำรงชีวิต และทำให้มีการเจริญเติบโตที่ดี ผลจากการเผาผลาญ
โปรตีนจะทำให ้เกิดแอมโมเนีย (แอมโมนิฟิเคชั่น: Ammonification) ซึ่งแอมโมเนียจะเป็นพิษกับสิ่งมีชีวิตดังนั้น

กุ้งจึงต้องขับออกมานอกร่างกาย แบคทีเรียก็เช่นกันจะกินสารอินทรีย์ในเศษอาหารกุ้ง ขี้กุ้งและซากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เพื่อการที่ดำรงชีวิตและปล่อยแอมโมเนียออกมาในน้ำ ผลจากการกินอาหารทำให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลง
ไปที่สำคัญคือ สารอินทรีย์ในน้ำจะลดลง น้ำจะมีคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นทำให้ พีเอชต่ำลงในขณะที่ออกซิเจนในน้ำจะถูกแบคทีเรียและกุ้งใช้ไปจนอาจจะทำให้ออกซิเจนที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอต่อ การเจริญเติบโตที่ดี ของกุ้ง และมีสิ่งขับถ่ายในรูปของแอมโมเนียมากขึ้น ซึ่งแอมโมเนียจะเป็นพิษกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ยกเว้น แพลงก์ตอนพืชและแบคทีเรียที่ใช้แอมโมเนียเป็นอาหาร

แอมโมเนียในน้ำจะเป็นอาหารของแบคทีเรียในกลุ่ม ไนตริไฟอิ้งแบคทีเรีย (Nitrifying Bacteria) เช่น ไนโตรโซโมแนส (Nitrosomonas spp.) และไนโตรแบคเตอร์ (Nitrobactor spp.) จะกินแอมโมเนียเป็นอาหารและ รูเปลี่ยนแอมโมเนียเป็น ไนไตรท์ และไนเตรทซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า ไนตริฟิเคชั่น (Nitrification)

แบคทีเรียในกลุ่มนี้ จะไม่สามารถกินแอมโมเนียเป็นอาหารได้เพียงอย่างเดียว ในการเจริญเติบโต แบคทีเรีย จำเป็นต้องมีแหล่งของคาร์บอน ซึ่งในกรณีนี้ ไบคาร์บอเนต ซึ่งเกษตรกรใส่ลงไปในบ่อเลี้ยงกุ้งในรูปของปูน คาร์บอเนต หรือ ปูนโดโลไมท์ ทำให้แบคทีเรียมีสารอาหารที่ครบถ้วนและดูดซึมแอมโมเนียไปใช้ได้ดี ในขณะเดียวกันแบคทีเรียในกลุ่มนี้จำเป็นต้องดำรงชีวิตในสภาพของน้ำที่มีออกซิเจน เพื่อใช้ออกซิเจนในการเผา พลาญอาหารสร้างพลังงาน การขาดออกซิเจนหรือมีออกซิเจนไม่พอก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แอมโมเนียเปลี่ยนไปเป็นไนไตรท์ และไนเตรทไม่สมบูรณ์ความสัมพันธ์ของไนโตรเจนกับออกซิเจนและไบคาร์บอเนต ใน ปฏิกิริยาไนตริฟิเคชั่น

ผลจากการเกิดปฏิกริยาไนตริฟิเคชั่นในบ่อเลี้ยงกุ้งจะทำให้ปริมาณแอมโมเนียลดลง มีการใช้ออกซิเจนมากขึ้น น้ำจะมีออกซิเจนน้อยลง และเนื่องจากมีการดูดเอาไบคาร์บอเนตไปใช้และปล่อยคาร์บอนไดออกไซค์ออกมา จะทำให้น้ำมีพีเอชที่ต่ำลง ในกรณีที่มีออกซิเจนหรือปริมาณ แบคทีเรียไม่เพียงพอ จะทำให้การเปลี่ยนแปลงแอมโมเนียไปเป็นไนเตรท เกิดขึ้นอย่างไม่สมบูรณ์ ในสภาพเช่นนี้อาจจะทำให้เกิดการสะสมของไนไตรท์ ในน้ำ ได้
บทบาทของแพลงก์ตอนพืชในการดูดซับสารประกอบไนโตรเจนในบ่อเลี้ยงกุ้ง

แอมโมเนียและไนเตรทในน้ำเป็นปุ๋ยที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืช นอกเหนือจากนี้ ยังต้องการ ปุ๋ยฟอสเฟต ซิลิเกต แสงแดด และคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับการเจริญเติบโตด้วย
กระบวนการนี้ ต้องใช้พลังงานจากแสงแดดสำหรับสร้างสารอินทรีย์จากสารอนินทรีย์ จึงเรียกว่าการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis)

ผลจากการสังเคราะห์แสงจะมีออกซิเจนเกิดขึ้นและแพลงก์ตอนพืชก็จะปล่อยออกซิเจนเหล่านี้ออกมาให้
ละลายอยู่ในน้ำการควบคุมสีน้ำเป็นวิธีการจัดการควบคุมการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนไม่ให้มีมากเกินไปจนตาย ลงในบ่อเลี้ยง ในขณะที่แพลงก์ตอนพืชมีชีวิตอยู่ แพลงก์ตอนพืชจะดูดซับเอาสารอาหารส่วนเกิน

ในบ่อเลี้ยงกุ้งที่เกิดจากการย่อยสลายของอาหารและขี้กุ้ง และผลิตออกซิเจนออกมาในปริมาณมาก จึงทำให้สภาพแวดล้อมในบ่อเลี้ยงกุ้งดีเหมาะสมต่อการดำรงชีวิต

สีน้ำที่เข้มเกินไปเป็นสัญญาณชี้ว่าในบ่อเลี้ยงกุ้งมีสารอินทรีย์และการย่อยสลายเกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน ในสภาพเช่นนี้ สารอินทรีย์และปุ๋ยที่มีมากในบ่อ เป็นสาเหตุให้มีแพลงก์ตอนพืช จุลินทรีย์ และแบคทีเรียมาก
ตามไปด้วย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลเสียกับการเลี้ยงกุ้งใน 2 ด้าน คือ
- ปริมาณ แพลงก์ตอนพืชและจุลินทรีย์ที่มากเกินไป ทำให้ความต้องการออกซิเจนของบ่อเลี้ยงกุ้งสูงขึ้น อาจจะทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในเวลากลางคืนโดยเฉพาะช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน จนกระทั่งถึงเช้าตรู่

- แพลงก์ตอนที่มีมากจะทำให้มีการสังเคราะห์แสงในเวลากลางวันทำให้น้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งมีค่าพีเอชสูงขึ้น ทำให้แอมโมเนียอิสระที่เป็นพิษกับกุ้งเพิ่มปริมาณมากขึ้น
สีน้ำที่เข้มอยู่เป็นเวลานาน จะเสี่ยงต่อการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสมดุลระบบนิเวศอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกรณีของเหตุการณ์ที่เรียกว่า "สีน้ำดรอป (แพลงก์ตอนพืชจำนวนมากตายพร้อมๆ กันในบ่อเลี้ยงกุ้ง)" จะทำให้เกิดการสังเคราะห์ แสงลดลง การดูดซึมแอมโมเนียไปใช้ ลดลง และการผลิตออกซิเจนก็จะลดลงด้วย ทำให้ กุ้งเครียด

บางครั้งอาจจะรุนแรงถึงกระทั่งทำให้เกิดการอ่อนแอ และติดเชื้อในตัวกุ้งได้ อนึ่งการตายของแพลงก์ตอนพืชจะทำให้เกิดซากอินทรีย์จำนวนมากเป็นสาเหตุร่วมของปัญหาแอมโมเนีย
ของน้ำสูงหลังจาก แพลงก์ตอนดรอป ซึ่งเกษตรกรจำเป็นจะต้องมีความระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้ด้วย

บทบาทของดินก้นบ่อกับการเปลี่ยนแปลงของสารประกอบไนโตรเจนในบ่อเลี้ยงกุ้ง

ที่พื้นก้นบ่อเป็นบริเวณที่มีการสะสมของเศษอาหารและขี้กุ้ง โดยเฉพาะบริเวณกลางบ่อที่มีการตั้งเครื่องตีน้ำแบบรวมเลน ที่บริเวณนี้จะมีแบคทีเรีย และจุลินทรีย์เจริญเติบโตเพื่อย่อยสลายสารอินทรีย์ จึงทำให้มีการใช้ ออกซิเจนในปริมาณที่สูงถึงเกือบ 50% ของการใช้ออกซิเจนในบ่อเลี้ยง ในสภาพที่มีออกซิเจน สารอินทรีย์ที่ถูกย่อย (โดยกระบวนการแอมโมนิฟิเคชั่น) จะทำให้ เกิด แอมโมเนีย และกระบวนการ ไนตริฟิเคชั่น ทำให้ แอมโมเนีย เปลี่ยนไปเป็น ไนไตรท์ และไนเตรท ละลายอยู่ในน้ำที่แทรกอยู่ในระหว่างช่องว่างของเม็ดดิน และค่อยๆ แพร่ออกมาอยู่ในน้ำที่บริเวณก้นบ่อ ในขณะที่จุลินทรีย์ทำหน้าที่ของมันจะมีการใช้ออกซิเจนจากน้ำ ที่บริเวณก้นบ่อเลี้ยงกุ้งและน้ำที่แทรกตัวอยู่ในระหว่างช่องว่างของเม็ดดินดินก้นบ่อที่อยู่ลึกลงไปจะมีโอกาส
ขาดออกซิเจนได้สูงเนื่องจาก น้ำไม่สามารถแทรกตัวลงไปสู่ในชั้นดินที่ลึกได้ ทำให้ปฏิกิริยาชีวเคมี ของดินเปลี่ยน ไป

จากการใช้ออกซิเจนในน้ำ เป็นชีวเคมีที่ใช้ ออกซิเจนที่จับอยู่กับสารประกอบ เช่น ไนไตรท์ ไนเตรท และซัลเฟต หรือ โลหะประจุบวก เช่น แมงกานีส หรือ เหล็ก เป็นต้น ในชั้นดินที่ขาดออกซิเจนชีวเคมีของดินของ แบคทีเรียที่ใช้ไนเตรท ไนไตรท์ ช่วยในการดำรงชีวิต เรียกว่า ดีไนตริไฟอิ้งแบคทีเรีย (Denitrifying Bateria) โดยผ่านกระบวนการดีไนตริฟิเคชั่น (Denitrification)

ผลผลิตสุดท้ายที่ได้จากกระบวนการนี้ คือ ก๊าซไนโตรเจน ปล่อยออกมาจากดิน ซึ่งเกษตรกรสามารถเห็นได้จากการที่มีฟองก๊าซลอยขึ้นมาในบ่อที่มีสารอินทรีย์เน่าเสียที่พื้นก้นบ่อเป็นปริมาณมาก ซึ่งแสดงถึงโอกาสที่พื้นก้น บ่อจะขาดออกซิเจนจนเป็นอันตรายต่อกุ้งได้ เกษตรกรจึงควรระระมัดระวังในจุดนี้ด้วย


ชีวเคมีในดินที่สัมพันธ์กับไนตริฟิเคชั่นและดีไนตริฟิเคชั่น

การให้ออกซิเจนที่ไม่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการที่ไม่สามารถทำให้ออกซิเจนหมุนเวียนถึงก้นบ่ออย่างพอเพียง ในขณะที่ก้นบ่อมีสารอินทรีย์สะสมอยู่ในปริมาณมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดสารประกอบที่เป็นอันตรายต่อกุ้ง
ในบริเวณกองเลน เช่น ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อกุ้งโดยเฉพาะในบ่อดินเปรี้ยวที่มีพีเอชของดินและน้ำต่ำ ความเป็นพิษของไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่อยู่ในรูปของซัลไฟด์อิสระจะเพิ่มสูงขึ้น

ผลของแอมโมเนียต่อกุ้งทะเล

กุ้งจะขับแอมโมเนีย โดยเลือดกุ้งจะพาเอาแอมโมเนียไปปล่อยออกจากร่างกายทางเหงือกกุ้งในระหว่างที่กุ้งมีการหายใจ น้ำที่มีแอมโมเนียน้อย (อาจจะใช้ระดับแอมโมเนียอิสระในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อกุ้ง
0.1 มก/ล. เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ) จะทำให้กุ้งสามารถขับถ่ายแอมโมเนียได้ดี และมีการเจริญเติบโตที่ดี ถ้าแอมโมเนียในน้ำมาก แอมโมเนียที่เป็นของเสียในน้ำ จะสามารถแพร่ย้อนกลับเข้าไปในเลือดได้การที่มี
แอมโมเนียในเลือดกุ้งสูงจะทำให้ พีเอชในเลือดกุ้งสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้แอมโมเนียในเลือดกุ้งมีความเป็นพิษมากขึ้น พีเอชของเลือดสูงผิดปกติ ทำให้เอมไซม์ในเลือดกุ้งทำงานไม่ปกติ

ในสภาวะเช่นนี้จะทำให้กุ้งโตช้า(แอมโมเนียอิสระในช่วง 0.1 - 0.4 มก./ล.) แต่ถ้าแอมโมเนียมีความเข้มข้นสูงมากจะทำให้กุ้งเครียดจน
อาจจะทำให้กุ้งตายได้( แอมโมเนียอิสระมากกว่า 0.4 มก./ล.)

แอมโมเนียอิสระและผลกระทบต่อกุ้งทะเล
แอมโมเนียอิสระ (มก./ล.) ผลต่อกุ้งทะเล
น้อยกว่า 0.1 ปลอดภัยต่อการเลี้ยงกุ้ง
0.1 - 0.4 กุ้งโตช้า
มากกว่า 0.4 กุ้งโตช้า กินอาหารน้อยลงเครียดหรือตาย

กุ้งมีการตอบสนองต่อแอมโมเนียในระดับต่างๆ กัน แอมโมเนียที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้กุ้งต้องการออกซิเจนมากขึ้น ซึ่งหมายถึงว่ากุ้งจะมีการหายใจมากขึ้น ในทางตรงข้ามกุ้งจะสามารถหมุนเวียน เลือดนำแอมโมเนียมา
ขับออกที่เหงือก ซึ่งจะทำให้กุ้งเสียพลังงานมาก ในสภาวะที่น้ำมีปริมาณแอมโมเนียสูงและออกซิเจนละลายต่ำร่วมด้วย

กุ้งจะลดการหายใจ ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งที่ป้องกันไม่ให้แอมโมเนียในน้ำเข้าสู่ร่างกายของกุ้ง แต่กุ้งจะต้องแลกกับความเครียดที่เพิ่มขึ้น และการเจริญเติบโตที่ช้าลง เนื่องจากกุ้งที่หายใจน้อยจะลดกิจกรรมในการดำรง
ชีวิต ซึ่งก็หมายถึงการลดอัตราการกินอาหารด้วยในสภาวะที่น้ำมีพีเอชสูงขึ้นถึงแม้ว่าในน้ำจะมีปริมาณแอมโมเนียรวม
เท่าเดิมแต่สัดส่วนของแอมโมเนียอิสระที่เป็นพิษต่อการเลี้ยงกุ้งจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้ระดับ
ความเป็นพิษเพิ่มมากขึ้น

ผลของไนไตรท์ต่อกุ้งทะเล

ไนไตรท์จะเป็นสารประกอบไนโตรเจนที่มีความเป็นพิษต่อกุ้งน้อยกว่าแอมโมเนีย มีรายงานว่า ความเป็นพิษ ของไนไตรท์ขึ้นกับระดับของความเค็ม ในน้ำจืดไนไตรท์ จะมีระดับความเป็นพิษที่สูงกว่าในน้ำเค็ม ระดับของ
ไนไตรท์ที่ปลอดภัยต่อกุ้งที่ทดลองในห้องปฏิบัติการอยู่ที่ระดับ 10 มก./ล. ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากและไม่ค่อยพบในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล

โดยข้อเท็จจริง การพบไนไตรท์ในระดับ 0.5-1.0 มก./ล. ในบ่อเลี้ยงที่พบว่ามีปัญหากุ้งกินอาหารน้อยลง ในบ่อเลี้ยงกุ้งแบบปิดหมุนเวียนที่มีการรักษาออกซิเจนให้อยู่ในระดับที่พอเพียงต่อการเจริญเติบโตของกุ้ง
(มากกว่า 4 มก./ล.) พบว่ามีปริมาณ ไนไตรท์สูง 0.5 มก./ล. ซึ่งสามารถเลี้ยงกุ้งโดยไม่มีปัญหาในการจัดการให้อาหาร ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ผลที่เกิดขึ้นน่าจะไม่ได้มาจากความเป็นพิษของไนไตรท์โดยตรง
ไนไตรท์ในระดับความเข้มข้นต่ำๆจะเป็นพิษกับสัตว์น้ำที่มีเลือดสีแดง เม็ดเลือดเป็นชนิดที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน (Haemoglobin) ไนไตรท์จะสามารถเข้าไปแย่งออกซิเจนจับกับเม็ดเลือดทำให้ เกิดการขาดออกซิเจน ในสัตว์
ประเภทกุ้งปู ที่มีเลือดสีน้ำเงิน เม็ดเลือดเป็นชนิดที่เรียกว่า ฮีโมไซยานิน (Haemocyanin) ไนไตรท์จะเข้าจับกับเม็ดเลือดได้น้อยกว่า แล้วไนไตรท์จึงมีความเป็นพิษต่อกุ้งน้อยลง โดยจะทำให้เลือดกุ้งไม่สามารถจับตัวกับ ออกซิเจนทำให้กุ้งขาดออกซิเจนได้ ถึงแม้ว่าในน้ำจะมีออกซิเจนละลายอยู่มากก็ตาม

นอกจากนี้ ไนไตรท์ในเลือดกุ้งจะทำให้ระดับโปรตีน และพีเอชของเลือดกุ้งลดลง ซึ่งจะทำให้ชีวเคมีในเลือดกุ้งเปลี่ยนแปลงไป เกิดการสะสมของยูเรียในเลือดกุ้ง และมีการดูดซึมน้ำมากทำให้สมดุลเกลือแร่เปลี่ยนไป
ไนไตรท์จะเป็นสารประกอบไนโตรเจนที่พบในปริมาณน้อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ ในการเลี้ยงกุ้งทะเลระบบเปิด(ถ่ายน้ำ) จะพบไนไตรท์ ในระดับ 0.01-0.18 มก./ล.

การสะสมของไนไตรท์ในบ่อเลี้ยงกุ้งระบบปิดแสดงให้เห็นว่าอาจจะมาจากการที่
ออกซิเจนในบ่อเลี้ยงกุ้งอยู่ในระดับต่ำ แบคทีเรียทำงานไม่เต็มที่ หรือปริมาณการผลิตของไนไตรท์จากดินก้นบ่อมีมากเกินไป

ดังนั้นถ้าสามารถจัดการให้มีออกซิเจนและแบคทีเรียเพียงพอ และมีของเสียที่ก้นบ่อน้อย เกษตรกรก็จะสามารถแก้ปัญหาการสะสมของไนไตรท์ในบ่อเลี้ยงกุ้งได้ได้


การจัดการสารประกอบไนโตรเจน ในฟาร์มเลี้ยงกุ้งระบบปิด