สรุปงานสัมมนา รวมพลัง คนรักษ์กุ้ง
จัดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2545 ณ.โรงแรมหัวเรือ จ.ตรัง
จัดโดย ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

ข้อมูลโดยสรุปจากงาน สัมมนา รวมพลังคนรักษ์กุ้ง ในจังหวัดตรัง
ณ.โรงแรมหัวเรือ
จัดโดยชมรมผู้เลี้ยงกุ้งอำเภอกันตัง 9/11/45
จำนวนคนเข้าร่วมสัมมนา ประมาณ 300 คน จากการประเมิน

ท่าน สมปอง หิรัญวัฒน์(รองอธิปดีกรมประมง)
เชื่อมั่นว่าปลายเดือนพฤศจิกายน นี้ ทางอียูจะปล่อยการสุ่มตรวจกุ้งเป็นไปตามปกติไม่ต้องสุ่ม 100%
จากข้อมูลพบว่าในเดือนกันยายน พบกุ้งมีสารตกค้างเพียง 1 ตัวอย่างจากไทย แต่เป็นกุ้งที่เราส่งไปเมื่อเดือนมีนาคม ปัจจุบันนี้ที่ส่งกุ้งออกไป ซึ่งน่าจะถึงแล้วแต่ยังไม่มีการตีกลับมาเลย
เพราะเราได้ให้สัญญาไว้กับต่างประเทศว่า ตั้งแต่ 21 กันยายน 2545 กุ้งไทยต้องไม่มีสารตกค้าง
แนวทางการพัฒนาของไทย
1.ระยะสั้น การผลิตต้องมีการกำหนดเขตเพื่อการส่งออก สนับสนุนให้ผู้เล้ยงกุ้งรวมกลุ่มเพื่อง่ายต่อการถ่ายทอดและแก้ปัญหาร่วมกัน
2.สนับสนุนการเลี้ยงกุ้ง ซีโอซี ปี2546 รับรองฟาร์ม 15,000 ฟาร์ม
3.มีตรารับรองกุ้งคุณภาพ
4.และมีการตั้งทีมงานวิจัยทุกด้านเช่นด้านอาหารกุ้ง

ข้อมูลของ พี่หมอสุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ
อดีตถึงปี 2543 ตลาดกุ้งเป็นของผู้ผลิต แต่ปี 2544 และ2545ที่ผ่านมาตลาดเป็นของผู้บริโภค กุ้งกุลาดำจากไทยราคาสูงกว่ากุ้งขาว ปีนี้แม้ไทยจะผลิตกุ้งลดลงแต่กุ้งในตลาดโลกยังมีอยู่มาก คาดว่ามีภาวะกุ้งเต็มตลาดปี2545 และในปี2546นั้นเชื่อมั่นว่ามีปัญหาแน่นอน
จากการสำรวจที่ตลาดมหาชัย เมื่อวันที่ 3-5 พฤศจิกายนพบว่าพ่อค้าเครียดเนื่องจากห้องเย็นยังมีกุ้งอยู่ในสต๊อกค่อนข้างมาก นี่เป็นสัญญานว่าต้นปีหน้ายังมีกุ้งอยู่แน่นอน
***ประเทศอเมริกา ลูกโป่งกำลังจะแตก ถ้าอเมริกาใช้วิธีลดปัญหาโดยการลดดอกเบี้ยหรือย้ายเงินทุนไปนอกประเทศ ในอนาคตเกิดภาวะคนประหยัดจะส่งผลให้ยอดบริโภคกุ้งจะน้อยลง
ส่วนสถานการณ์ผู้เลี้ยงกุ้งของไทย
ถ้าเทียบต้นทุนการผลิต ไทยเสียเปรียบ แต่ถ้าเทียบฐานตลาด ประเทศไทยได้เปรียบ แต่เราเจอปัญหา 10 รุม 1 คือทุกประเทศที่ผลิตกุ้งก็จะเจาะตลาดของไทยก่อน เช่นอินเดีย เวียดนาม (คือบางเมืองที่ขายของไทยมาเป็น 10 ปี มาตอนนี้สินค้ากุ้งจากอินเดียขึ้นเทียบข้างๆไทยแล้วบนชั้นวางของตลาด
***ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่รถห้องเย็นวิ่งได้ถึงทุกบ่อ แต่คนไทยตอนนี้เอากุ้งไปขายเอง ปัญหาเลยเกิด(คุณภาพกุ้งไทยไม่เหมือนเดิม) สุขอนามัยกุ้งไทยถดถอยลง
มองว่าในปี 2546 การแข่งขันตลาดกุ้งจะต้องแข่งขันกัน ทางคุณภาพแน่นอน
เมื่อถึงยุคแข่งขันต้องเอาจุดเด่น กุ้งไทยมาใช้คือ
ผลิตกุ้งคุณภาพสูงจากฟาร์ม-----------------> โรงงาน-------------------> ผู้ซื้อ
*** ดังนั้นเราต้องปรับตัวผู้ซื้อ(ผู้ส่งออก)กับผู้เลี้ยงต้องถึงกันแน่นอน
***โครงการณ์ผู้เลี้ยงรับรองกุ้งตัวเอง (Q-Farm) นั้นคือผู้ส่งออกจะเข้าหาลูกค้า เข้ามาดูฟาร์มเลี้ยงของเราจริงก่อนตัดสินใจซื้อกุ้ง
***พวกเราต้องปรับตัว จัดโครงการณ์ผลิตกุ้งตามเงื่อนไขตลาดเฉพาะเช่น
โครงการ ผลิตกุ้งไปอียู ต้องขยายตลาดอียูให้ได้
โครงการ ผลิตกุ้งไปญี่ปุ่น ต้องเพิ่มยอดตลาดญี่ปุ่น
เรื่องที่ควรทราบอื่นๆคือ ไข่ขาว มีปัญหาตอนทำกุ้งแปรรูปเช่นไข่ขาวเคลือบขนมปังคลุกกับกุ้ง (ดังนั้นต้องมองหาฟาร์มไก่ไข่ที่ปลอดสารต้องห้ามด้วย)
ประมาณการเบื้องต้นผลผลิต หรือขายกุ้งปี 2545 (เฉพาะผู้ผลิตสำคัญ)

ประเทศ
เพิ่ม-ลด
ผลิต(ตัน)
ส่งออก(ตัน)
จีน(กุ้งขาว)
เพิ่ม
350,000
100,000
ไทย(กุลาดำ)
ลด
180,000
200,000
เวียดนาม(กุลาดำ)
เพิ่ม
150,000
100,000
อินโดนีเซีย(กุลาดำ)
เพิ่ม
150,000
120,000
อินเดีย(กุลาดำ)
เพิ่ม
120,000
80,000
บราซิล(กุ้งขาว)
เพิ่ม
100,000
80,000
เอกวาดอร์(กุ้งขาว)
เพิ่ม
100,000
80,000
เม็กซิโก(กุ้งขาว)
เพิ่ม
80,000
60,000
บังคลาเทศ(กุ้งกุลาดำ)
เพิ่ม
60,000
50,000


***การเจาะหรือยึดฐานตลาด ญี่ปุ่น หรืออียู ต้องถือว่าเป็นการลงทุนวันนี้ เพื่อโอกาสวันหน้า ต้องพร้อมสู้ ราคากับประเทศคู่แข่ง และดึงคุณภาพให้ลูกค้ามั่นใจ เท่าหรือเหนือคู่แข่งให้ได้*****
ดังนั้นปีหน้าสำหรับไทยคือ
1.กุ้งต้องไม่มียา
2.ทำตามอเมริกาต้องการนั้นคือ * ไม่สร้างส้วมหรือห้องสุขาในทางของบ่อกุ้ง
*ไม่สร้างบ้านพักคนงานบริเวณเดียวกับบ่อกุ้ง * เราควรจัดแบ่งส่วนให้ถูกสุขอนามัย
*ห้ามมีสัตว์เลี้ยงในพื้นที่เลี้ยงกุ้ง เช่นสุนัข แมว ไก่ เป็ด เป็นต้น
*ห้ามเด็ก ลงไปเล่นน้ำในบ่อกุ้ง
3. ต้องทำกุ้งให้ได้คุณภาพจริง

เปิดใจเทคนิคการเลี้ยงกุ้งและเพาะลูกกุ้งจากผู้ประกอบการจริง
(น.สพ.สุรศักดิ์ คุณชูสิทธ์(พี่เฮง) คุณวินิจ คุณกรรณวิทย์ คุณคำนึง คุณธีรยุทธ และ ดร.สถาพร)
การใช้จุลินทรีย์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ?????
-การเลี้ยงกุ้ง ไม่จำเป็นต้องใส่จุลินทรีย์เพิ่มเข้าไปในบ่อเสมอไป
-ควรชูภาพ กุ้งไทยมีคุณภาพ ไม่ใช่ชูภาพ กุ้งชีวภาพที่เน้นจุลินทรีย์
-จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโทษในบ่อคือกลุ่มที่ต้องการออกซิเจนต่ำ ดังนั้นเกษตรกรควรให้ออกซิเจนที่พอเหมาะ
-ควรคำนึงถึงสภาพดินก้นบ่อด้วย ไม่ใช่คำนึงเฉพาะน้ำหรือพันธุ์กุ้งอย่างเดียว
- พี่กรรณวิทย์เห็นด้วยกับการใช้จุลินทรีย์ในการเบียดและข่มเชื้อที่ก่อโรค แต่แนะให้โรงเพาะใช้จุลินทรีย์ชนิด Active living cell (จุลินทรีย์ที่ทำงานได้ทันที)
-จุลินทรีย์ที่นำมาใช้ในบ่อควรมีหลากหลายชนิด

ปัญหากุ้งโตช้า หากเราจะนำกุ้งนิ้วไปปล่อยจะดีหรือไม่อย่างไร?????????
- สามารถทำได้แต่โรงเพาะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการ(พี่กรรณวิทย์)
- หากทำจริงต้องปรับเปลี่ยนการขนส่ง(พี่หมอสุรศักดิ์)
- การปล่อยกุ้งโตกับกุ้งเล็กมองว่าไม่แตกต่าง หากมันจะโตดีปล่อยกุ้งเล็กมันก็ต้องโตดีเหมือนกัน(คุณวินิจ)
- ถ้า พี 18 ถึง พี 22 ถือว่าเป็นกุ้งที่เหมาะ แต่ถ้าเป็นลูกกุ้งที่เกิน พี 25 แล้วไม่ค่อยเหมาะกับการนำมาปล่อยบ่อ(คุณวินิจ)
- ลูกกุ้งที่มีคุณภาพน่าจะต้องผ่านการตรวจ ทั้งเอ็มบีวี พีซีอาร์ วิบริโอ และยาตกค้างในลูกกุ้งแล้ว น้ำหนักเฉลี่ยของพี9-พี12 ควรจะประมาณ 5 มิลลิกรัม (พี่กรรณวิทย์)

นอกจากนี้จากการได้ร่วมเก็บข้อมูลกับดร.ทิม เฟลเกล พบว่าหากลุกกุ้งติดเอ็มบีวี ตั้งแต่ พี 8-9 เราถือว่าไม่ดี
แต่ถ้าเรามาพบเฉพาะตอนพี 10 -13 อย่างนี้ถือว่าพอรับได้
และถ้า มาพบเฉพาะตอนพี 15-18 อย่างนี้ถือว่ารับได้เช่นกัน

- ปี 2546 ลูกกุ้งน่าจะมีแนวโน้มที่ดี มีคุณภาพขึ้น (พี่หมอสุรศักดิ์)
- ลูกกุ้งที่ดี สามารถตรวจสอบด้วย ช้อนตวง ขนาด 18 ซีซี ที่เจาะรู (คุณคำนึง)
นั้นคือ พี8 1 ช้อนควรมี 4500 ตัว
ทุกวันที่เปลี่ยนไปจำนวนลูกกุ้งในช้อนต้องลดลงวัน 500 ตัว ถือว่าเกรด เอ
ทุกวันที่เปลี่ยนไปจำนวนลูกกุ้งในช้อนต้องลดลงวัน 300 ตัว ถือว่าเกรด บี
ทุกวันที่เปลี่ยนไปจำนวนลูกกุ้งในช้อนต้องลดลงวัน 200 ตัว ถือว่าเกรด ซี

มีความเห็นอย่างไรกับการใช้ "เฟลก" แทนอาร์ทีเมีย หรือนำมาให้ลูกกุ้งกินแทนอาหารเบอร์แรกๆ
- การใช้เฟลกในบ่อเพาะลูกกุ้งไม่ค่อยเห็นด้วย(คุณกรรณวิทย์)
- เราใช้เฟลกเพื่อสร้างสีน้ำ และระวังน่ะเฟลกเป็นอาหารของจุลินทรีย์(คุณวินิจ)
***จุลินทรีย์สายพันธุ์ที่เป็นของจุฬาฯห้ามใช้น้ำตาล อนาคตเรื่องของจุลินทรีย์จะลดลง(พี่หมอสุรศักดิ์)
**อาหารโปรตีนสูง แต่กุ้งไม่กินเพราะ น้ำมันปลาบางชนิดกุ้งไม่ตอบรับ และสารเหนียวบางชนิดกุ้งไม่กิน(คุณคำนึง)
***กุ้งขาวคู่แข่งหากไทยเลี้ยงคือจีน 80 ตัว/กก ราคา 180 บาท
***อย่าเอาราคากุ้งกุลาดำไปผูกกับกุ้งขาว เช่นถ้ากุ้งขาวราคาตกแล้ว ราคากุลาดำต้องตกด้วย มันคนละตัวกัน
***กุ้งกุลาดำมีประเทศที่เลี้ยงได้น้อยที่สุดในโลก เราควรหันกลับมาสนใจกุ้งกุลาดำมากกว่ากุ้งพันธุ์อื่น
***เลี้ยงกุ้งกุลาดำนั้นควรมองป้องกันดีกว่าแก้ไข เตรียมบ่อให้ดี มีระยะพักบ่อ ออกซิเจนต้องถึง ทำคุณภาพกุ้งให้ดี
***ปีหน้าปัญหากุ้งไม่โตจะลดลง แต่ปัญหาเรื่องโรคไม่แน่ใจ (พี่หมอสุรศักดิ์)
***การปล่อยกุ้งแบบลอยถุงดีที่สุด สะดวกที่สุด (พี่เฮง และคุณธีรยุทธ)
***การแก้ปัญหาเหงือกอักเสบในกุ้ง ง่ายสุดคือเปิดเครื่องตีน้ำเต็มที่ ขณะเดียวกันปรับปรุงคุณภาพน้ำไม่ต้องให้ยา
***ใครเช็คยอไม่เป็น ก็ให้ 2%ของอาหารตลอดการเลี้ยงก็ได้ จากประสบการณ์หากกุ้งกิน ให้แค่ไหนในยอมันก็กิน หากมันไม่กิน ให้นิดเดียวก็ไม่หมด (คุณธีรยุทธ)
***เทคนิคการให้ยาต้านจุลชีพ(พี่หมอสุรศักดิ์)คือ
การให้ยามื้อแรกนั้นควรใช้ ปลาสดสับ 2 ครั้งโดยเอาปลามาล้างน้ำ เอาเลือดปลาออก แล้วนำมาหมักกับยา ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง หว่านเขตชานเลนและเขตเลี้ยง 1 มื้อ ( แต่มื้อที่สอง ให้ธรรมดา คือผสมยากับอาหารแบบธรรมดา แต่ใช้ยา 2 เท่าในเขตชานเลน ให้เช่นนี้จนครบ 5 วันหรือกุ้งอาการดีขึ้น


สรุปสั้นโดย.......เอกอนันต์ ยุวเบญจพล