การป้องกันโรคไวรัสกุ้งในฤดูหนาว
โดย ดร.พรเลิศ จันทร์รัชชกูล

สถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมง



*****ในฤดูกาลเลี้ยงกุ้งที่เพิ่งผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่มีปัญหาข้อนค่างมากไม่ว่าจะเป็นกุ้งรอดต่ำ โตช้าหรือแกร็น นอกจากนั้น พบว่าปัญหาเรื่องโรคระบาดจากเชื้อไวรัส ไม่ว่าจะเป็นโรคดวงขาวหรือโรคหัวเหลืองในหลาย ๆ พื้นที่ก็ยังเกิดอย่างต่อเนื่อง แต่มีความรุนแรงของการระบาดน้อยกว่าช่วงปีที่ผ่านมามาก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากปล่อยกุ้งบางลง มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำน้อยมาก เพราะสามารถเก็บน้ำในบ่อได้ดี มีน้ำฝนเติมตลอดเวลา เป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำและดินในบ่อลดลงมาก อีกทั้งแสงแดดที่ไม่จัดมากในช่วงฤดูฝนก็จะเป็นตัวช่วยให้แพลงค์ตอนในบ่อเจริญน้อยกว่า ในช่วงแดดจัดในฤดูร้อนทำให้การจัดการบ่อง่ายขึ้นอีกด้วย และจากข้อมูลการตรวจสอบลูกกุ้งในช่วงที่ผ่านมา พบว่าให้ผลไปในทำนองเดียวกันคือ มีแนวโน้มการติดเชื้อน้อยลง เนื่องจากการจัดการที่ดีขึ้นของโรงเพาะฟักลูกกุ้ง แต่อย่างไรก็ตามฤดูกาลเลี้ยงกุ้งที่กำลังจะมาถึงนี้ยังคงเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน กับในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาเนื่องจากเป็นช่วงที่อุณหภูมิน่าจะมีการแปรปรวนสูง (ภาคตะวันออก) และมีฝนตกมาก (ภาคใต้) ดังนั้น โรคที่เกิดจากไวรัสดังกล่าวอาจกลับมาสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงได้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงดังกล่าว ผู้เขียนขอเสนอแนวทางปฏิบัติเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจปล่อยกุ้งในฤดูกาลนี้ต่อไป
1. การเตรียมบ่อ อันดับแรกเกษตรกรควรคัดเลือกบ่อที่จะนำมาเลี้ยงกุ้งก่อนโดยดูจากประวัติความยาก ง่ายในการจัดการคุณภาพน้ำและดินในรอบการเลี้ยงที่ผ่าน ๆ มา เลือกเฉพาะบ่อที่สามารถจัดการได้ง่ายเท่านั้น ส่วนบ่อที่จัดการยากควรเก็บไว้เป็นบ่อเก็บน้ำ การจัดการบ่อเก่าที่มีของเสียสะสมอยู่ในพื้นดินก้นบ่อมาก มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำจัดทิ้งให้มากที่สุดเพื่อป้องกันการเน่าเสียของสารอินทรีย์ที่ สะสมอยู่ในดินในช่วงปลายของการเลี้ยงรอบที่ผ่านมาทำให้มีธาตุอาหารมากประกอบกับ มีแสงแดดจัดมาก ทำให้เกิดการเจริญของแพลงค์ตอนอย่างรวดเร็วมากและจะเกิดการตายได้ง่ายเนื่องจากมี ความหนาแน่นมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ่อที่มีการปล่อยกุ้งหนาแน่นมาก ใช้น้ำความเค็มสูง และให้อาหารมาก การใช้วัสดุปูนที่มีค่า pH สูงจะต้องใช้อย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมีค่า pH สูงเกินไป และควรใช้ในช่วงกลางคืน ซึ่งน้ำมีค่า pH ต่ำลงกว่าปกติ
2. การเตรียมน้ำ
ควรเป็นน้ำที่มีความเค็มไม่เกิน 30 ppt และผ่านการกำจัดหรือป้องกันพวกกุ้งและปูธรรมชาติแล้ว เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ค่า pH ที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 7.8-8.0 ในตอนเช้าและไม่เกิน 8.3 ในช่วงบ่าย การใช้น้ำที่พักนาน ๆ ในบ่อพักน้ำจะช่วยให้การทำสีน้ำง่ายขึ้น ถ้าแพลงค์ตอนเจริญเติบโตช้าและน้ำใสเป็นเวลานาน อาจใช้สีน้ำสังเคราะห์ช่วยพรางแสง ก็จะเป็นวิธีป้องกันขี้แดดได้ดีอีกทางหนึ่ง
3. อัตราการปล่อยลูกกุ้ง
ควรคัดเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพโดยการตรวจสอบเบื้องต้นจากสายตาเพื่อดูขนาดหรือความยาว ความแข็งแรง ความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อ ระยางค์ต่าง ๆ ตลอดจนสภาพตับและตับอ่อนซึ่งลักษณะเหล่านี้จะเป็นดัชนีชี้ว่าลูกกุ้งได้รับอาหาร และมีความสมบูรณ์เพียงใด หลังจากนั้นจึงนำมาตรวจสอบการติดเชื้อไวรัสอีกครั้งหนึ่ง อนึ่งการส่งตัวอย่างลูกกุ้งเพื่อการตรวจสอบจำเป็นจะต้องสุ่มลูกกุ้งหลายๆจุดในบ่อ เพื่อนำมารวมกัน และควรใช้กุ้งไม่น้อยกว่า 70 ตัวซึ่งจะทำให้ได้ลูกกุ้งที่มีการติดเชื้อต่ำกว่า 5 % หากผลพีซีอาร์เป็นลบ ถ้าสามารถคัดเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพดี การปล่อยกุ้งที่มีอัตราความหนาแน่น 30 - 40 ตัว/ตารางเมตร น่าจะเหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งระบบปิด หรือ 40 - 50 ตัว/ตารางเมตร ในระบบกึ่งปิดที่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้บ้าง เป็นต้น หากในฟาร์มมีบ่อมาก ไม่ควรปล่อยลูกกุ้งจากแหล่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน ควรวางแผนปล่อยเป็นชุด โดยในแต่ละชุดควรซื้อลูกกุ้งจากคนละที่ และแต่ละชุดลูกกุ้งควรมีอายุต่างกันประมาณ 1 เดือนเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงหากลูกกุ้งมีการปนเปื้อนเชื้อโรคจากโรงเพาะฟัก นอกจากนั้นยังทำให้สามารถจัดระบบการใช้น้ำได้ง่ายขึ้น เพราะแต่ละชุดจะไม่ใช้น้ำปริมาณมาก ๆ พร้อมกัน
4. วิธีการปล่อยลูกกุ้ง
ก่อนปล่อยลูกกุ้งลงบ่อเลี้ยงควรจะแช่ลูกกุ้งในฟอร์มาลีนเข้มข้น 100 ppm. เป็นเวลานาน 30 นาที ก่อนแยกลูกกุ้งอ่อนแอหรือตายทิ้งไปก่อนปล่อยเฉพาะลูกกุ้งที่ยังแข็งแรงเท่านั้น หรืออาจแยกลูกกุ้งอ่อนแอโดยไม่ต้องใช้ฟอร์มาลีนหากลูกกุ้งกำลังอยู่ระหว่างลอกคราบหรือ หากพบคราบลูกกุ้งในถุง เพื่อเป็นการลดการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสและปรสิตภายนอกพวก Zoothamnium ได้ดี
5. การตรวจสอบสุขภาพกุ้ง
ควรเริ่มการตรวจสอบสุขภาพกุ้งหลังจากปล่อยกุ้งแล้ว 10-15 วัน โดยการวางยอให้อาหารในบริเวณต่าง ๆ ของบ่อ เพื่อให้ได้ตัวแทนที่ดีในการตรวจสอบ การสุ่มตัวอย่างกุ้งจากบริเวณแนวขอบกองเลนจะเป็นตัวแทนที่ดีกว่าการสุ่มตรวจกุ้งที่ขอบบ่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอุณหภูมิต่ำทั้งนี้เพราะกุ้งอ่อนแอมักจะหลบไปอาศัยอยู่บริเวณกองเลน ซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าขอบบ่อทั้งนี้อาจเนื่องจากบริเวณรอบกองเลนมีความร้อนที่เกิดขึ้นจากการ
ย่อยสลายของสารอินทรีย ์หากพบมีกุ้งในกองเลนมาก อาจต้องทำการไล่กุ้งออกมา โดยการใช้ปูนขาวละลายน้ำสาดกลางบ่อเป็นต้นและควรตรวจสุขภาพกุ้งอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือเมื่อพบว่ากุ้งกินอาหารน้อยกว่าปกติ เป็นต้น
6. การจัดการขณะกุ้งแสดงอาการป่วย
เมื่อเริ่มพบกุ้งเข้าไปฝังตัวอยู่บริเวณแนวเลนก้นบ่อและมีเปลือกสกปรกซึ่งอาจเกิดจากโปรโตซัว หรือสารอินทรีย์ต่างๆ เกาะอยู่มาก และเริ่มมีกุ้งบางส่วนทะยอยเกาะขอบบ่อ หรือเกิดดวงขาวขึ้นใต้เปลือก ควรใช้ฟอร์มาลินเข้มข้น 25-30 ppm (50-60 ลิตร/ไร่ ที่ระดับน้ำลึก 1.2 เมตร) จะช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อผ่านทางน้ำได้ แต่ฟอร์มาลินความเข้มข้นดังกล่าวไม่สามารถเข้าไปทำลายเชื้อไวรัสที่ยังอยู่ในเซลล์ของกุ้งได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องนำกุ้งที่มีอาการหรือกุ้งที่ตายออกจากบ่อให้มากที่สุด เพื่อป้องกันการกินกันเองซึ่งเป็นทางแพร่ระบาดของเชื้อที่สำคัญอีกทางหนึ่ง เนื่องจากการใช้ฟอร์มาลินจะมีผลให้ค่าของ pH น้ำต่ำลงหลังจาก 18-24 ชั่วโมง ดังนั้น ถ้าพบว่า pH ของน้ำลดลงมาก หลังจากการใช้ฟอร์มาลิน ควรมีการเติมปูนขาวเพื่อควบคุม pH ของน้ำ นอกจากนั้นค่าของออกซิเจนที่ละลายน้ำก็จะมีค่าต่ำลงด้วย จึงควรใช้ฟอร์มาลินในขณะที่มีแสงแดด หรือเพิ่มการให้อากาศหลังการใช้ฟอร์มาลิน ส่วนในกรณีที่สภาพบ่อค่อนข้างมีปัญหาเรื่องออกซิเจนต่ำไม่ควรใช้ หรือในกรณีที่ไม่สามารถเพิ่มเครื่องให้อากาศได้ และมีออกซิเจนในน้ำค่อนข้างต่ำควรมีการเปลี่ยนน้ำหลังการใช้ภายใน 24 ชั่วโมงก็จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทางหนึ่ง ดังนั้นก่อนใช้ฟอร์มาลินควรตัดสินใจเลือกใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นและงดใช้หากกุ้งเริ่ม มีการตายเพิ่มขึ้นแล้ว
7. การควบคุมความหนาแน่นของแพลงค์ตอน
ในการเลี้ยงกุ้งระบบถ่ายน้ำน้อยหรือไม่มีการถ่ายน้ำเลยมักจะเกิดปัญหาสีน้ำเข้มจัด หรือมีแพลงค์ตอนหนาแน่นเกินไป ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการควบคุมปริมาณแพลงค์ตอน เกษตรกรส่วนใหญ่มักจะใช้สารเคมีเพื่อฆ่าแพลงค์ตอน ซึ่งการจัดการดังกล่าวนี้มักจะก่อให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง เช่น ปริมาณออกซิเจนละลายลดต่ำลง มีแอมโมเนียสูง และพื้นบ่อเน่าเสียเร็วขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากซากแพลงค์ตอนยังคงตกค้างอยู่ในบ่อและย่อยสลาย เพื่อเป็นการลดปัญหาดังกล่าวจึงมีการใช้ปลาที่กินแพลงค์ตอนเป็นอาหารมาปล่อยเสริม ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้ปลานิลแปลงเพศขนาด 1-2 ซม. (ในสภาพการเลี้ยงที่น้ำมีความเค็มต่ำกว่า 10 ppt) ในอัตรา 500-2,000 ตัวต่อไร่ ปล่อยในช่วงที่กุ้งมีขนาดตั้งแต่ 15 กรัมขึ้นไป เพื่อป้องกันการแย่งอาหารของกุ้ง นอกจากนั้นการใช้ฟอร์มาลินในอัตรา 1-5 ลิตร/ไร่/วัน ติดต่อกัน 3-5 วัน ก็จะช่วยลดอัตราการเจริญของแพลงค์ตอนได้ระดับหนึ่ง
8. การให้อาหาร
การให้อาหารในช่วงเดือนแรกควรปรับลดลงประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ โดยจะต้องทำสีน้ำให้ได้ก่อนปล่อยกุ้ง และค่อยปรับอาหารเพิ่มหลังจากพบว่าพื้นก้นบ่อสะอาด ไม่มีชั้นดินที่ขาดออกซิเจน(สีดำ มีกลิ่นเหม็น) หรือมีซากแพลงค์ตอน สาหร่ายหรือตะไคร่น้ำตกค้างสะสมอยู่ ในช่วงที่อุณหภูมิต่ำลงโดยเฉพาะในเวลากลางคืนจำเป็นจะต้องลดปริมาณอาหารลงตาม ความต้องการของกุ้ง ซึ่งดูได้จากผลของการเช็คยอ ดังนั้นการเช็คยอจะมีความสำคัญมากในช่วงดังกล่าว หรืออาจต้องเปลี่ยนเวลาการให้อาหาร ถ้ากุ้งกินอาหารน้อยลงเป็นระยะเวลานาน ๆ จะทำให้กุ้งอ่อนแอลงได้ จึงจำเป็นจะต้องมีการกระตุ้นให้กุ้งกินอาหารโดยเสริมสารกระตุ้นต่าง ๆ ที่มีกลิ่น หรือประเภทอาหารสด ได้แก่ ปลาสด หรือหอยเป็นต้นอย่าปล่อยจนกระทั่งการกินอาหารลดลงติดต่อกันนาน ๆ แต่การใช้อาหารสดมีข้อควรระวังคือ จะต้องไม่มีการปนเปื้อนของกุ้งหรือปู ซึ่งอาจมีเชื้อไวรัสติดมาได้ หรืออาจใช้หัวน้ำปลาเข้มข้นคลุกอาหาร และควรงดอาหารสดเมื่อกุ้งเริ่มกินอาหารเม็ดได้แล้ว
9. การเติมน้ำเข้าบ่อ น้ำที่จะนำมาเติมในระหว่างการเลี้ยงกุ้ง
ควรเป็นน้ำที่ผ่านการกำจัดกุ้งหรือปูแล้ว ซึ่งถ้าเป็นการใช้สารเคมีกำจัด จำเป็นจะต้องพักน้ำไว้อีกอย่างน้อย 3-4 วัน หลังการใช้สารเคมี เพื่อให้ไวรัสที่ออกมาจากพาหะตายเสียก่อน จึงจะนำน้ำไปใช้ การใช้น้ำใต้ดินหรือดูดน้ำผ่านชั้นทรายบริเวณชายฝั่งก็จะเป็นวิธีป้องกันเชื้อไวรัสติดมา
กับน้ำได้อีกวิธีหนึ่ง
10. การใช้เครื่องให้อากาศ โดยปกติในช่วงฤดูหนาว

อุณหภูมิน้ำจะต่ำและมีแสงแดดจัดมาก ทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำมีค่าสูงกว่าในฤดูร้อน หรือฤดูฝน ดังนั้นในช่วงกลางวันเกษตรกรสามารถปิดเครื่องให้อากาศได้นานกว่าฤดูฝนที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยให้แพลงค์ตอนเจริญช้าลง และประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก อีกทั้งไม่มีผลกระทบกับอาหารที่พื้นบ่ออีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ วันควรเปิดเครื่องให้อากาศตอนบ่ายที่มีแสงจัดอย่างน้อย 1 ชั่วโมงเพื่อให้แพลงค์ตอนที่อยู่ก้นบ่อได้รับแสง จะทำให้ออกซิเจนในน้ำทุกระดับสูงขึ้นและมีค่าใกล้เคียงกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ่อที่มีสีน้ำเข้ม หรือแพลงค์ตอนหนาแน่นมาก


แนวทางปฏิบัติทั้งหมดที่ผู้เขียนได้นำเสนอ เป็นแนวทางที่รวบรวมมาจากการปฏิบัติของเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้ง ผ่านภาวะที่มีการระบาดของโรคไวรัสในฤดูหนาวของปีที่ผ่านๆ มาประกอบกับข้อมูลการศึกษาทางวิชาการใหม่ ๆ ซึ่งวิธีดังกล่าวอาจจะใช้ได้ผลดีหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ อีกมาก
ดังนั้นเกษตรกรคงจะต้องพิจารณาดัดแปลงวิธีการดังกล่าวไปใช้ให้เหมาะสมกับสภาพฟาร์ม ของเกษตรกร แต่ละท่านเอง ซึ่งผู้เขียนยังคงเชื่อมั่นว่า ถ้ามีการป้องกันที่ดี ประกอบกับความเอาใจใส่ดูแลสุขภาพกุ้งอย่างดีสม่ำเสมอ การเลี้ยงกุ้งในฤดูหนาวก็น่าจะประสบความสำเร็จได้ดีในระดับหนึ่ง หรือสามารถลดความเสี่ยงในเรื่องโรคได้ดีพอสมควร

ดร.พรเลิศ จันทร์รัชชกูล
กลับหน้าแรกครับผม