การจัดการสุขภาพกุ้งในฟาร์มเลี้ยง
ดร.พรเลิศ จันทร์รัชชกูล
สถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมง
ข้อมูลจาก คัมภีร์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ฉบับที่ 17 ปีที่2

การจัดการเรื่องสุขภาพกุ้งในฟาร์มเลี้ยงจะเกี่ยวพันกับปัญหาการเลี้ยงกุ้งอยู่ 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ ปัญหาสุขภาพหรือโรค ปัญหาด้านการเลี้ยง และปัญหาด้านต้นทุนการผลิต ซึ่งแต่ละปัญหามีรายละเอียดแยกได้ดังนี้

ปัญหาสุขภาพและโรค
ปัญหาเรื่องโรคติดเชื้อในกุ้งที่สำคัญๆ ที่ทำให้ผลผลิตกุ้งเสียหายอย่างรุนแรง สามารถแยกได้ดังนี้คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส, โรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย, โรคที่เกิดจากโปรโตซัว, โรคกุ้งที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่สำคัญคือ โรคตัวแดงดวงขาวและโรคหัวเหลือง โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียได้แก่ โรคแบคทีเรียเรืองแสง และโรคตายเดือน ส่วนโรคที่เกิดจากโปรโตซัว ที่สร้างความเสียหายให้กับผลผลิตกุ้งคือ โรคที่มีสาเหตุจากซูโอแทนเนี่ยมเกี่ยวข้อง เช่นปัญหาเหงือกสกปรก ตัวสกปรก นอกจากนี้ยังมีปัญหาการเลี้ยงกุ้งไม่ได้ขนาด และกุ้งแตกไซซ์ หรือกุ้งในบ่อมีหลายขนาด ฯลฯ

โรคตัวแดงดวงขาว
ปัจจัยของการเกิดโรคตัวแดงดวงขาวซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส การแพร่กระจายของโรคมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับคุณภาพลูกกุ้ง ฤดูกาลเลี้ยง แหล่งเลี้ยง ความเค็ม และการจัดการฟาร์ม ปัจจุบันการเลี้ยงกุ้งให้ผ่านและประสบความสำเร็จนั้นยากมาก ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาการติดเชื้อจากพ่อแม่พันธุ์ ส่งผลให้คุณภาพลูกกุ้งด้อยลงมาก ยิ่งในช่วงมรสุมมีลูกกุ้งติดเชื้อจากแม่พันธุ์เป็นจำนวนมาก ก็จะมีปัญหาโรคระบาดมากตามไปด้วย
จะเห็นว่าคุณภาพลูกกุ้งมีความสำคัญในการเลี้ยงอย่างมาก เพราะถ้าลูกกุ้งมีคุณภาพดีโอกาสเลี้ยงรอดและประสบความสำเร็จมีสูง แต่ในปัจจุบันปัญหาการติดเชื้อตัวแดงดวงขาวจากพ่อแม่พันธุ์มีสูงมากยิ่ง โดยเฉพาะในฤดูกาลที่มีมรสุมโอกาสแม่กุ้งติดเชื้อมีมากขึ้น การจะได้ลูกกุ้งที่ปลอดเชื้อก็น้อยลงตามไปด้วย แหล่งแม่พันธุ์กุ้งจะมาจาก 2 แหล่งใหญ่คือ มาจากน้ำลึกและน้ำตื้น แม่กุ้งน้ำลึกจะได้มาจากทะเลอันดามัน ส่วนแม่กุ้งน้ำตื้นจะได้มาจากอ่าวไทย แม่กุ้งน้ำลึกจากทะเลอันดามันก็จะมีคุณภาพดีกว่าแม่กุ้งน้ำตื้นจากอ่าวไทย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับฤดูกาลด้วย
วงจรชีวิตของกุ้งในธรรมชาติ พ่อ-แม่พันธุ์ในธรรมชาติวางไข่ จากไข่มาเป็นนอเพลียส จากนอเพลียสมาเป็นลูกกุ้ง เมื่อลูกกุ้งแข็งแรงโตขึ้นก็จะกลายไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ แต่เมื่อเรานำแม่กุ้งมาเพาะลูกกุ้งเพื่อนำมาลงบ่อเลี้ยง คุณภาพของลูกกุ้งจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากนำลูกกุ้งมีคุณภาพมาเลี้ยง (มีการติดเชื้อน้อยมาก) ถึงแม้ว่าจะมีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรค แต่ถ้าลูกกุ้งแข็งแรงก็สามารถเลี้ยงกุ้งได้รอดให้ผลผลิตที่คุ้มค่า ในทางกลับกันถ้าหากพ่อ-แม่พันธุ์กุ้งติดเชื้อและนอเพลียสติดเชื้อด้วย โอกาสที่ลูกกุ้งจะติดเชื้อมีสูงมาก ดังนั้นก็จะได้ลูกกุ้งที่ไม่มีคุณภาพ มีปริมาณการติดเชื้อสูง เมื่อเจอปัจจัยกระตุ้นกุ้งก็จะป่วยและแพร่กระจายเชื้อได้เร็วมากและตาย ในที่สุด
ทีนี้มาดูในเรื่องของฤดูกาลเลี้ยง จากการรวบรวมข้อมูลจากบ่อเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ต่าง ๆ หากภาวะฤดูการไม่แปรปรวนมากนัก จะเห็นว่าฤดูกาลการเลี้ยงที่เหมาะสมและพบปัญหากุ้งติดเชื้อตัวแดงดวงขาวน้อยที่สุดคือ ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน จนถึง ตุลาคม ส่วนช่วงพบการระบาดของโรคตัวแดงดวงขาวมากที่สุดคือ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป ช่วงที่ปลอดภัยในการลงกุ้งคือ เดือนมีนาคม ดังนั้นควรแนะนำให้เกษตรกรลงกุ้งในช่วงหลังจากเดือนมีนาคมก็น่าจะปลอดภัยจากโรคระบาด และปัญหาลูกกุ้งติดเชื้อก็มีน้อยลงอีกด้วย
ส่วนในด้านแหล่งเลี้ยงจะเห็นว่าในพื้นที่ความเค็มต่ำจะมีปัญหาเรื่องโรคตัวแดงดวงขาวน้อยกว่า เพราะมีปัจจัยกระตุ้นน้อยกว่าพื้นที่ชายฝั่งทะเล ทั้งยังเกี่ยวพันกับความเค็มของน้ำเพราะถ้าน้ำที่มีความเค็มสูงโอกาสที่กุ้งติดเชื้อตายมีมาก และที่สำคัญระบบสุขาภิบาลฟาร์ม การจัดการฟาร์มเลี้ยงก็มีความสำคัญ หากมีการจัดการที่ดีก็สามารถเลี้ยงกุ้งที่ติดเชื้อผ่านวิกฤติได้ สิ่งที่สำคัญของการจัดการคือ การจัดการพื้นก้นบ่อ และคุณภาพน้ำ เพราะกุ้งที่เริ่มติดเชื้อจะชอบไปซุกตามเลนพื้นบ่อที่มีคุณภาพน้ำต่ำซึ่งจะทำให้อ่อนแอและตาย การจัดการด้านอื่นๆ ก็จะมีปัญหาตามมา แต่ถ้าหากว่าพื้นบ่อสะอาด กุ้งก็จะแข็งแรง

โรคหัวเหลือง
โรคหัวเหลืองที่ระบาดส่วนใหญ่จะพบในกุ้งอายุ 30 - 70 วัน แต่ที่พบความเสียมากที่สุดจะอยู่ที่กุ้งอายุ 40-50 วัน ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวเหลืองคือ มีการปล่อยกุ้งแน่น ลงกุ้งในช่วงหน้าแล้ง เตรียมสีน้ำไม่ดี สีน้ำไม่ขึ้นหรือมีปัญหาสีน้ำล้มบ่อย มีการให้อาหารมากในช่วงเดือนแรก เกิดปัญหาพื้นบ่อเน่า ในบ่อมีปัญหาออกซิเจนน้อยและปัญหาแก๊สพิษ นอกจากนี้ยังพบว่าบ่อที่มีพื้นก้นบ่อเป็นดินทรายและดินร่วนปนทราย มีโอกาสเกิดโรคสูง ทั้งนี้เนื่องจากดินร่วนปนทรายหรือดินทรายมักมีการหมักหมนของเสียที่พื้นก้นบ่อมาก ทำให้การจัดการคุณภาพน้ำ และการเลี้ยงยากลำบากขึ้น
ปัญหาของการเกิดโรคหัวเหลือง ส่วนใหญ่เกิดจากเกษตรกรนิยมปล่อยกุ้งในอัตราที่หนาแน่นเพื่อเผื่ออัตรารอด เมื่อปล่อยกุ้งในช่วงแรกมากการให้อาหารก็จะมากตามไปด้วย เมื่อให้อาหารมากโอกาสที่พื้นบ่อเน่าก็มีสูง น้ำก็จะมีปัญหาในเรื่องแก๊สพิษ ปริมาณออกซิเจนมีน้อย แพลงค์ตอนบลูม พีเอชแกว่ง และยิ่งลงกุ้งในช่วงหน้าแล้งความเค็มสูง ก็จะมีปัญหาเรื่อง พีเอชและขี้แดดตามมา โอกาสที่กุ้งติดเชื้อหัวเหลืองแสดงอาการก็มีมากขึ้น และที่ควรระวังในการลงกุ้งมากที่สุดคือ ลงกุ้งในช่วงที่สีน้ำยังไม่ขึ้น น้ำใส หรือมีปัญหาเรื่องสีน้ำล้มบ่อย สังเกตได้จากกุ้งก็จะล่อง ไม่ยอมลงพื้น เมื่อเราดูที่บ่อจะเห็นว่ามีสีเขียว แต่ความจริงแล้วสีเขียวที่เราเห็นนั้นไม่ใช่สีน้ำแต่เป็นตะไคร่น้ำที่เกาะตามพื้นบ่อ ซึ่งเกิดจากการเตรียมน้ำไม่ดี มีการเจริญเติบโตของแพลงค์ตอนไม่เพียงพอ ทำให้มีสาหร่ายเกาะที่พื้นก้นบ่อ และหลังจากปล่อยกุ้งไปประมาณ 20 - 30 วันสีน้ำจะเริ่มเกิด ทำให้สาหร่ายและตะไคร่ที่พื้นก้นบ่อตาย เมื่อเกิดปัญหาสีน้ำเข้มขึ้น มีปริมาณแอมโมเนียสูงขึ้น ประกอบกับปริมาณออกซิเจนต่ำลง เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นก็จะมีปัญหาพีเอชสูงตามมาด้วย พอเข้าสู่ช่วง 40 วัน คุณภาพน้ำมีปัญหามาก การจัดการยากเนื่องจากพื้นบ่อเน่าก็จะทำให้กุ้งอ่อนแอและแสดงอาการติดเชื้อหัวเหลืองตายได้

โรคตายเดือน
โรคตายเดือนเป็นกลุ่มโรคที่พบมาตั้งแต่เริ่มมีการเลี้ยงกุ้งแบบหนาแน่นขึ้น สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่มวิบริโอ และมักจะเกิดกับกุ้งที่ปล่อยในช่วงเดือนแรก เพราะมีการปล่อยกุ้งในขณะที่สีน้ำยังไม่ขึ้น น้ำใสมีขี้แดด ประกอบกับมีปริมาณอินทรีย์สารที่พื้นบ่อมาก สาเหตุการเกิดโรคจะคล้ายกับโรคเรืองแสง

โรคเรืองแสง
โรคเรืองแสงเป็นอีกโรคหนึ่งที่สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่น้ำมีความเค็มสูง เชื้อจะแพร่ระบาดได้เร็วมาก โรคเรืองแสงเกิดจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่มวิบริโอ สายพันธ์ที่มีโคโลนีสีเขียว ที่เรียกว่า วิบริโอ ฮาวีอาย มักจะเกิดโรคนี้ในช่วงหน้าแล้งที่น้ำมีความเค็มสูง ฤดูกาลที่ประสบปัญหาโรคนี้ระบาดจะอยู่ในช่วงที่มีการปล่อยกุ้งประมาณเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม ลงกุ้งแน่นและมีการให้อาหารมากในช่วงเดือนแรก ทำให้น้ำมีปัญหาเรื่องปริมาณอินทรีย์สารมาก พื้นบ่อเน่า มีขี้แดดเคลือบตามแนวอาหาร เชื้อแพร่กระจายเร็ว
จะเห็นว่าปัญหาเรื่องโรคถ้าสังเกตให้ดี เมื่อใดที่พื้นบ่อเน่า แสดงว่ามีปริมาณอินทรียสารสูงซึ่งมาจาก การสะสมมาจากการเลี้ยงรอบที่ผ่านมา การเกิดขี้แดด สีน้ำล้มบ่อย ๆ หรือแม้แต่การให้อาหารมากเกินไป ทำให้คุณภาพน้ำมีปัญหาเรื่องสีน้ำเข้มจัด และพีเอชสูง ตามมา การแพร่ระบาดของเชื้อก็เร็วขึ้น กุ้งติดเชื้อและตายได้เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและรักษาสมดุลย์ในบ่อกุ้ง การดูแลรักษาพื้นก้นบ่อให้สะอาด มีการจัดการโปรแกรมการให้อาหารที่เหมาะสม การจัดการคุณภาพน้ำก็จะง่าย โอกาสที่กุ้งติดเชื้อตายก็จะมีน้อย

แนวโน้มและอาการของกุ้งเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียคือ
ุ ปล่อยกุ้งแน่นขณะน้ำใส สีน้ำไม่ขึ้นและมีปัญหาสีน้ำล้มบ่อย
ุ มีขี้แดดเคลือบตามแนวอาหาร
ุ กุ้งล่อง แตกไซซ์ สีเข้ม
ุ สีน้ำเริ่มเข้ม pH สูง กุ้งเริ่มป่วย
ุ เปลี่ยนถ่ายน้ำทัน กุ้งปกติ
ุ แต่มักพบกุ้งตัวสกปรกเกาะขอบบ่อเสมอหลังจาก 70 วัน

โรคเหงือก
โรคเหงือกเกิดจากตะกอน หรือโปรโตซัว เข้าเหงือก กุ้งที่เป็นปัญหาโรคเหงือกส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาสีน้ำล้ม มีขี้แดด มีตะกอนตามพื้นบ่อ ออกซิเจนต่ำ แก๊สพิษสูง และดินเป็นกรดจัด

โรคตัวสกปรก
เป็นปัญหาที่ต่อเนื่องจากโรคเหงือกโดยพบตะกอน หรือโปรโตซัว เกาะตามลำตัว กุ้งที่มีปัญหาโรคตัวสกปรกเกิดจากสีน้ำไม่ขึ้น ล้มบ่อย มีตะกอนตามสารอินทรีย์พื้นบ่อมาก ออกซิเจนต่ำ อุณหภูมิต่ำ และฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน

กุ้งไม่ได้ขนาด
ปัญหากุ้งไม่ได้ขนาด หรือไม่โตเป็นปัญหาต่อเนื่องจากตัวสกปรก โดยที่กุ้งขนาดใหญ่จะทยอยตายทั้งนี้มักเกิดจากปริมาณออกซิเจนที่พื้นบ่อมีน้อยเนื่องจากมีซากตะกอนสารอินทรีย์สะสมอยู่มาก เมื่อกุ้งมีอาการจะกินอาหารน้อยโดยเฉพาะ ในตอนเช้าที่มีออกซิเจนต่ำ และตอนบ่ายที่มีพีเอชสูง

การป้องกันโรคตัวแดงดวงขาว
แนวโน้มของการระบาดของโรคตัวแดงดวงขาวส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยกระตุ้น เพราะฉะนั้นควรมีการป้องกันโดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงฤดูกาลที่เสี่ยง งดปล่อยกุ้งในช่วงที่โรคตัวแดงดวงขาวระบาดคือ ช่วงเดือนตุลาคม - มกราคม มีการคัดเลือกลูกกุ้งที่แข็งแรงมีคุณภาพ นำลูกกุ้งไปตรวจเช็คพีซีอาร์ หรือเลี้ยงกุ้งที่น้ำความเค็มต่ำ ไกลทะเล และมีการจัดการคุณภาพน้ำให้เหมาะสม ดูแลรักษาพื้นบ่อให้สะอาด
การคัดเลือกลูกกุ้งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการที่ลูกกุ้งติดเชื้อแล้วนำไปปล่อยเลี้ยง หากไม่มีการคัดเลือกแล้ว เวลากุ้งตายจะตายพร้อมกันและเร็วมาก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกกุ้งติดเชื้อมากกว่า 20 % นำไปปล่อยลงบ่อโดยไม่มีการคัดเลือกหรือนำไปตรวจเช็คพีซีอาร์ หมายถึงในจำนวนลูกกุ้ง 100 ตัว มีลูกกุ้งที่ติดเชื้อ 20 ตัว เมื่อปล่อยลงเลี้ยงในบ่อ หากมีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรค อาทิ เลี้ยงในฤดูกาลที่เสี่ยงมีมรสุม คุณภาพน้ำมีปัญหาจะทำให้กุ้งที่ติดเชื้ออาจตายพร้อม ๆ กันและถูกกุ้งตัวอื่น ๆ กิน เชื้อแพร่ระบาดเร็ว กุ้งก็จะป่วยและตายพร้อมๆ กัน ในทางกลับกัน หากมีการคัดเลือกลูกกุ้ง หรือคัดแยกลูกกุ้งที่อ่อนแอออกก่อน นั่นหมายความในจำนวนกุ้ง 80 ตัวอาจพบว่ามีลูกกุ้งติดเชื้อเหลือเพียง 5 ตัว เมื่อเรารู้ว่ามีลูกกุ้งติดเชื้อ เมื่อนำลูกกุ้งมาลงเลี้ยง หลีกเลี่ยงฤดูกาลที่เสี่ยง ดูแลเรื่องคุณภาพน้ำ เชื้อก็จะแพร่ระบาดช้า กุ้งที่ติดเชื้อป่วย อาการป่วยของกุ้งก็จะเป็นไปอย่างช้าๆ กุ้งอาจทยอยตาย และถ้าหากเราสามารถควบคุมปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคได้ เราก็สามารถยืดเวลาเลี้ยงออกไป สามารถเลี้ยงกุ้งได้ไซซ์ของตลาดที่ต้องการ ทำให้ความสูญเสียของเราลดน้อยลง

ในทางตรงกันข้ามหากมีการตรวจสอบคุณภาพลูกกุ้งที่ดี แข็งแรง และสุ่มตัวอย่างมาตรวจ PCR ได้ผลเป็นลบ ซึ่งก็พอจะบอกได้ว่า ลูกกุ้งมีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่า 5 % นั่นหมายความว่าลูกกุ้ง 100 ตัว ติดเชื้อไม่เกิน 5 ตัว เมื่อนำไปปล่อยโดยตรง ในฤดูกาลที่เหมาะสม ไม่มีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรค กุ้งที่ติดเชื้ออาจจะเริ่มป่วยบ้าง กุ้งปกติไปกินกุ้งที่ป่วย เชื้อเริ่มแพร่ระบาด แต่จะเป็นการแพร่ระบาดไปอย่างช้าๆ กุ้งก็จะทยอยตาย แต่เราก็สามารถเลี้ยงผ่านได้ อาจได้ขนาดตลาด แต่ไม่ได้ขนาดที่เราต้องการ ในทางกลับกัน ถ้ามีการกำจัดลูกกุ้งอ่อนแอก่อน โดยปล่อยเฉพาะลูกกุ้งที่แข็งแรงนั่นหมายความว่าในกุ้ง 90 ตัวมีกุ้งที่ติดเชื้ออยู่ 2 ตัว เมื่อไม่มีปัจจัยกระตุ้นหรือเลี้ยงในฤดูกาลที่เหมาะสม กุ้งที่ติดเชื้ออาจไม่ตาย เชื้อก็จะไม่แพร่ระบาด เกษตรกรก็จะสามารถเลี้ยงกุ้งได้ขนาดตามที่ต้องการและได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ขายได้ราคาและมีกำไร เพราะฉะนั้นการคัดเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพมาเลี้ยงจะช่วยป้องกันปัญหาโรคระบาดตัวแดงดวงขาวได้เป็นอย่างดี

การป้องกันโรคหัวเหลือง
สิ่งสำคัญของการป้องกันโรคหัวเหลืองจะต้องมีการเตรียมบ่อ และทำสีน้ำให้ดีและนิ่ง ปล่อยกุ้งบางอัตราความหนาแน่นต่ำกว่า 80,000 ตัว/ไร่ หลีกเลี่ยงการลงกุ้งในช่วงหน้าแล้งที่ความเค็มสูงคือ ช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน ต้องมีการเตรียมน้ำให้พอใช้ มีบ่อพักน้ำที่เพียงพอ ในปัจจุบันควรมีบ่อพักน้ำเท่ากับบ่อที่เลี้ยง หากมีบ่อเลี้ยง 2 บ่อ ก็ต้องมีบ่อพักน้ำ 2 บ่อ จะช่วยป้องกันปัญหาได้และมีน้ำเพียงพอในการเลี้ยง ปรับปรุงระบบให้อากาศ อาจมีการนำซุปเปอร์ชาร์จมาช่วยในการให้ออกซิเจน ระวังพื้นบ่อเน่า และปรับเปลี่ยนการให้อาหารที่เหมาะสม โดยการให้อาหารในช่วงแรกน้อยลง ทั้งนี้เนื่องจากลูกกุ้งในสัปดาห์แรกที่ปล่อยลงเลี้ยงจะกินอาหารธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ จากนั้นจึงจะเริ่มกินอาหารเม็ด ที่ผ่านมาจะเห็นว่าโปรแกรมการให้อาหารในช่วงเดือนแรกจะเยอะมากหากไม่มีการปรับลดอัตรารอดของลูกกุ้งตามสภาพที่เป็นจริง ยิ่งให้อาหารเยอะโอกาสที่มีปริมาณอินทรีย์สารในน้ำก็จะมากตามไปด้วย เมื่ออินทรีย์สารมาก พื้นบ่อก็จะมีปริมาณของเสียมาก พื้นบ่อก็จะเน่าเร็ว ก็จะสร้างปัญหาตามมากอีกมากมายโดยเฉพาะโรคระบาดต่างๆ

การป้องกันโรคเรืองแสง
โรคเรืองแสงเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่น้ำความเค็มสูง การป้องกันการระบาดของโรค ในพื้นที่ชายทะเลน้ำที่น้ำความเค็มสูง จะต้องเก็บน้ำความเค็มต่ำในช่วงปลายปีไว้ใช้เลี้ยงและเติม หาแหล่งน้ำจืดเตรียมสำรองไว้ใช้ พักน้ำให้นานที่สุดและมีปริมาณมากพอตลอดฤดูกาลเลี้ยง ปล่อยกุ้งบางลง

ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากการจัดการอาหาร
ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ ให้อาหารมากเกินไป หรือปรับ เพิ่ม-ลด อาหารช้า ระหว่างมื้อต่อมื้อ วันต่อวัน ผลจากการปรับอาหารช้า จะทำให้กุ้งโตช้า การให้อาหารน้อยในช่วงเดือนแรกอาจทำให้กุ้งมีอัตรารอดต่ำ แตกไซซ์ หากไม่มีอาหารธรรมชาติในบ่อ แต่ถ้าให้มากไปพื้นบ่อเน่า กุ้งก็จะป่วยและตาย
การจัดโปรแกรมการให้อาหารที่เหมาะสมจะช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ในการเลี้ยงกุ้งเป็นอย่างดี เพราะถ้าหากให้อาหารมากเกินไปจะทำให้พื้นบ่อเน่า และก็จะเกิดปัญหาการเลี้ยงตามมากมาย โดยเฉพาะการเลี้ยงกุ้งในช่วงหลัง 80 วันไปแล้วการจัดการการเลี้ยงจะยาก มีปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำ แก๊สพิษ พื้นบ่อเน่า โอกาสกุ้งติดเชื้อและป่วยตายมีสูง