ทิศทางการเลี้ยงกุ้ง ปี '46
เสียงก้องจากความจริง ในธุรกิจแสนล้าน

ข้อมูลจาก.... นิตยสารคัมภีร์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ธุรกิจแสนล้านของวงการกุ้งบ้านเราในปีนี้ ต้องเผชิญกับความบอบช้ำแสนสาหัส ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจจับพ่อแม่พันธุ์กุ้ง แฮชเชอรรี่ เกษตรกรผู้เลี้ยง ห้องเย็น โรงงานแปรรูป ไปจนถึงผู้ส่งออก ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องหันมามองกันแล้วว่า เกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจตัวนี้ แล้วจะมีกลยุทธ์อะไรที่ต้องปรับเปลี่ยน หรือเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้สำหรับวงการกุ้งในปี '46

ผู้เลี้ยงครวญ…ปีนี้ว่าเหนื่อยแล้ว ปีหน้าจะเหนื่อยกว่านี้อีก ทพ.สุรพล ประเทืองธรรม
นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย กล่าวว่า ปี 2545 เป็นปีที่การเลี้ยงกุ้งแย่ที่สุดในรอบ 10 ปี เพราะเราประสบปัญหาเลี้ยงกุ้งไม่โต เกิดโรคระบาด และขายไม่ได้ราคา ซึ่งจากสาเหตุทั้ง 3 ประการนี้ทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งขาดทุนกันถ้วนหน้า นอกจากนี้ในส่วนของการตลาดปีนี้เรียกได้ว่า เป็นผีซ้ำด้ามพลอย เพราะในขณะที่ประเทศไทยมีผลผลิตลดลง ประเทศคู่แข่ง เช่นประเทศบราซิล จีน เวียดนาม อินเดีย กลับมีผลผลิตออกมามากขึ้น ทำให้สินค้าไปประดังอยู่ที่สหรัฐอเมริกาค่อนข้างมาก มีการดัมพ์ราคา ทำให้ผู้ส่งออกไทยค่อนข้างลำบาก เพราะผู้ซื้อมีสินค้าให้เลือกมากขึ้นจึงเกิดการต่อรองราคา เมื่อต่อรองราคาไทยได้ ผู้ซื้อก็นำราคานี้ไปต่อรองกับเวียดนาม ซึ่งเวียดนามก็จะตัดราคาต่ำกว่าเรา ทำให้ผู้ซื้อเลือกซื้อกุ้งจากประเทศที่มีราคาถูกกว่า เมื่อห้องเย็นของเราไม่มีออเดอร์ ก็ลดการสั่งซื้อลง แต่โชคดีที่ปีนี้ผลผลิตหน้าฟาร์มของเราก็ลดลงมากเช่นกัน จึงเกิดความลงตัวพอดี ไม่สร้างผลกระทบมากมายนัก ดังนั้นคาดการณ์ว่าการส่งออกน่าจะมีมูลค่าลดลง เหลือประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท เท่านั้น
สำหรับสถานการณ์การเลี้ยงในปี 2546 คาดการณ์ว่าคงจะไม่แย่ไปกว่าปีนี้แน่นอน การเลี้ยงในปีหน้าน่าจะดีขึ้น เพราะผู้เลี้ยงมีการพักบ่อนาน แล้วก็มีความระมัดระวังในการเลี้ยงมากขึ้น ที่ผ่านมาส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าการเลี้ยงของเราประมาทอยู่บ้าง การจัดการอาจจะไม่เต็มร้อยเท่าที่ควร ประกอบกับภาวะสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และในส่วนของการตลาดยังคาดคะเนยาก ตรงนี้มีปัจจัยอยู่ที่ผลผลิตของต่างประเทศ คือถ้าประเทศหลักๆ ยังผลิตกุ้งออกมาสู่ตลาดโลกได้ดีและค่อนข้างมากเหมือนปี 2545 ในปีหน้าการตลาดของเราก็คงยังต้องเหนื่อยต่อไปอีก 1 ปี

เน้นคุณภาพความสดเพื่อหนีตลาดคู่แข่ง
"สำหรับแนวทางการแก้ไขที่สำคัญที่สุดต้องรีบเร่งทำก็คือ การเน้นเรื่องคุณภาพของผลผลิตเพื่อเป็นจุดเด่นหนีคู่แข่งให้ได้ ซึ่งการทำกุ้งคุณภาพทำได้ง่ายมาก มีประเด็นอยู่ที่ความสดมาเป็นอันดับแรก การจับกุ้งต้องจับในสภาวะที่กุ้งมีสภาพสวย แข็งแรง เนื้อเต็ม ที่สำคัญอย่าให้มีกลิ่นโคลน และเมื่อจับกุ้งขึ้นมาแล้วต้องน็อคทันทีทันใดที่ปากบ่อด้วยอุณหภูมิที่เย็นจัดจริงๆ และรักษาอุณหภูมินี้เอาไว้ตลอดขบวนการจับ นอกจากนี้ข้อสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อจับแล้วต้องรีบส่งขายอย่าดองข้ามคืนเป็นอันขาด เพราะจะทำให้กุ้งเสื่อมคุณภาพลง การไปแข่งกับตลาดโลกจะยิ่งลำบาก ซึ่งประเทศไทยได้เปรียบคู่แข่งในด้านของการคมนาคมขนส่งกุ้งจากฟาร์มไปสู่โรงงาน เพราะฉะนั้นเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องควรจะใช้ความได้เปรียบนี้ทำให้กุ้งไทยมีศักยภาพเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ไม่อยู่ที่เกษตรกรอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับกลุ่มคนอีกอาชีพหนึ่งที่ค่อนข้างจะขอความร่วมมือได้ยาก คือ กลุ่มพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเขาก็เป็นแค่คนกลางที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับอนาคตของกุ้งไทย แค่เอากำไรไปวันๆ ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะมีความเข้าใจและมีความคิดที่จะช่วยให้กุ้งไทยมีความยั่งยืนต่อไปหรือไม่ ซึ่งถ้าพวกเราไม่ช่วยกันเราก็จะตายหมู่ไปพร้อมๆ กัน ถ้าเราคิดถึงอนาคตเราต้องคิดถึงคุณภาพผลผลิตและความยั่งยืน เพื่อที่เราจะไปแข่งขันกับประเทศอื่นได้ เพราะปัจจุบันกุ้งไม่ได้มีที่ประเทศไทยประเทศเดียวแล้วแต่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก"

ปีหน้าการเลี้ยงดี แต่การตลาดแย่
ทางด้าน น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ แกนประสานเครือข่ายคนไทย-กุ้งไทย กล่าวถึงสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งในรอบปีที่ผ่านมาว่า ในปี 2545 เราประสบกับปัญหาเรื่องยาตกค้าง ทำให้ผู้เลี้ยงและผู้ส่งออกเกิดการตกใจ คือ เมื่อมีการตรวจพบสารตกค้างจากกุ้งที่ตนผลิตหรือส่งออกก็เกิดอาการเครียดและกลัวกันไปหมด ผู้ซื้อก็ไม่กล้ารับออเดอร์ ส่วนผู้เลี้ยงก็กลัวไม่กล้าใช้ยาอะไรเลย เพราะไม่รู้ว่ายาที่ใช้นั้นเป็นยาที่ห้ามตกค้างหรือไม่ บางคนถึงขนาดไม่กล้าใช้สารควบคุมคุณภาพน้ำด้วยซ้ำ เพราะในความรู้สึกเขาเรียกว่ายาทั้งหมด จึงทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งเองพยายามหนีมาหาแนวทางการเลี้ยงกุ้งแบบชีวภาพตามสไตล์ของตัวเอง ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ซึ่งบางครั้งต้องใช้เคมีภัณฑ์เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำก็ไม่ใช้ เมื่อไม่ใช้กุ้งก็มีปัญหาเกิดโรคระบาดได้ง่าย บางคนกลัวแม้กระทั่งการใช้สารกำจัดพาหะ พอโรคระบาดแล้วไม่ใช้สารกำจัดพาหะในการเตรียมน้ำรอบใหม่ ก็ทำให้มีโอกาสเกิดโรคซ้ำขึ้นมาอีก ในส่วนของผู้ผลิตอาหารเองก็กลัวว่าจะถูกตรวจพบสารต่างๆ จึงมีการปรับสูตรอาหาร โดยการเลิกใช้วัตถุดิบบางอย่าง เช่น เปลือกกุ้ง เพราะกลัวว่าในเปลือกกุ้งจะมีคลอแรมปนเปื้อนอยู่ ซึ่งการปรับสูตรอาหารทำให้คุณภาพของอาหารเปลี่ยนแปลงไป ตรงนี้ก็ส่งผลกระทบไปถึงเกษตรกร ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาทั้งเรื่องกุ้งโตช้า เป็นโรค และปัญหาโรคระบาดที่เกิดขึ้นได้ง่าย
น.สพ.สุรศักดิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า เมื่อประมาณเดือน ก.พ. 2545 เราคาดการณ์ว่าปีนี้ผลผลิตน่าจะอยู่ที่ประมาณ 220,000 ตัน พอมาถึงเดือน ก.ค. เราก็เก็บข้อมูลแล้วประเมินใหม่ ซึ่งก็คาดการณ์ว่าปีนี้ผลผลิตน่าจะอยู่ที่ 160,000 ตัน เมื่อมาถึงเดือน พ.ย. ดูแล้วก็น่าจะมีผลผลิตราวๆ 160,000 ตัน แต่เผอิญว่าช่วงต้นปีเรามีสต็อคกุ้งเก่าค้างอยู่ในห้องเย็นอยู่มาก ตามข้อมูลที่ได้จากผู้ส่งออกก็น่าจะมีประมาณ 30,000 กว่าตัน นอกจากนี้เรายังมีกุ้งจากประเทศเพื่อนบ้านที่เรานำเข้ามาแปรรูปอีก สรุปแล้วคิดว่าปีนี้เราน่าจะส่งออกกุ้งได้เกือบ 200,000 ตัน ส่วนมูลค่าการส่งออก ห้องเย็นประเมินไว้ว่าไม่น่าจะเกิน 70,000 ล้านบาท (รวมกุ้งทุกชนิด)
"สำหรับสถานการณ์การผลิตและการส่งออกกุ้งของประเทศคู่แข่งในปีนี้ค่อนข้างดี ผมว่าโดยรวมแล้วมีประเทศไทยผลิตกุ้งลดลงประเทศเดียว แต่ประเทศอื่นเพิ่มขึ้น เช่นประเทศจีนปีนี้มีตัวเลขออกมาชัดว่าเขาผลิตได้ 350,000 ตัน ส่วนอินเดียเลี้ยงกุ้งได้เท่าเดิม แต่ไปได้เพิ่มจากกุ้งธรรมชาติที่จับได้มากขึ้น เช่นเดียวกับอินโดนีเซียและเวียดนามที่มีการจับกุ้งธรรมชาติเข้ามาสมทบเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันเขาก็ยังเลี้ยงกุ้งได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ก็เลยทำให้เกิดภาวะกุ้งเต็มตลาดทั้งปี และประเทศคู่แข่งก็แย่งตลาดในอเมริกาของเราไปเยอะ ทำให้ตอนนี้ในตลาดอเมริกามีการแข่งขันกันสูงเป็นพิเศษ ส่วนตลาดในญี่ปุ่นเราเหลือแค่เฉพาะกุ้งแปรรูปเท่านั้น ส่วนกุ้งแช่แข็งทั้งตัว และกุ้งเด็ดหัวเราส่งเข้าไปน้อยมาก เพราะเราสู่ราคากุ้งจากเวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดียไม่ได้ ซึ่งเขาเลี้ยงแบบกึ่งธรรมชาติต้นทุนการเลี้ยงกุ้งเขาจึงต่ำกว่าเรา จึงทำให้ปีนี้กุ้งของเราหายไปจากตลาดโลก 1 แสนกว่าตัน ซึ่งถ้ารวมผลผลิตกุ้งทั้งโลกแล้วไม่ได้หายไปไหน เพราะในส่วนนี้คนอื่นเขาผลิตชดเชยไปหมดแล้ว"

ประมาณการเบื้องต้นผลผลิต และการขายกุ้ง ปี 2545 (เฉพาะผู้ผลิตสำคัญ)

ประเทศ
เพิ่ม-ลด
ผลิต(ตัน)
ส่งออก(ตัน)
จีน(กุ้งขาว)
เพิ่ม
350,000
100,000
ไทย(กุลาดำ)
ลด
180,000
200,000
เวียดนาม(กุลาดำ)
เพิ่ม
150,000
100,000
อินโดนีเซีย(กุลาดำ)
เพิ่ม
150,000
120,000
อินเดีย(กุลาดำ)
เพิ่ม
120,000
80,000
บราซิล(กุ้งขาว)
เพิ่ม
100,000
80,000
เอกวาดอร์(กุ้งขาว)
เพิ่ม
100,000
80,000
เม็กซิโก(กุ้งขาว)
เพิ่ม
80,000
60,000
บังคลาเทศ(กุ้งกุลาดำ)
เพิ่ม
60,000
50,000

 

"สำหรับในปี 2546 คาดการณ์ว่าการเลี้ยงกุ้งในบ้านเราน่าจะดีขึ้น เพราะตามหลักแล้ว เมื่อกุ้งแย่นานๆ หรือแย่สักระยะหนึ่งจะดีขึ้นสลับกันไป เพราะคนเลี้ยงเองก็พยายามระวังเข้มงวดในการเลี้ยงมากขึ้น ผู้ผลิตอาหารก็ตั้งใจผลิตอาหารคุณภาพดีออกมา เพราะถ้าผู้เลี้ยงอยู่ไม่ได้เขาก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ผมว่าปีหน้าปัญหาการเลี้ยงจะลดลงแต่ปัญหาทางด้านการตลาดจะแข่งขันกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นในเรื่องคุณภาพของผลผลิตเป็นประเด็นที่เราจะต้องนำมาเป็นจุดเด่นของสินค้ากุ้งไทย เพราะว่าการแข่งขันทางด้านราคาเราสู้เขาไม่ได้ เนื่องจากต้นทุนเราสูงกว่า แต่ถ้าเรานำเรื่องของคุณภาพเข้ามาควบคู่ไปด้วย เราจะได้เปรียบและเหนือคู่แข่งตลอดกาล" น.สพ.สุรศักดิ์กล่าว

ทางรอดกุ้งไทย ต้องเลี้ยงไซซ์ใหญ่ เพื่อยึดตลาดญี่ปุ่นกลับมา
คุณชูสิทธิ์ โรจน์เจริญศักดิ์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สถานการณ์การเลี้ยงในรอบปีที่ผ่านมา เราเกิดปัญหากุ้งโตช้า ทำให้ผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่องและค่อนข้างรุนแรง ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าเมื่อเลี้ยงไปแล้วจะได้กุ้งไซซ์เท่าใดและได้ผลผลิตออกมาเท่าใด จนทำให้เกษตรกรสิ้นหวัง เพราะนอกจากจะเลี้ยงไม่ค่อยได้ผลแล้ว ขายก็ยังขาดทุนอีก ตรงนี้เป็นภาวะที่ค่อนข้างรุนแรงต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะทำให้การเลี้ยงในปีหน้าซบเซาลงค่อนข้างมาก จะเหลือผู้ที่เลี้ยงได้จริงจังอยู่ไม่มาก ส่วนในมุมมองของผู้เลี้ยงคาดว่าในปีหน้าราคาทุกไซซ์น่าจะต่ำกว่าปีนี้ เพราะคู่แข่งเลี้ยงกุ้งได้มากขึ้น และตลาดของเราก็มีปัญหา สหรัฐฯ เองเศรษฐกิจเริ่มถดถอย ทำให้ราคากุ้งเริ่มอ่อนตัว ส่วนอียูเรียกได้ว่าเป็นตลาดที่ตายแล้ว แม้เราจะแก้ปัญหาเรื่องสารตกค้างได้ แต่เราก็ยังมีปัญหาเรื่องจีเอสพีที่สูงถึง 20% อยู่
"ปีหน้าเป็นปีที่ต้องทำใจ อาจจะเห็นกุ้งไซซ์ 50 ตัว/กก.มีราคา 160 บาทก็ได้ เพราะฉะนั้นทางรอดคือ เราต้องยึดตลาดญี่ปุ่นกลับมา ซึ่งญี่ปุ่นเป็นตลาดที่ต้องการกุ้งไซซ์ใหญ่ คุณภาพดี สินค้าสวย และราคาไม่แพง ดังนั้นถ้าเราต้องการตลาดตรงนี้ เราจะต้องเลี้ยงกุ้งให้ได้ไซซ์ใหญ่ และต้องมีผลผลิตออกมาสู่ตลาดอย่างเพียงพอ เพื่อที่จะนำไปขายตลาดญี่ปุ่น แต่มีปัญหาอยู่ว่าในรอบปีที่ผ่านมาพวกเราเลี้ยงกุ้งไม่ค่อยโต ดังนั้นถึงเวลาที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบวิธีการเลี้ยงใหม่ให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ผมคิดว่าเกษตรกรเราทำได้ แต่ตอนนี้อยู่ที่ว่าห้องเย็นเราเองมองตลาดญี่ปุ่นอย่างไร เรารู้ว่าญี่ปุ่นเป็นตลาดที่ทำยาก แต่ถ้าเราเลี้ยงกุ้งให้ได้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา คือเลี้ยงให้ได้ไซซ์ใหญ่เฉลี่ยประมาณ 30-40 ตัว/กก. เราก็จะมีกุ้งไซซ์ใหญ่ป้อนตลาดญี่ปุ่นได้ แต่ปัจจุบันเราเลี้ยงได้ไซซ์เฉลี่ยแค่ 80 ตัว/กก. ซึ่งไปชนกับไซซ์กุ้งขาวแวนนาเม ทำให้ไปขายแข่งกัน ราคาก็ต้องต่ำลงไปเป็นธรรมดา ดังนั้นเราต้องหนีตรงนี้ให้ได้ แต่เรามีปัญหาคือ เมื่อเราทำไซซ์ใหญ่ได้ยาก อาจจะทำให้มีการนำกุ้งจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาบ้าง แต่ถ้าเราเลี้ยงกุ้งไซซ์ใหญ่ได้เองน่าจะดีกว่ามาก เพราะอย่างน้อยๆ เราก็จะได้ในเรื่องของคุณภาพความสด ซึ่งตอนนี้เรากำลังมองว่าจังหวัดใดเลี้ยงกุ้งได้ดีจริงๆ เราจะประสานเพื่อขอข้อมูลนำมาพัฒนาวิธีการเลี้ยงร่วมกัน"
คุณชูสิทธิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า อย่างไรก็ตามเราก็จะพยายามส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงผลิตกุ้งไซซ์ใหญ่ แล้วเราจะหาห้องเย็นมารองรับตรงนี้ เพื่อเป็นการนำร่องดึงตลาดญี่ปุ่นให้กลับมาใหม่ แรกๆ อาจจะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่พวกเราก็ต้องพยายาม มิเช่นนั้นในอนาคตเราก็ไม่รู้ว่าจะไปขายกุ้งให้ใคร เนื่องจากตลาดอียูก็ตายไปแล้ว ส่วนตลาดหลักของเราคืออเมริกา เศรษฐกิจของเขาก็ถดถอย แล้วทุกประเทศที่ผลิตกุ้งได้ก็ไปทุ่มที่ตลาดเอมริกาทั้งหมด ดังนั้นเพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมกุ้งไทย ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปรับตัวทั้งระบบตั้งแต่โรงเพะฟักไปจนถึงผู้ส่งออก
"เมื่อเร็วๆ นี้ผู้ซื้อทางญี่ปุ่นก็เข้ามาดูงานในบ้านเรา เขาเข้ามาดูตลาดกลางประมูลกุ้งโค-อ๊อป แล้วก็เข้ามาคุยกับหลายๆ ห้องเย็นว่า พวกเราจะกลับมาทำตลาดร่วมกันอย่างไร ซึ่งทางเขาพร้อมถ้าเราหากุ้งได้ตามออเดอร์ที่เขากำหนดเขาก็สามารถรับซื้อได้ แต่ทางเรามีปัญหาว่าเราจะไปหากุ้งจากที่ไหน ซึ่งปีหน้าก็จะต้องมานั่งแก้ปัญหากันต่อไป แต่ผมก็ยังยืนยันว่า อย่างไรก็ตามประเทศไทยจะต้องเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และต้องเลี้ยงให้ได้ไซซ์ใหญ่ ไม่ใช่เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาเม ถ้าหันไปเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาเมเราไม่รอด เพราะผมมองว่าปีหน้ากุ้งขาวแวนนาเมจะแสดงราคาที่เป็นจริงออกมาว่าราคาควรจะอยู่ตรงจุดไหน ซึ่งทุกวันนี้ราคากุ้งขาวแวนนาเมยังอ้างอิงกุ้งกุลาดำอยู่ ตราบใดที่เราทำกุ้งขาวแวนนาเมต่ำกว่ากก.ละ 60 บาทไม่ได้ อย่าไปทำ เพราะประเทศจีนทำได้กก.ละ 60 บาท แล้วปีหน้าคิดว่าจีนจะผลิตกุ้งขาวแวนนาเมออกมาเยอะมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นเราจะอยู่รอดได้ต้องเน้นกุ้งกุลาดำเป็นหลัก กุ้งขาวแวนนาเมอาจจะนำมาเลี้ยงทดแทนบางช่วง เช่นช่วงที่มีการระบาดของโรคกุ้งกุลาดำ แต่ไม่ควรเลิกเลี้ยงกุ้งกุลาดำแล้วไปเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาเมแทน ซึ่งในปี 2546 ผมมองว่า ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เท่านั้นถึงจะอยู่รอดในอุตสาหกรรมนี้ได้"

จุดเปลี่ยนแฮชเชอรี่ครั้งใหญ่ รวมกลุ่มสู่มาตรฐาน
คุณกรรณวิท รุจิรวัฒน์ ที่ปรึกษาบริษัท พันธุ์กุ้งสากล จำกัด ได้ประมวลสถานการณ์โดยรวมของพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำและลูกกุ้งให้ฟังว่า ปัจจุบันสถานการณ์พ่อแม่พันธุ์ของกุ้งกุลาดำที่มีอยู่ในประเทศไทย คาดว่าน่าจะมีทิศทางการใช้ลดต่ำลงอย่างมาก เมื่อปริมาณการจับน้อยลงโอกาสที่จะได้พ่อแม่พันธุ์ที่ดีมีมากขึ้นอันนี้ชัดเจนมาก อีกส่วนหนึ่งการที่กุ้งขาวแวนนาเมเข้ามาแทรกในตลาดทำให้พ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำได้พักด้วย
ส่วนความต้องการลูกกุ้งกุลาดำในปีนี้ก็ต่ำมากโดยเฉพาะช่วงปลายปี สถานการณ์ทั้งบ่อดินและลูกกุ้งไม่ดี บ่อดินก็เลี้ยงตายแฮชเชอรี่ก็ไม่รู้จะเอาลูกกุ้งไปขายใคร เป็นส่วนผลักดันให้แนวโน้มธุรกิจลูกกุ้งในปีหน้าต้องปรับตัว เนื่องจากธุรกิจลูกกุ้งในประเทศมีการยุบตัวลงอย่างรุนแรง แฮชเชอรี่ที่มีอยู่ในปัจจุบันต้องหยุดการผลิตไปอย่างน้อยสุด 50% อย่างแน่นอน
"ปีหน้าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่จะมี 2 แนวโน้มสำคัญ 1.บริษัทใหญ่ๆ ปัจจุบันนี้ก็หันมาเอาลูกกุ้งเป็นส่วนหนึ่งของการทำตลาดในเรื่องอาหาร และจะมีบริษัทอื่นที่จะพยายามทำวิธีการเดียวกันขึ้นมาด้วย เพราะหากว่าเกษตรกรได้ลูกกุ้งไม่ดีมันจะไปกระทบการขายอาหารของเขา เพราะฉะนั้นบริษัทอาหารย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะลงมากำกับลูกกุ้งให้ได้คุณภาพที่ดี เพื่อให้อาหารเขาไปได้ดี เมื่อมีทิศทางอย่างนี้แล้วบริษัทอาหารอื่นๆ ก็ต้องดำเนินการอย่างนี้เหมือนกันแต่รูปแบบอาจจะเปลี่ยนไปด้วย และเนื่องจากพอบริษัทอาหารลงมาเกี่ยวข้องกับลูกกุ้งแบบนี้แล้วมันจะทำให้เกิดการรวมกลุ่มของแฮชเชอรี่ ทางบริษัทอาหารก็จะตั้งมาตรฐานให้กับกลุ่มแฮชเชอรี่ เช่นว่ากลุ่มนี้มีความเป็นมาตรฐานแค่ไหน มีศักยภาพ มีวิธีการตรวจสอบคุณภาพลูกกุ้งอย่างไร มีการจัดการขั้นตอนการผลิตในกลุ่มเป็นอย่างไร แม่พันธุ์ได้มาจากไหน นี่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบคือ จะมีการจับกลุ่มและดิวกับบริษัทอาหารและบริษัทผู้ค้าปัจจัยสัตว์น้ำอย่างชัดเจนในปีหน้า เพราะฉะนั้นบริษัทอาหารและบริษัทการค้าปัจจัยสัตว์น้ำมีเท่าไรก็จะเกิดกลุ่มแฮชเชอรี่ตามจำนวนนั้น เมื่อเกิดกลุ่มก็จะเกิดการพัฒนาเพราะจะมีการตั้งมาตรฐานขึ้นมา ถ้าคุณทำตามมาตรฐานนี้ไม่ได้ก็อยู่ในกลุ่มไม่ได้ เมื่ออยู่ไม่ได้ก็จะขายไม่ได้ แนวโน้มในปีหน้าแฮชเชอรี่ต้องรวมกลุ่มก็จะเป็นการจับมือทั้ง 3 ฝ่าย คือ แฮชเชอรี่ที่รวมกลุ่มและทำงานได้ตามมาตรฐาน บริษัทอาหารและบริษัทค้าปัจจัยก็จะทำการตลาดให้ โดยมีบริษัทกลางเข้ามากำกับดูแลมาตรฐานให้เป็นไปตามแนวทางที่บริษัทกำหนด
ในเมื่อเรามาถึงจุดต่ำสุดของธุรกิจกุ้งก็จะถูกบีบบังคับให้เข้ามาสู่ระบบแบบนี้ ไม่อย่างนั้นทั้งบ่อดินและแฮชเชอรี่ก็จะอยู่ไม่ได้ ลองนึกภาพนะครับว่าปัจจุบันเรามีแฮชเชอรี่ในประเทศไทยประมาณ 5,000 แห่ง เวลาจะแก้ไขปัญหาอะไรคุณต้องคุยกับคน 5,000 คนเชียวหรือ แต่ต่อไปนี้คุณคุยกับคนไม่กี่คนแล้วจบไม่ดีกว่าหรือ เพราะจะเป็นกลุ่มๆ และไม่แตกแยกย่อยอีกต่อไป"

อีก 3-4 เดือนลูกกุ้งขาวแวนนาเมล้นตลาด
คุณกรรณวิท บอกว่า "ลูกกุ้งขาวแวนนาเมที่ตอนนี้เขาบอกว่าแย่งกันซื้อ มีเท่าไรก็ไม่พอ ไม่ต้องตรวจมีของเอาหมด เหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นอีกไม่เกินอีก 3-4 เดือนข้างหน้า เพราะลูกกุ้งขาวแวนนาเมจะล้นตลาด จากราคา 15 สตางค์ จะเหลือ 10-12 สตางค์ ทีนี้จะต้องเริ่มมามองที่คุณภาพกันแล้ว ไม่ใช่ว่าลูกกุ้งเป็นตัว ว่ายน้ำได้ ขายได้ ไม่ใช่แล้ว
การที่อนาคตธุรกิจกุ้งขาวแวนนาเมจะยั่งยืนต่อไปนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนำเข้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ อนาคตที่จะให้ปลูกธุรกิจนี้ให้เติบโตมั่นคงในประเทศเราคือ ต้องรีบเร่งเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ (domestic) ขึ้นมาเองให้ได้ เช่นเดียวกับประเทศที่เลี้ยงกุ้งแวนนาเมอีกหลายประเทศ และที่กรมประมงเปิดทางให้มีการนำเข้านั้นก็เพียงต้องการให้นำเข้ามาช่วงหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีปริมาณลูกพันธุ์เพียงพอจนโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ก็จะปิดการนำเข้าแล้ว เพราะหากให้มีการนำเข้าอย่างไม่หยุดหย่อนแบบนี้ในที่สุดเราก็จะนำพาโรคเข้ามามากมายด้วย"

ทิศทางราคากุ้งเนื้อ
ในปีหน้าประมาณการณ์กันว่า ประเทศไทยจะมีผลผลิตกุ้งเนื้อโดยรวมประมาณ 350,000 ตัน ซึ่งในจำนวนนี้จะเป็นกุ้งขาวแวนนาเมประมาณ 200,000 ตัน ทิศทางในอนาคตคือ กุ้งขาวแวนนาเมจะเข้ามาทดแทนกุ้งกุลาดำค่อนข้างมาก
คุณกรรณวิท กล่าวว่า "ส่วนราคากุ้งเนื้อของกุ้งขาวแวนนาเมก็จะมีราคาต่ำกว่ากุ้งกุลาดำประมาณ 20% เนื่องจากภาวะราคาตลาดของกุ้งขาวแวนนาเมยังไม่เข้าสู่จุดสมดุล ปีหน้าทิศทางราคาที่มีการประมาณการณ์ไว้กุ้งกุลาดำ 50 ตัวต่อกก. ก็จะเหลือเพียง 190 บาท อย่าลืมว่าปีหน้าเป็นปีที่ผลผลิตรวมในตลาดโลกเยอะขึ้น ถ้าดูในกราฟแม้ผลผลิตของเราต่ำลงแต่ของประเทศอื่นเขาสูงขึ้นหมดเลย อเมริกาฟองสบู่แตกแล้วตลาดใหญ่เราอยู่ที่อเมริกา 52% เมื่ออำนาจซื้อของอเมริกาลดต่ำลง เราผลิตได้น้อยลง ต้นทุนเราก็สูงกว่าชาวบ้าน แล้วจะสู้เขาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นในเกมนี้ผมกลับมองว่าถ้าไม่มีกุ้งขาวแวนนาเมมาทดแทน ห้องเย็นจะต้องเจ๊งอีกมากมายเพราะ 1.ไม่มีของจะทำ 2.แม้มีของจะทำก็สู้ราคาเขาไม่ได้เพราะกุ้งกุลาดำต้นทุนสูงกว่ากุ้งขาวแวนนาเมเยอะ อีกทั้งในปัจจุบันนี้เรามีปัญหาด้านคู่แข่งสูงมาก แต่จุดแข็งเราอยู่ที่การแปรรูปสินค้าตอนนี้ได้มีการทดลองนำกุ้งขาวแวนนาเมแปรรูป ไปให้อเมริกา, ญี่ปุ่น ปรากฏว่ามีการตอบรับ และเป็นผลอย่างมาก
เมื่อเราสามารถนำกุ้งขาวแวนนาเมมาแปรรูปแล้วทดแทนสินค้ากุ้งกุลาดำได้ ทีนี้ก็จะประสานกับปีหน้านี้ในขณะที่ประเทศคู่แข่งสามารถผลิตกุ้งเนื้อได้มากขึ้น ก็เป็นโชคดีของเราที่กุ้งขาวแวนนาเมเข้ามาทดแทนตรงนี้ทำให้สินค้าแปรรูปต่ำลง ทำให้เราสามารถสู้ราคาในตลาดโลกได้ แม้การแข่งขันในตลาดปีหน้าจะเหนื่อย จริงๆ แล้วก็เป็นโอกาสด้วย"

ตลาดอเมริกา ปัญหาอยู่ที่..ไม่มีกุ้งขาย แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับเขา
คุณพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานบริษัท Wales & Co Universe Limited Group และ อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงผู้ผลิตและผู้ส่งออกกุ้งกุลาดำ ประเมินสถานการณ์ด้านห้องเย็นและภาพรวมธุรกิจกุ้งกุลาดำให้ฟังว่า "ไทยเราเป็นประเทศเดียวที่ปีนี้ผลผลิตออกมาน้อยและต้นทุนสูงทั้งเกิดจากการตรวจสารตกค้างและเลี้ยงกุ้งไม่โต ทำให้เกิดความเสียหายที่ไม่เป็นรูปธรรมขึ้นมาคือ สัดส่วนตลาดหายไปเยอะพอควรซึ่งเป็นตัวที่น่ากลัวกว่าที่เห็นเป็นรูปธรรมมากเพราะ 1.คนเลี้ยงยังไม่กล้าลงเลี้ยง 2.เสียตลาดให้กับกุ้งขาวแวนนาเมที่เข้ามาแทรกพอควร และ 3.คู่แข่งมีผลผลิตกุ้งกุลาดำเพิ่มมากขึ้นทั้งประเทศเวียดนาม, อินเดีย และแม้ว่ารวมทั้งปีนี้ไทยเราก็ส่งกุ้งกุลาดำไปตลาดอเมริกาเพิ่มขึ้นถึง 70% จาก 55% เนื่องจากกุ้งเราไปอียูไม่ได้ก็ตาม แต่ในทางกลับกันมูลค่าในการส่งออกกุ้งกุลาดำปีนี้ไม่น่าจะเกิน 70,000 ล้านบาท มองแล้วหนักกว่าปีที่แล้วเยอะ ต่างกับจีนที่มีผลผลิตปีนี้ออกมาถึง 300,000 ตัน ทีเดียว"
สำหรับปีหน้าคิดว่า ปัญหาเรื่องสารตกค้างอาจทำให้ผู้เลี้ยงสับสนกลัวเลี้ยงมาแล้วจะขายไม่ได้ทำให้จำนวนการเลี้ยงหายไป และต้องยอมรับว่าการปรับวิธีการเลี้ยงโดยการเลิกใช้ยาคนเลี้ยงก็ต้องปรับตัว แต่ก็เชื่อว่าคนไทยเราเก่งในด้านเกษตรเขาน่าจะปรับตัวได้
"ปีหน้าจึงขอให้มีการเลี้ยงกุ้งออกมาสู่ตลาดมากขึ้น เพราะจะไปสู้กับเขาแต่ไม่มีผลผลิตจะไปสู้อย่างไร เท่าที่ฟังมาจากกลุ่มผู้เลี้ยงก็ทราบว่าเดือน 2-3 ไม่น่าจะมีของออกมาเท่าไรน่าหนักใจพอควร ถ้าจำนวนลดน้อยกว่าปีนี้ผมว่าเราเสร็จแน่ แต่ถ้าเราสามารถผลักดันจำนวนขึ้นมาได้และเลี้ยงกุ้งที่มีคุณภาพไม่มีสารตกค้าง และให้ความมั่นใจกับลูกค้าว่ากุ้งเราปลอดภัยก็ยังมั่นใจว่าตลาดเราไปได้เพราะเรามีตลาดอยู่แล้ว เราสู้เขาได้ไม่ว่าจะเจอภาวะการแข่งขันอย่างไรก็แล้วแต่ อย่าลืมนะว่าเราสร้างความมั่นใจในตลาดมาถึง 15 ปี ว่า 'กุ้งไทยเป็นกุ้งที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ'
และเรากำลังเจอปัญหาใหญ่จากกุ้งขาวแวนนาเมของต่างประเทศกำลังมาแย่งสัดส่วนในตลาดคู่ค้าของเราถ้าไม่ตั้งหลักให้ดีจะเสียหายได้ เพราะอย่าลืมว่ากุ้งกุลาดำเกิดได้เพราะเราเอาเข้าไปลุยกับกุ้งขาวแวนนาเมในตลาดอเมริกา และเป็นจังหวะที่กุ้งจีนเสียหาย ลุยเข้าไปสู้ด้วยราคา เข้าไปใหม่ๆ เราถูกกว่าเขา 1-2 เหรียญฯ ต่อปอนด์ มีจำนวนเยอะ มีเป็นไซซ์ สีสวย รสชาติดี กรอบ แพ็คเกจจิ้งดี อีกทั้งเรามีระบบการขนส่งที่ดี และมีการสนับสนุนการส่งออกช่วยลดต้นทุนลงมาเราถึงลุยตลาดสู้มาได้ เพราะเกมใหญ่คือราคากับจำนวน แต่วันนี้เขากำลังเอาราคาที่ถูกกว่าและจำนวนที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ มาอัดเราอยู่ 50 เซ็นต์ ถึง 1 เหรียญฯ ต่อปอนด์ ทีเดียว ถ้าเราไม่ตั้งหลักให้ดีจะเจอเหมือนกับที่เราไปทำไว้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว"
ยึดฐานตลาดเก่าดันให้ลึกกว่าเดิม
ในโลกนี้กุ้งเป็นสินค้าตัวโปรตีนหนึ่งที่มีมูลค่าสูง เพราะฉะนั้นแม้ราคาจะถูกอย่างไรก็ยังแพงกว่าสินค้าเกษตรโปรตีนตัวอื่น เพราะฉะนั้นตลาดที่จะบริโภคกุ้งได้ก็อยู่แค่ตลาดที่มีกำลังการซื้อ เป็นตลาดที่นิยมบริโภค Healthy Foods เขาต้องมีกำลังซื้อเป็นสำคัญ ซึ่งก็มีตลาดแคนาดาในประเทศอเมริกา, ญี่ปุ่น, อียูเป็นสำคัญ ส่วนประเทศจีนเศรษฐกิจเขาดีขึ้นมีกำลังซื้อกินแต่เขาเลี้ยงเองได้ก็ไม่ต้องนำเข้า จะเอากุ้งไปขายประเทศอัฟริกา อินเดีย หรือประเทศที่มีกำลังซื้อต่ำก็ลำบาก
"หลายๆ คนพูดถึงคำว่า 'ตลาดใหม่' ผมยืนยันว่าไม่มีตลาดใหม่ สิ่งที่ควรทำวันนี้คือ ทำอย่างไรที่จะรักษาตลาดกุ้งที่มีอยู่ให้ได้ และควรคิดว่าทำอย่างไรถึงจะเจาะตลาดพวกนี้ให้ลึกลงไปอีก เพราะอย่าลืมว่าผู้นำเข้าเขาสามารถเลือกซื้อจากประเทศไหนก็ได้ สปีชีส์ไหนก็ได้ ขอให้เขาขายได้ราคาถูกมีกำไรเขาขายหมด เขาไม่มาร่วมพัฒนากุ้งไทยกับเราหรอก เราจึงจำเป็นต้องรักษาฐานตลาดที่เขาชอบกินกุ้งกุลาดำของเราไว้ และพยายามเจาะลึกลงไปอีก ผมคิดว่าการตลาดต้องปรับปรุงไม่ควรมองแต่ตลาดผู้นำเข้าเพียงอย่างเดียว ตลาดของเรานั้นควรเป็น End User หรือ End Seller อย่างเช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต (Superstore) หรือพวก คลับสโตร์ (Clup Store) เช่น วอลมาร์ท แซม ฯลฯ โดยทำอย่างไรให้เขาได้กุ้งเราไปขายที่ชั้นวางขายอย่างถูกต้องราคายุติธรรม มีจำนวนต่อเนื่องแน่นอน และได้คุณภาพดี นี่คือ แนวทางการรักษาตลาดของเราเอง และจะสามารถรองรับในส่วนราคาที่ต่างของคู่แข่งได้และทำให้ราคาเราสู้เขาได้ หากเราทำตลาดผ่านผู้นำเข้าเหมือนในอดีตเราไม่มีสิทธิ์เลือก
ปัจจุบันนี้ตลาดที่มีการซื้อขายบริโภคกุ้งเป็นประจำ เชื่อว่าคนไทยไปขายมาหมดแล้ว และการทำตลาดพวกนี้เราไปลึกกว่าคู่แข่งมาก คู่แข่งเราส่วนใหญ่ฐานตลาดเขาได้แค่ระดับผู้นำเข้าเท่านั้นเอง ความหลากหลายของรูปแบบสินค้าก็ยังแค่ขั้นพื้นฐานเท่านั้น คนไทยเราเก่งปัจจุบันนี้มีศักยภาพถึงขนาดเริ่มตั้งแต่บรรจุสินค้าจนผ่านขั้นตอนต่างๆ แล้วก็สามารถขึ้นชั้นวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตได้เลย ทั้งการขนส่งทางเรือ เครื่องบิน ก็ถูกและไปได้ทั่วโลก โรงงานแปรรูปเราก็มีเครื่องมือทันสมัย และดีที่สุดในโลก เราเป็นชาติหนึ่งที่อยู่ในธุรกิจนี้มา 30 กว่าปี ก่อนคู่แข่งเยอะ"

เลี้ยงแวนนาเมไปเจอคู่แข่งอีกฝูงหนึ่ง…คุ้มหรือเปล่า?
"ก่อนอื่นขอยืนยันก่อนผมไม่เคยแอนตี้กุ้งขาวแวนนาเมและผมยินดีขายกุ้งทุกสปีชีส์ที่ผมขายได้ แต่ผมก็สับสนว่าแล้วจะเดินกันต่อไปอย่างไร ถ้าปีหน้ามีคนเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาเมออกมาเยอะ แล้วจะไปขายกุ้งขาวแวนนาเมที่ไหน, รูปแบบอย่างไร และยังไม่รู้ว่าจะสู้ได้หรือเปล่า ซึ่งต่างจากกุ้งกุลาดำที่เราเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในโลก คู่แข่งรวมกันยังไม่ได้เท่าเรา ขณะเดียวกันก็สามารถบังคับไซซ์ที่เหมาะกับตลาดได้
ซึ่งตลาดในโลกนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ foods service กับ retail ตลาดฟูดส์เซอร์วิส (foods service) คือ โรงแรม ภัตตาคาร เรือท่องเที่ยว การจัดเลี้ยง สายการบิน ฯลฯ ตลาดรีเทล (retail) คือ คลับสโตร์ ซุปเปอร์สโตร์ ขายพวกแม่บ้านก็ไซซ์เล็กลงมาหน่อย ขายพวกฟูดส์เซอร์วิสก็ไซซ์ใหญ่หน่อย ในเมื่อบ้านเราครองตลาดรีเทลอยู่เพราะฉะนั้นวันนี้ในแง่จำนวนและไซซ์ที่ผลิตอยู่เรามีความได้เปรียบตลอดทาง แต่ตอนนี้กุ้งขาวแวนนาเมที่เกิดมาจากประเทศจีน อเมริกาใต้ เอกวาดอร์ เม็กซิโก ทั้งหมดไซซ์ใกล้เคียงฐานตลาดเดียวกับเราแต่เราขายกุ้งกุลาดำ และจากที่ไม่มีคู่แข่งมากอยู่ดีๆ จะหันตัวเองไปรบกับเขาโดยเปลี่ยนมาเป็นกุ้งขาวแวนนาเมแล้วต้องไปเจอคู่แข่งอีกฝูงหนึ่ง เราคุ้มหรือเปล่าที่จะเล่นตรงนี้ เพราะฉะนั้นไทยเราต้องกำหนดยุทธศาสตร์แน่นอนว่าจะทำอะไร เพราะ 1.แผนงานของรัฐบาลก็เป็นแผนระยะยาวของกุ้งกุลาดำไม่ใช่ของกุ้งขาวแวนนาเม เพราะฉะนั้นคำว่ากลยุทธ์และนโยบายไม่ใช่แค่ผลผลิตอย่างเดียวควรเป็นในด้านของการตลาดด้วย 2.กุ้งขาวแวนนาเมที่เลี้ยงในบ้านเรายังไม่มีการดูแลเป็นทางการ ทั้งการจัดการและการเลี้ยงที่ถูกต้อง ตอนนี้เป็นแบบตัวใครตัวมัน สุดท้ายหากผลิตสินค้าออกมามีเรื่องสารตกค้างหรือเรื่องคุณภาพขึ้นมา ทีนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาอีก
หากต้องการกุ้งขาวแวนนาเมในอุตสาหกรรมของเราจริงๆ ก็ควรกำหนดยุทธศาสตร์ขึ้นมาโดยรัฐบาลต้องเอาจริงเอาจัง เข้ามาควบคุม ผลักดัน กำหนดให้ชัดเจนว่าต้องเลี้ยงในปริมาณเท่าไรถึงจะไปสู้กับเขาได้ ขณะเดียวกันต้องรักษาสัดส่วนกุ้งกุลาดำไว้เท่าไรเพื่อไม่ให้เสียสัดส่วนตลาดไป และควรศึกษาให้ละเอียดว่าเมื่อเราเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาเมออกมาแล้วจะมีราคาแพงกว่าประเทศคู่แข่งหรือเปล่าด้วย
สิ่งที่ผมเป็นห่วงว่าถ้ากุ้งกุลาดำไม่มีจำนวนมาเล่นปีหน้าเราจะเสียส่วนแบ่งตลาด และถ้ากุ้งกุลาดำไม่สามารถปรับราคาให้ลงมาเหมาะสมห่างกับกุ้งขาวแวนนาเมมากไปก็จะมีปัญหา และจะทำให้ราคาทั้งกุ้งขาวแวนนาเมกับกุ้งกุลาดำจะต่ำลงทั้งสองข้าง วันนี้ต้องสังเกต กุ้งกุลาดำ 50 ตัวต่อกก. ราคาอยู่ระหว่าง 225 บาทต่อกก. ขึ้นมาสูงสุดไม่เกิน 250 บาทต่อกก. ถัวเฉลี่ยอยู่ประมาณ 230-240 บาทต่อกก. ตั้งแต่เดือนก.ค. มา แม้กระทั่งเดือนต.ค.- พ.ย. พอดีกุ้งมีน้อยก็ไม่ลงไปเท่าไรประมาณ 230 บาทต่อกก. นี่คือการการปรับตัวค่อยๆ นิ่งขึ้น และค่อยๆ อ้างจากความเป็นจริงมากขึ้น ทั้งที่กุ้งกุลาดำจำนวนหายไปจากตลาดเยอะราคาก็ไม่ได้ขึ้นพรวดเพราะขึ้นไม่ได้ขึ้นมาก็ไม่รู้จะไปขายให้ใคร ในมุมกลับราคาจะลงไปมากเกินกว่านี้ก็ไม่ได้เพราะคนจะเลิกเลี้ยง ทุกอย่างเป็นดีมานด์/ซัพพลายเป็นกลไกธรรมชาติ กุ้งขาวแวนนาเมตอนนี้ที่ขายราคาถูกเพราะขายอียูไม่ได้แล้วเลี้ยงกันออกมาเยอะก็ดัมพ์ราคาขายกันเป็นกลไกธรรมชาติจะทนขายถูกๆ ได้นานแค่ไหนมันก็เนื้อเหมือนกันไม่ใช่เหล็ก
ฝากเกษตรกรไว้อย่างว่าอย่าคาดหวังว่าจะได้ราคาวืดวาดประเภท 50 ตัวต่อกก. ไป 270-280 บาทต่อกก. เลิกคิดไม่มีทางแล้ว ราคากุ้งบ้านเราเริ่มปรับตัวลงมาลักษณะมั่นคงขึ้น คือ จะเริ่มนิ่งและเริ่มเข้าระบบแล้ว ซึ่งราคาขนาดนี้ผู้เลี้ยงก็ต้องดูแล้วว่า ต้องเลี้ยงต้นทุนแค่ไหนจึงจะได้กำไร และทุกวันนี้เราไม่ได้ขายแต่กุ้งแต่ขายการบริการด้วยทำให้ยังเชื่อว่าเราสามารถรักษาตลาดได้ แล้วที่คุณบอกว่าเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาเมต้นทุนถูก ขายได้ แต่เราโดนบังคับโดยกุ้งขาวแวนนาเมจากประเทศจีน, อเมริกาใต้เพราะเราไม่สามารถขายแพงกว่าคนอื่นได้ ขณะเดียวกันถ้าคนไทยเลี้ยงเก่งและประเทศคู่แข่งก็เลี้ยงออกมาเยอะ ก็จะทำให้ราคายิ่งถูกกันไปใหญ่อะไรจะเกิดขึ้น สู้เรามาทำกุ้งกุลาดำออกมาให้ดีทั้งปริมาณ คุณภาพ ต้นทุนการเลี้ยงไม่สูง โรงงานแปรรูปทำออกมาให้ดี ทำการตลาดให้ถูกต้อง รักษามาตรฐานอย่างนี้ไปสู้กับเขาไม่ดีกว่าหรือ"

ภาพรวมราคากุ้งจากตลาดมหาชัย
คุณสุวัฒนชัย วิเศษเจริญ ผู้จัดการชมรมผู้ค้ากุ้งสมุทรสาคร กล่าวถึงภาพรวมของราคาสินค้ากุ้งกุลาดำโดยรวมของปีนี้ให้ฟังว่า "ในปีนี้ปริมาณสินค้าในตลาดลดลงไปประมาณ 30-40% ไซซ์ที่ออกสู่ตลาดช่วงไตรมาสสุดท้ายเป็นไซซ์เล็กส่วนใหญ่ แต่ไซซ์ที่ต้องการ 50-70 ตัวต่อกก. ก็ยังมีอยู่ อาจเป็นเพราะเลี้ยงกันไม่ค่อยได้และเป็นเพราะฤดูหนาวเลี้ยงยากอยู่แล้วยังมีฝนมาอีกด้วย
สำหรับราคาเฉลี่ยกุ้งกุลาดำแต่ละไซซ์ในปีนี้มีดังนี้
30 ตัวต่อกก. เฉลี่ย 314 บาท, 40 ตัวต่อกก. เฉลี่ย 279 บาท
50 ตัวต่อกก. เฉลี่ย 241 บาท, 60 ตัวต่อกก. เฉลี่ย 211 บาท
70 ตัวต่อกก. เฉลี่ย 189 บาท, 80 ตัวต่อกก. เฉลี่ย 160 บาท
เป็นราคาโดยเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 10 พ.ย. ในตลาดมีกุ้งกุลาดำเข้ามาวันละ 350 ตันต่อวัน ถ้าคิดจากปีที่แล้วลดลงมาถึง 30-40% เพราะปีที่แล้ว ณ วันนี้เฉลี่ยอยู่ประมาณ วันละ 400-500 ตัน ต่อวัน
"มุมมองของผมจากสถานการณ์ทั่วไปของกุ้งกุลาดำ ทั้งปัญหาเรื่องสารตกค้างและโรคระบาดทำให้เกษตรกรลดการเลี้ยงกุ้งกุลาดำลง เพราะยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ต่างประเทศว่ามันจะคลี่คลายไปทางไหน ประกอบกับกุ้งขาวแวนนาเมมาแทรกตลาดตรงนี้ ซึ่งมีต้นทุนการเลี้ยงถูกกว่า เลี้ยงง่ายกว่า ไซซ์เสมอกว่า และห้องเย็นก็เริ่มสนใจตัวนี้ ทราบมาว่ามีตัวแทนผู้ซื้อกุ้งจากญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาดูแวนนาเมตัวนี้แล้วมีออเดอร์แล้วด้วย"
สำหรับกุ้งขาวแวนนาเมก็มีเข้ามาเรื่อยๆ ไม่มากเท่าไร เริ่มเข้ามาเยอะประมาณกลางปีมาเรื่อยๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ไซซ์โดยเฉลี่ยที่เข้ามาในตลาด 60-70 ตัวต่อกก. เป็นที่ตลาดต้องการอยู่ ราคากุ้งขาวจะต่ำกว่ากุ้งกุลาดำไซซ์ละ 15 บาท
ในช่วงต้นปีหน้ากุ้งกุลาดำไตรมาสแรกน่าจะมีปริมาณลดลงอยู่แล้ว ราคาบางไซซ์อาจจะขึ้น คือบางไซซ์ที่มีความต้องการอาจจะขยับขึ้นแต่ไม่น่าจะมากเท่าไร เช่นบางไซซ์ที่โรงงานเขาขาดไซซ์ไหน เพราะช่วงนี้ตอนนี้เขาก็ทำเก็บไว้รอออเดอร์กันอยู่ทั้งนั้น
ส่วนปี '44 กับ '45 ช่วงไตรมาสแรกของปี '45 เมื่อเทียบกับปี '44 ลดลงไป 40% จะลดลงมากก็ช่วงไตรมาสที่ 3 กุ้งขาวแวนนาเมที่จะเพิ่มเข้ามาในตลาดปีหน้าไม่น่าจะเกิน 20% เพราะการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาเมต้องเป็นคนที่กล้าเสี่ยงจริงๆ เนื่องจากกุ้งกุลาดำกว่าจะเลี้ยงกันได้อย่างนี้ต้องลองผิดลองถูกกันมานาน อยู่ๆ เอากุ้งตัวอื่นมาเลี้ยงก็ต้องใช้เวลา คนส่วนมากก็ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่

เดินหน้าเรื่อง ตลาดในอนาคต (Future Market)
ทางกรมการค้าภายในฯ สรุปออกมาว่า ให้สินค้ากุ้งกุลาดำเป็นอันดับ 1 ที่ต้องดำเนินการก่อนโดยต้องศึกษาวิเคราะห์คุณลักษณะต่างๆ ว่าต้องการลักษณะทางกายภาพแบบไหน ต้องมีการตรวจสารตกค้าง กุ้งที่จะมาซื้อขายต้องเป็นกุ้งสด กำลังร่างสัญญาการซื้อขาย คุณภาพสินค้าใช้มาตรฐานของกรมประมง การกำหนดขนาด คือตั้งแต่ไซซ์ 41-70 ตัวต่อกก. หน่วยการซื้อขายต่ำสุด 500 กก. ใครที่จะเข้ามาซื้อขายต้องไปจดทะเบียน จะมีบทสรุปประมาณเดือนมีนาคม 2546 นี้
"เท่าที่ประมวลออกมาของปีนี้คุณภาพของสินค้าที่ออกมาสู่ตลาดคุณภาพดีขึ้น ปลอดสารตกค้างเพราะผลกระทบที่เรามีปัญหาเรื่องอียู ทำให้เกษตรกรตื่นตัวในการใช้สารเคมีมากขึ้น ประกอบกับว่าเรามีการตรวจสอบสารตกค้างตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางเลย รวมทั้งที่ตลาดเองก็มีการเข้มงวดในเรื่องนี้ทำให้คุณภาพของสินค้าดีขึ้น สถิติการตรวจพบที่ตลาดก็มีประปรายมาก โดยเฉพาะคลอแรมฟีนิคอล ยกตัวอย่างเดือนกันยายน เราตรวจไปประมาณ 3,000 ตัวอย่างเราพบประมาณ 20 ตัวอย่าง เดือนตุลาคม ตรวจอีก 2,500 ตัวอย่าง พบเพียงประมาณ 20 ตัวอย่าง เดือนพฤศจิกายนตรวจไป 900 ตัวอย่าง พบที่เกินมาตรฐาน 0.3 พีพีบี เกินมาเพียง 0.4-0.5 พีพีบี เท่านั้น ซึ่งหากมีการตรวจตลอดไปและเหตุการณ์น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ เรื่องกุ้งปลอดสารตกค้างเป็นอันดับหนึ่งที่ต้องยึดไว้ และในไทยเราหันมาให้ความสนใจของสินค้าเกษตรที่เน้นความปลอดภัยกับผู้บริโภคมากขึ้น สินค้ากุ้งกุลาดำก็เหมือนกันที่ต้องใส่ใจตรงนี้มากขึ้นเหมือนกัน ผมเห็นด้วยกับกรมประมงในเรื่อง CoC และ GAP ถ้าทำสำเร็จและขยายไปทั่วน่าจะเป็นสิ่งที่ดี"

จากหลายเสียงที่สะท้อนจากทั้งวงจรธุรกิจกุ้งไทยและกุ้งโลก นี่ก็เป็นข้อสอบปรนัยอีกข้อหนึ่งที่คุณจะต้องเลือกจะเป็น ก ข ค หรือ ง ก็แล้วแต่ประสบการณ์ที่แต่ละคนสั่งสมมา บอกก่อนว่า งานนี้ไม่มีตัวช่วย หากคิดจะเสี่ยงทำอะไรก็แล้วแต่ ขอแนะนำว่าควร 'เสี่ยงอย่างมีระบบ'