การใช้โปรไบโอติกในสัตว์น้ำ
โดย...ดร.องอาจ เลาหวินิจ
การใช้โปรไบโอติก

รศ.ดร.องอาจ เลาหวินิจ ภาควิชาจุลชีววิทยาและวิทยาภูมิคุ้มกัน
คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ์


การเลี้ยงกุ้งต้องตามใจกุ้ง ไม่ใช่ตามใจผู้เลี้ยง คือคำกล่าวหนึ่งที่ดูเหมือนว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก็รู้ๆ อยู่ แต่ในทางปฏิบัติ กลับไม่ใช้พื้นฐานนี้เลย กลับไปใช้ความรู้สึกของผู้เลี้ยงเองเป็นส่วนมาก หรือลัทธิตามอย่างกัน เป็นต้น
แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำการส่งออกกุ้งกุลาดำแช่แข็งของโลก แต่ปัญหาต่างๆ ก็ดูเหมือนว่าจะแก้ไม่จบ เช่นเดียวกับปัญหาสารตกค้างปฏิชีวนะคลอแรมฟินิคอล และไนโตรฟูแรน เป็นปัญหาที่กำลังแก้ไขในทุกระดับของวงจรการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และทำให้คุณภาพปัจจัยการผลิตกุ้งกุลาดำถูกควบคุมมากขึ้น เกิดการสร้างความรู้ความเข้าใจปัจจัยการผลิตในกลุ่มเกษตรกรมากขึ้น ระบบการเลี้ยงกุ้งภายใต้ระบบ COC GAP GMP SPMP และการเลี้ยงกุ้งตามระบบโปรไบโอติกจึงเกิดขึ้น และขยายความรู้เพื่อพัฒนาการเลี้ยงกุ้งกุลาดำของไทยที่ยั่งยืน
โปรไบโอติกในการเลี้ยงกุ้งที่ได้ผล คือ วิวัฒนาการเลี้ยงโดยใช้จุลินทรีย์ เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยง และสิ่งแวดล้อมรอบตัวสัตว์เลี้ยง ซึ่งการเลี้ยงกุ้ง จะหมายถึงสุขภาพกุ้ง คุณภาพน้ำเลี้ยง และคุณภาพพื้นบ่อ ความหมายของโปรไบโอติกนี้ ก็คือ จุลินทรีย์ โดยเฉพาะแบคทีเรียที่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรียชนิดเดียว หรือหลายชนิดก็ตาม รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิต เช่น น้ำย่อย และกรดอินทรีย์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของสัตว์เลี้ยงนั้นๆ
แต่เดิม การใช้โปรไบโอติก จะใช้เฉพาะเติมลงในอาหารสัตว์ ความหมายจึงเป็นสารเสริมชีวนะ ที่เพิ่มลงในอาหารสัตว์ เพื่อปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในตัวสัตว์ ซึ่งบางครั้งจะรวมเอาน้ำย่อยเติมลงในอาหารสัตว์ด้วย ลักษณะการเสริมสารโปรไบโอติก คือ การให้สัตว์ได้รับจุลินทรีย์โดยตรง ด้วยวิธีการกินจุลินทรีย์ที่ได้รับการคัดเลือกสายพันธุ์มาแล้วอย่างดี มีลักษณะการทำงานที่คงทนต่อสิ่งแวดล้อมในตัวสัตว์ ทนอุณหภูมิ และไม่มีพิษต่อสัตว์นั้นๆ
ถึงแม้ผลการใช้โปรไบโอติกจะให้ผลดี แต่ต้องระมัดระวังและรู้จักวิธีใช้ เพราะขบวนการในร่างกายสัตว์จะทำลายจุลินทรีย์นั้นๆ ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบัน ยังมีการคิดค้นหาจุลินทรีย์ที่แยกจากธรรมชาติประจำถิ่น หรือที่พบในบ่อกุ้ง มาปรับปรุงพันธ์ให้มีคุณสมบัติจำเพาะมากขึ้น และทำงานได้ดีในสภาวะการเลี้ยงกุ้งที่มีความเค็มของน้ำหลายระดับ หลายค่าพีเอช และดำรงชีวิตแพร่ขยายพันธุ์ในตัวกุ้งได้ อีกทั้งพยายามเก็บรักษาจุลินทรีย์นี้ในรูปผงและน้ำ ที่เกิดจากขบวนการหมักให้จุลินทรีย์อยู่ และทำงานได้นานที่สุด เพื่อสะดวกในการใช้งานตลอดเวลา
กุ้งต้องการอะไรจากโปรไบโอติก?
แน่นอนที่สุด จุลินทรีย์ที่ให้กุ้งกินเป็นสารโปรไบโอติก ต้องไม่เป็นพิษต่อตัวกุ้งเป็นอันดับแรก ดำรงชีวิตและแพร่ขยายพันธ์ในตัวกุ้งได้ โดยไม่เบียดเบียนการดำรงชีวิตของกุ้ง แต่กลับต้องช่วยส่งเสริมการดำรงชีวิตให้กุ้งดีขึ้น
เช่น การช่วยย่อย หรือสร้างน้ำย่อยไปย่อยอาหารให้มีขนาดเล็ก จนกุ้งดูดซึมไปใช้ได้เร็วกว่าการย่อยอาหารตามปกติ จึงทำให้กุ้งเจริญเติบโตเร็ว อัตราแลกเนื้อดี อีกทั้งทำให้เกิดการกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอ ต่อระบบความต้านทาน หรือภูมิคุ้มกันของตัวกุ้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อโรคที่ติดเข้ามาทางระบบทางเดินอาหารของกุ้ง โดยเฉพาะโรคเรืองแสงที่เกิดในตัวกุ้ง จะถูกกรดที่จุลินทรีย์สร้างทำลายได้ง่าย เชื้อโรคจึงไม่สามารถอยู่ในร่างกายกุ้งได้ เพราะเชื้อจุลินทรีย์โปรไบโอติกเจริญอยู่จำนวนมาก จนเต็มพื้นที่ของระบบทางเดินอาหาร และเกิดเป็นสมดุลธรรมชาติ ทำให้กุ้งแข็งแรง
ที่สำคัญเมื่อผู้บริโภคกินกุ้งที่ใช้จุลินทรีย์โปรไบโอติก ต้องไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ สามารถใช้ทดแทนยาปฏิชีวนะที่มีปัญหาการตกค้าง มีอันตรายต่อสารพันธุ์กรรม เกิดการดื้อยา หรือมีผลข้างเคียงทำลายเซลล์ และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ และข้อสุดท้าย ราคาต้องไม่สูงจนไม่คุ้มทุนในการใช้งาน และต้องใช้ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่ออกฤทธิ์ช่วงสั้นแบบยาปฏิชีวนะ
จุลินทรีย์โปรไบโอติก เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการสร้างสมดุลย์ ในวัฏจักรของสิ่งมีชีวิต หรือสังคมเล็กๆ ในบ่อกุ้ง จุลินทรีย์ไม่ใช่สารมหัศจรรย์อะไร เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก ดำรงชีวิตเพื่อให้ห่วงโซ่อาหารเป็นไปอย่างครบวงจร และสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น จุลินทรีย์จึงมีทั้งคุณและโทษ
การใช้ที่ถูกต้องคือการหลีกเลี่ยงโทษที่จะเกิดขึ้น ในการใช้จุลินทรีย์ จะต้องให้ความสนใจและดูแลเป็นอย่างดี ต้องหมั่นตรวจสอบการทำงาน จำนวนจุลินทรีย์ในน้ำ โดยการตรวจดูสีน้ำ ตะกอนเลนพื้นบ่ออย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ใส่ไปแล้วปล่อยให้ทำงานเอง เพราะจุลินทรีย์แต่ละชนิด จะต้องมีสภาวะที่เหมาะสมในการทำงานเช่นกัน นั่นหมายความว่า ในบ่อกุ้งเลี้ยง จะต้องมีการเลี้ยงทั้งกุ้งและจุลินทรีย์ไปพร้อมๆ กัน ไม่ได้เลี้ยงกุ้งเพียงอย่างเดียว การทำให้เกิดสภาวะสมดุลในบ่อกุ้ง ยิ่งนาน อายุกุ้งก็จะยาวนานตามไปด้วย
แล้วเมื่อใด? ควรใช้จุลินทรีย์โปรไบโอติก
การใช้โปรไบโอติก สามารถใช้ได้ตลอดเวลา ไม่มีผลเสีย ไม่มีปัจจัยในเรื่องขนาดอายุ แต่ไม่ควรใช้พร้อมกับการใช้ยาเพื่อกำจัดจุลชีพ เพราะทำให้ต้องใช้จุลินทรีย์จำนวนมากขึ้น และนานขึ้น ทำให้ต้นทุนการใช้สูงเกินจำเป็น การใช้ ให้สังเกตจากจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ในตัวกุ้ง ถ้ามีการลดลงอย่างมากในเวลาสั้นๆ หรือมีการเปลี่ยนชนิดจุลินทรีย์ประจำถิ่น ที่ไม่เหมาะสม จะเป็นการเปิดโอกาสให้เชื้อก่อโรคเพิ่มจำนวน ควรต้องเพิ่มจุลินทรีย์โปรไบโอติกให้มาก และบ่อยครั้งมากขึ้น
จุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเป็นโปรไบโอติกได้มีหลายชนิด ดังตัวอย่างเช่น กลุ่มแบซิลัส บิฟิโดแบคทีเรียม คลอสตริเดียมบิวทิวริคัม เอนเทอโรคอกคัส แลคโตแบซิลัส สเตรปโตคอกคัส ไบฟิโดแบคทีเรียม พีดิโอค็อกคัส โพรพิโอนิแบคทีเรียม ยีสต์ และเชื้อรา
จุลินทรีย์ต่างๆ เหล่านี้ มีการทดลองปรับใช้ในสัตว์น้ำหลายชนิด และที่มีการทดลองในกุ้ง พบมีจุลินทรีย์กลุ่มแบซิลัส (Reng-pipat,2000) คลอสติเดียมบิวทิวริคัม (Itami,1994 และ Sakai, 1995) และแลคโตแบซิลัสแอซิโดฟิลัส (Jiravanichpaisal, 1997) ซึ่งให้ผลทางบวก คือ มีอัตราการรอดตายสูงกว่า และมีการเจริญเติบโตดีกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้สารโปรไบโอติก บางรายงานยังพบการกระตุ้นความต้านทานต่อโรคติดเชื้อวิบริโอได้
อัตราการใช้ในการทดลองของสารโปรไบโอติก มีขนาดร้อยละ 0.5 ของอาหารที่ให้ตามน้ำหนักตัว โดยให้แบบวันเว้นวัน หรือให้ติดต่อตลอดทุกวัน และการทดลองยังพบว่า ถ้าหยุดให้สารมากกว่า 2 วัน ปริมาณจุลินทรีย์ในตัวกุ้งจะลดลงมากกว่าร้อยละ 50
การปรับปรุงคุณภาพน้ำเลี้ยง โดยการเพิ่มบักเตรีในบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ เป็นงานวิจัยหนึ่ง ที่รายงานไว้ในการประชุมทางวิชาการ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 36 สาขาสัตวแพทยศาสตร์ ระหว่างวันที่ 3-5 กุมภาพันธ์ 2541 (องอาจ และคณะ, 2541) ผลการศึกษาผลิตภัณฑ์ ทั้งรูปน้ำและผงที่จำหน่ายในตลาด พบมีจำนวนจุลินทรีย์อยู่ระหว่างล้าน (สิบกำลังหก) ถึง ร้อยล้าน(สิบกำลังเก้า) เซลล์ต่อ ปริมาตร 1 ซีซี. และมีชนิดจุลินทรีย์แยกได้ 3 ชนิด คือ แบซิลัสซับทิลิส เอนทีโรแบคเตอร์แอรโรจีเนส และซูโดโมแนสเซอร์ซีรี
แต่มีเพียงแบซิลัสซับทิลิสเท่านั้น ที่เจริญในสภาพมีเกลือระดับความเข้มข้นร้อยละ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ การทดลองใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ในบ่อเลี้ยง พบมีความแตกต่างของคุณภาพน้ำ ในเรื่องความขุ่นใส ออกซิเจนละลายน้ำ แอมโมเนีย และพีเอช อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระหว่างบ่อเลี้ยงที่ใช้ และไม่ได้ใช้จุลินทรีย์ อันเป็นผลทำให้อัตรารอดของกุ้งเลี้ยง และรายได้จากบ่อที่มีการใช้จุลินทรีย์ มีมากกว่าบ่อที่ไม่มีการใช้จุลินทรีย์
การขยายตัวของการใช้จุลินทรีย์โปรไบโอติกเพื่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง มีการพัฒนาที่รวดเร็ว เพราะภาวะการแข่งขันในการส่งออกกุ้งมีมากขึ้น จึงถูกควบคุมโดยข้อกฎหมายของรัฐ และหน่วยงานอิสระ หรือองค์กรเอกชน ทำให้เกิดการหวงแหนสิ่งแวดล้อม และผลสะท้อนกลับมาสู่ผลผลิตของกุ้งที่ทำได้ยาก มีการระบาดของโรคกุ้ง และเกิดการ เสียหายต่อผลผลิต ทำให้อัตราการสร้างผลกำไรในการผลิตลดลง และมีความเสี่ยงในการขาดทุนสูงขึ้น
การเตรียมสภาพแวดล้อมโดยวิธีธรรมชาติ หรือสร้างสภาวะชีวภาพ ด้วยการควบคุมวงจรของจุลินทรีย์ในตัวกุ้ง และบ่อเลี้ยงกุ้ง จึงมีความสำคัญดังกล่าวแล้ว คงเป็นทางรอดของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เป้าหมายการลดสารอินทรีย์ ของเสีย ที่เกิดขึ้นระหว่างขบวนการเลี้ยงแบบพัฒนา จึงต้องใช้จุลินทรีย์ที่เหมาะสม ไม่เลือกใช้โดยขาดหลักวิชาการ หรือมิได้คำนึงถึงความสามารถในการดำรงอยู่ และทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงสุดของจุลินทรีย์
จริงอยู่จุลินทรีย์ที่พบในธรรมชาติ อาจพบมีการทำงานอยู่ แต่ด้วยอัตราการเพิ่มที่รวดเร็วของอินทรียสารในบ่อเลี้ยงกุ้ง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเพิ่มจุลินทรีย์ที่เหมาะสม เข้าในวงจรการเลี้ยงกุ้ง กลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้มากในประเทศไทยขณะนี้ จึงเป็นกลุ่มแบซิลัสซับทิลิส ที่สามารถสร้างน้ำย่อยสารอินทรีย์ได้หลายอย่าง แต่อย่างไรก็ตาม แบซิลัสซับทิลิสเอง มีอัตราการใช้อากาศมากทีเดียว การทำงานอย่างต่อเนื่อง จะไม่มีผลกระทบต่อปริมาณอากาศในน้ำ แต่ถ้ามีการใช้แบบเร่งด่วนในปริมาณมากๆ จะทำให้เกิดการขาดอากาศได้ และถ้าพื้นบ่อมีปัญหาเรื่องแก๊สไข่เน่ามาก ยิ่งจะก่อปัญหาที่รุนแรง และเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของกุ้งแบบต่อเนื่องได้
การพัฒนาการใช้จุลินทรีย์หลายๆ ชนิดในเวลาเดียวกันจึงเกิดขึ้น เช่น การใช้จุลินทรีย์กลุ่มสังเคราะห์แสงในสภาวะอากาศน้อย พวกโรโดซูโดโมแนส ที่ใช้แก๊สไข่เน่าเป็นวัตถุดิบในขบวนการเจริญเติบโต จึงช่วยแก้ปัญหาการขาดอากาศ และสารพิษสะสมที่พื้นบ่อกุ้งได้ และยังขยายผลสนับสนุนการทำงานของจุลินทรีย์ กลุ่มใช้วัฏจักรไนโตรเจนเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ในขบวนการไนตริฟิเคชั่น ที่ทำงานในสภาวะที่มีสารอินทรีย์มากกว่า 20 ส่วนในล้าน
การตรวจวัดค่าความต้องการอากาศของสิ่งมีชีวิตในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือค่าบีโอดี จึงเป็นการควบคุมและปรับปรุงคุณภาพน้ำเลี้ยงให้กุ้งเลี้ยง สามารถทำได้โดยน้ำเลี้ยงไม่เน่าเสีย คุณภาพเสื่อมถอยอย่างรุนแรง จนเหนี่ยวนำให้เกิดโรคและความเสียหาย เพราะกุ้งตายก่อนเวลาอันควร อย่างไรก็ตาม การวัดค่าแอมโมเนียไนไตรท ที่มีการพูดเสมอๆ ในกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้ง คือค่าตัวอ้อมที่บอกถึงค่าน้ำเน่าได้เช่นกัน
จริงๆ แล้วน้ำเขียวเป็นน้ำที่มีอาหารมากสำหรับลูกสัตว์น้ำ แต่สัตว์น้ำวัยรุ่น น้ำที่เขียวมากจนเข้ม เช่น การเลี้ยงกุ้งในน้ำความเค็มต่ำ กลับไม่เป็นผลดีต่อกุ้งเลย เพราะจะเกิดสภาวะที่มีอากาศสูงมากในเวลากลางวัน และมีอากาศน้อยมากในเวลากลางคืน กุ้งจะต้องใช้พลังงานที่ได้จากอาหารเพื่อการปรับตัว มากกว่าใช้เพื่อการเจริญเติบโต ทำให้กุ้งเลี้ยงไม่โต หรือต้องใช้เวลาการเลี้ยงนานขึ้น แต่ถ้าน้ำเน่ามากขึ้นกุ้งก็จะไม่โต แม้จะมีอายุการเลี้ยงนานวันก็ตาม แม้กุ้งจะไม่ตาย แต่ผู้เลี้ยงจะขาดทุน เพราะจับกุ้งในขนาดที่ตลาดไม่ต้องการ
สภาวะทางเคมีที่เหมาะสมในการใช้จุลินทรีย์ ต้องมีค่าพีเอช อุณหภูมิ อากาศ หรือแก๊สออกซิเจนละลายน้ำ ที่ทำงานได้ และที่สำคัญ ต้องมีปริมาณอาหาร หรือของเสียที่เกิดขึ้นในบ่อกุ้งขณะทำการเลี้ยงอยู่จริง เพราะถ้าไม่มีอาหารให้กิน จุลินทรีย์ก็เจริญไม่ได้ ทำให้ขบวนการบำบัดน้ำ หรือสภาวะโปรไบโอติกสิ้นสุดลง
และมีนักวิชาการทางด้านน้ำหลายคน มักพูดถึงอัตราส่วนค่าไนโตรเจนกับคาร์บอน ว่ามีค่าระหว่าง 1 ต่อ 30 เป็นค่าปกติ แต่จริงๆ แล้ว ค่าหลักและค่ารองของธาตุคาร์บอน ไนโตรเจน และฟอสฟอรัสในน้ำ จะมีผลอย่างมากกับการทำงานของจุลินทรีย์ เพราะนอกจากค่าอัตราส่วนไนโตรเจน คาร์บอนที่ 1 ต่อ 30 แล้ว น้ำนั้นต้องมีค่าอัตราส่วนไนโตรเจนต่อฟอสฟอรัสที่ 7 ต่อ 1 จึงเป็นอัตราส่วนที่ทำให้จุลินทรีย์โปรไบโอติก ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างสมดุลย์น้ำที่เหมาะในการเลี้ยงกุ้ง
การย่อยสลายของเน่าเสียในบ่อกุ้ง จึงแปรตามสภาพทางเคมีของน้ำ และอัตราการเพิ่มของเสียในระหว่างเลี้ยง การเพิ่มจุลินทรีย์ในบ่อเลี้ยงกุ้ง จึงต้องมีการทำตลอดเวลา และอย่างเหมาะสม ตามค่าบีโอดีที่ตรวจจวัดได้ ถ้าค่าบีโอดีต่ำ แสดงถึงน้ำขาดอากาศ ต้องใช้จุลินทรีย์ไม่ใช้อากาศ หรือใช้อากาศน้อยก่อน และติดตามด้วยขบวนการของจุลินทรีย์ที่ใช้อากาศ
ดังนั้น ถ้าเราควบคุมค่าบีโอดีให้ไม่ต่ำกว่า 20 ส่วนในล้าน การทำงานระหว่างจุลินทรีย์กลุ่มไม่ใช้อากาศและใช้อากาศ จะทำงานประสานกันอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะขบวนการลดลงของค่าอิเลคตรอน ในสารเคมีกลุ่มซัลเฟต จะเกิดมากกว่าการเพิ่มค่าอิเลคตรอน จึงทำให้เกิดสภาวะออกซิเจนไม่ถดถอยลดลงอย่างกระทันหัน
การใช้จุลินทรีย์ ในการควบคุมการปรับเปลี่ยนของธาตุอาหารในน้ำเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ เป็นการช่วยเปลี่ยนปุ๋ยไนโตรเจน ให้อยู่ในรูปเซลล์จุลินทรีย์ ทำให้เกิดการสะสมจุลินทรีย์อย่างเข้มข้น ที่เรียกว่า ฟรอก จึงทำให้พืชน้ำหรือแพลงตอนในน้ำ ขาดธาตุอาหารไนโตรเจน และฟอสฟอรัส ความเข้มของเนื้อน้ำเลี้ยงกุ้งจึงไม่เข้มข้นตลอดการเลี้ยง ดังนั้น นอกจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำ การใช้จุลินทรีย์ก็มีส่วนลดความเข้มข้นของน้ำเลี้ยง หรือลดปริมาณแพลงตอนในน้ำ และพืชน้ำต่างๆ ในบ่อกุ้งได้
ดังนั้น การเตรียมน้ำในช่วงก่อนปล่อยกุ้ง จึงควรเติมจุลินทรีย์ลงไป เพื่อปรับสมดุลย์และย่อยของเสียพื้นบ่อ จะทำให้การเตรียมน้ำทำได้ง่าย ไม่มีปัญหาน้ำใสเกิน จนมีสาหร่ายเจริญเต็มพื้นบ่อ ระหว่างกุ้งเดือนแรกของการเลี้ยง เพราะส่วนมากในเขตน้ำความเค็มต่ำ ปัญหาสาหร่ายพื้นบ่อมีมาก ถ้าปล่อยให้สาหร่ายตายก้นบ่อ เมื่อน้ำเข็ม พื้นบ่อจะเน่า และเกิดการตายของกุ้งแน่นอน การใส่จุลินทรีย์ ทั้งใช้อากาศและไม่ใช้อากาศ ในขณะเตรียมน้ำ จึงลดปัญหาสาหร่ายได้มากทีเดียว
อย่างไรก็ตาม การใช้จุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศ ผลผลิตที่เกิดขึ้น จะมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นวัตถุดิบในขบวนการสังเคราะห์แสงของแพลงตอนเพิ่มขึ้นได้ ความเข้มของแพลงตอน จะเกิดขึ้นในปริมาณหนึ่งๆ ดังนั้น อัตราส่วนการใช้จุลินทรีย์ ระหว่างจุลินทรีย์ใช้อากาศและไม่ใช้อากาศ เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำ จึงเป็นศิลปะ โดยให้ยึดค่าความขุ่นใสของน้ำ หรือถ้าละเอียดมากขึ้น ให้ใช้ค่าบีโอดีควบคุม ดังที่กล่าวไว้แล้วในตอนต้น
จากการศึกษาชนิดของจุลินทรีย์ในน้ำเลี้ยง และตะกอนดินก้นบ่อกุ้งทดลอง ที่เลี้ยงในบ่อซิเมนต์ระบบปิดโดย Siriraksopon และ Wantawin, 2000 รายงานไว้ว่า การใส่จุลินทรีย์ในบ่อเลี้ยง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนสีของตะกอนดินต่างๆ กัน มีตั้งแต่สีเทาดำ น้ำตาลดำ และน้ำตาลแดง เมื่ออายุกุ้ง 66-94 วัน ปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ที่พบ มีมากกว่าพันล้านเซลล์ต่อน้ำ 1 ซี.ซี. ชนิดจุลินทรีย์ที่พบ เป็นพวกแกรมบวก สร้างสปอร์ลักษณะเป็นแท่ง เจริญได้ในสภาพที่มีอากาศ ซึ่งเป็นกลุ่มแบซิลัส
นอกจากนี้ การทดลองใช้แบซิลัสสายพันธ์ที่แยกจากตัวกุ้ง (Rengpipat, 2000) ในการเลี้ยงกุ้งในบ่อดิน โดยการผสมอาหารให้กินเมื่อกุ้งอายุ 40 วัน พบว่า น้ำหนักและความยาวกุ้ง จะมากกว่ากุ้งที่ไม่ใช้จุลินทรีย์ และมีอัตรารอดร้อยละ 76 ในขณะที่กุ้งกลุ่มที่ไม่ใช้โปรไบโอติกมีอัตรารอดร้อยละ 65 อย่างไรก็ตาม การทดลองนี้ไม่ได้ใช้จุลินทรีย์เพื่อบำบัดน้ำ
จะเห็นได้ว่า การใช้ประโยชน์จากโปรไบโอติกประเภทจุลินทรีย์ มีการทดลองในการเลี้ยงกุ้งอยู่บ้าง และผลการทดลองส่วนใหญ่เป็นผลบวกมากกว่า ดังนั้น ประโยชน์ต้องมากกว่าโทษ อย่างไรก็ตาม ผลการใช้จะแปรตามสภาพการเลี้ยงที่ต่างๆ กันไป ที่สำคัญคือ คุณภาพน้ำเลี้ยงที่เสื่อมถอยเกิดขึ้นเร็วหรือช้า? กล่าวง่ายๆ คือ น้ำเน่าก่อนจับกุ้งขาย หรือจับกุ้งขายเมื่อน้ำยังไม่เน่า ในสภาวะการที่ตลาดต้องการกุ้งชีวภาพ การเลือกใช้โปรไบโอติก จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียวสำหรับเกษตรกร
ที่มา: นิตยสารสัตว์น้ำ 2545