เทคนิคการเลี้ยงกุ้ง
ความมหัศจรรย์ หมายเลขหนึ่งไทย
โดย น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ


เทคนิคนี้แนะนำจาก น.สพ. สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ ในการแก้ปัญหาการจัดการต่างๆในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ โดยเฉพาะ การระมัดระวังป้องกันไว้ก่อนดีกว่าแก้ โดยใช้ หมายเลข ๑ เป็นหลักการแก้ปัญหาและการจัดการควบคู่กันไปด้วย ซึ่งกุ้งเอเซี่ยนจะพาผู้อ่านไปรู้จักปัญหาดังกล่าว เบื้องต้น เนื่องจากปัญหากุ้งหมกเลนในช่วงหน้าฝน และเกิดปัญหาต่อเนื่องที่ตามต่อมา คือซูโอแทมเนียม ปัญหาเลนพื้นบ่อเป็นปัญหาที่แก้ได้ยาก ต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงเตรียมบ่อเตรียมน้ำ ใช้วิธีคราดพื้นเลนด้วยโซ่หรือ ไถพรวนเลนพื้นก้นบ่อ เพื่อให้สารอินทรีย์หรือแร่ธาตุที่ก้นบ่อให้ฟุ้งกระจาย หลักการ คือต้องการพลิกหน้าดิน ตะกอนสารอินทรีย์


ลากโซ่/ไถพรวนแล้วคุณได้อะไร ?

1. ไม่ต้องใส่ปุ๋ย เพื่อทำสีน้ำ เพื่อให้สารอินทรีย์หรือแร่ธาตุที่ก้นบ่อให้ฟุ้งกระจาย การทำสีน้ำเมื่อเริ่มต้นง่ายไม่ต้องใส่ปุ๋ย และเปิดเครื่องตีน้ำ
2. ขี้แดดหรือสาหร่ายต้นพื้นบ่อไม่เกิด
3. ลดปริมาณซูโอแทมเนียม ที่สะสมอยู่ในเลนพื้นบ่อจะลดลงบลูมไม่ขึ้น เพราะซูแขวนลอยทำให้หาอาหารกินไม่ได้ ซึ่งซูโอแทมเนียมกินอาหาร 2 อย่าง คือ ตะกอนสารอินทรย์กับแบคทีเรียซึ่งอยู่ในระบบนิเวศน์การหากินไม่ได้ทำให้ซูตายไป ฝ่อไป ทำให้ไม่เกิดปัญหาซูในช่วงเดือนแรก
พอถึงช่วงระหว่างการเลี้ยง กุ้งอายุ 15วัน เราเริ่มเช็คกุ้งในเขตชานเลน โดยการวางยอและยกยอเช็คทุกๆ 15วัน ถ้าพบกุ้งบางตัวเป็นซู เราจะรู้ปัญหาการเกิดก่อน แก้ไขก่อน ส่วนใหญ่ซูจะบลูมที่เขตชานเลน เพราะเลี้ยงกุ้งวันแรกๆ เครื่องตีน้ำจะตีน้ำไปตกบริเวณชานเลนเยอะมาก การที่เราเช็คในช่วงเดือนแรก 15-30 วัน กุ้งที่อยู่ชานเลนจะบอกสัญญาณการเกิดซูก่อนได้ จนถึงกุ้งเกิด 30วัน หรือเริ่มที่จะทอดแหได้ ก็ให้ทอดแห เขตชานเลนดูได้
แต่หลังจากกุ้งอายุ มากกว่า 30 วัน บริเวณเป็นซูจะเกิดกลางเลนและชานเลน เพราะกุ้งระยะ 30 วันกุ้งจะเริ่มขุดคุ้ยตะกอนหากิน ทำให้สารอินทรีย์เข้าไปสู่เขตกลางเลนได้ง่าย ดังนั้นซูจะบลูมบริเวณผิวหน้าตะกอน ตั้งแต่เขตชานเลนเข้าไป จนถึงกลางเลน ให้เช็คบริเวณนี้ด้วย ซึ่งมีวิธีแก้ไขปัญหา 2 วิธี

มหัศจรรย์แรก หมายเลข ๑ แก้ปัญหาซูโอแทมเนียม

1. ถ้าเริ่มพบ ใช้จุลินทรีย์บาซิลลัส ( Bacillus subtilis) แก้ปัญหาโดยแบ่งการใส่จุลินทรีย์บาซิลลัส เป็น 2 ส่วน จากจุลินทรีย์ 100% แบ่งเป็น 70%และ30% โดยเริ่มใส่จุลินทรีย์บาซิลลัส ในเขตเลน 70% โดยการไล่ออกจากกลางเลนออกมาชานเลน เป็นหมายเลข ๑ เพราะซูเกิดเยอะสะสมหมกในเขตชานเลน และแบ่งใส่จุลินทรีย์บาซิลลัส เขตเลี้ยง 30% เน้นคุมสารอินทรีย์ และการให้อาหารบำบัดเลนไม่ให้เน่า เช่นถ้าต้องการใส่จุลินทรีย์บาซิลลัส 1 กก./ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 700 กรัม ใส่กลางเลนไล่ออกมาชานเลน ส่วนที่สอง 300 กรัม ใส่เขตเลี้ยง ( รอบนอกเลน )
2. เป็นซูมาก ซูเกาะตามระยางค์ หางและขาว่ายน้ำ ตัวลื่นมีเมือกสีน้ำตาล ใช้ยาฆ่าซู ไตรฟลูราลิน แก้ปัญหา ใส่ยาซูไตรฟลูราลิน แบ่งเป็น 2 ส่วน จากยาซู100% แบ่งเป็น 70%และ30% โดยเริ่มไล่กุ้งออกมาจากเลนก่อน ใส่ยาซู 30 % ใส่ที่กลางเลนก่อน เคล้าผสมน้ำให้ถึงพื้น เริ่มจากใส่ตรงกลางเลนและขยายออกมาไล่ไปเขตชานเลนเป็นหมายเลข ๑ หลังจากนั้นทิ้งไว้15-30 นาที เพื่อให้กุ้งที่ถูกไล่ออกจากเขตกลางเลนมาชานเลน มาอยู่ในเขตเลี้ยง แล้วใช้ยาซูที่เหลือ 70% ใส่ในเขตเลี้ยง โดยการใส่ให้เข้ากัน เปิดเครื่องตีน้ำไปเรื่อยๆ กุ้งจะหายจากซู ครั้งเดียวก็ดีขึ้น เพราะวิธีการเดิมๆที่เกษตรกรใช้ทั่วไป ใส่สารปริมาณเดียวทั้งหมดไม่ได้แบ่งเป็นส่วนๆ และไม่มีการช่วยไล่กุ้งออกมา ทำให้ กุ้งที่หมกเลนจะไม่ยอมออกมา เมื่อหมดฤทธิ์ยาจึงกลับเป็นซูขึ้นใหม่


มหัศจรรย์ที่ สอง หมายเลข ๑ แก้ปัญหาไล่กุ้งออกมาจากเลน

การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว เกษตรกรควรเน้นไม่ให้กุ้งเข้าเลน เพราะจะเข้าไปหมก เกิดการลอกคราบ และกินกันเอง นอกจากนี้ยังเป็นบริเวณที่ไม่ได้รับอาหารเม็ด และยังเสี่ยงต่อปัญหาการเน่าเสียก๊าซไข่เน่า พื้นบ่อเขตเลน เพราะช่วงหน้าฝนตกหนัก อุณหภูมิเขตชานเลนจะเปลี่ยน กุ้งจะเข้าเลน และอีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากการใช้สารเคมีมาก และบ่อยเกินไป ทำให้กุ้งหนีจากเขตเลี้ยงเข้ามาเขตเลน ถ้ากุ้งเข้าไล่ออกจากเลนเมื่อเข้าไปแล้ว เพื่อเช็คพฤติกรรมกุ้ง สุขภาพกุ้ง การกินอาหาร เพื่อกันจากกุ้งเข้าไปหมกเลนเพื่อลอกคราบ เครียด หรือเนื่องจากสภาพแวดล้อม และอ่อนแออยู่ในเลน เพราะถ้ากุ้งอ่อนแอจะหมกเลน ไล่อย่างไรก็ไม่มีแรง และไม่ไล่กุ้งในช่วงที่กุ้งเข้าลอกคราบทั้ง 2วัน เพราะถ้าไล่ออกมา กุ้งจะเกิดการกินกันเอง การกินกันได้ง่าย เพราะไม่มีการหลบในเลน

วิธีการไล่กุ้ง โดยใช้สารเคมีและวัสดุปูน
เกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้ความสำคัญ ในการเลือกสารเคมีและวัสดุปูน ซึ่งคุณภาพน้ำจะมีผลกับการออกฤทธิ์ของสารนั้นๆ นอกจากนี้การใส่สารเคมีจะมีผลต่อเนื่องกับคุณภาพน้ำหลังใส่ในบ่อด้วยเช่นกัน
สารเคมีและวัสดุปูนที่นิยมใช้ เมื่อจะเลือกใช้ ให้คำนึงถึง พีเอชเป็นหลักแรก คือ
1. การใส่กลุ่มวัสดุปูนขาว หรือ ปูนร้อน ควรใส่ไล่กุ้งหมกเลน เมื่อ พีเอชน้ำในบ่อ มีค่าน้อยกว่า 8 หรือ ตรวจสอบด้วยน้ำยา จะมีสีเขียวอ่อน เพราะถ้ากรณีที่น้ำในบ่อมีพีเอชสูง(ตรวจสอบด้วยน้ำยามีสีม่วง) และ มีแอมโมเนีย ปริมาณสูงกว่า 0.5 มก./ลิตร การใส่วัสดุปูนจะทำให้น้ำมีพีเอชสูงมากไปกว่าเดิม และค่าพีเอชสูงขึ้น มากกว่า 8 แนวโน้มความเป็นพิษของแอมโมเนียจะสูงขึ้น ไปด้วยเช่นกัน กุ้งหมกเลนจะเครียดและพิษแอมโมเนียจะขึ้น จึงควรเลือกสารเคมีอื่นมากกว่าวัสดุปูน เพื่อใช้ไล่กุ้งหมกเลนแทน

2. การใส่กลุ่มสารลดกรด, ฟอร์มาลีน, คลอรีน หรือยาฆ่าซู ควรใส่ไล่กุ้งหมกเลน เมื่อ พีเอชน้ำในบ่อ มีค่ามากกว่า 8 หรือตรวจสอบด้วยน้ำยา จะมีสีม่วง อัตราการใช้ สารลดกรด ,
ฟอร์มาลีน 5-10 ลิตร/ไร่ หรือ ใส่คลอรีน 1/2 - 1 กก./ไร่ ละลายน้ำสาดซึ่งจะดีกว่าสาดแบบผง เพราะถ้ากุ้งโดน โดยตรงเหงือกจะถูกทำลาย หรือ ใส่ยาฆ่าซู 40-50 ซีซี/ไร่
วิธีไล่กุ้ง โดยใช้สารเคมี ที่เลือกตามสภาพแวดล้อมของบ่อ เหมาะสมแล้ว เวลาไล่กุ้งจะคล้ายวิธีไล่ซู คือไล่จากกลางเลน ทำการเคล้าน้ำให้ลงไปพื้นบ่อ หรือให้คนพายเรือวนบริเวณที่ใส่ ออกไปสู่ชานเลน จะไม่ใส่มาถึงเขตเลี้ยงทำเฉพาะเขตเลนเท่านั้น


มหัศจรรย์ที่ สาม หมายเลข ๑ วิธีใช้สารเคมีที่ถูกต้อง

ดังนั้นวิธีการใช้สารเคมีที่ถูกต้อง ให้แบ่งสารเคมีส่วนหนึ่งมาสาดในบริเวณกลางเลนก่อน ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณทั้งหมดที่จะใส่ แล้วเคล้าสารเคมีในน้ำให้ถึงพื้นขยายวงออกมาเขตชานเลน โดยใช้วิธีสาดเป็นวง มหัศจรรย์ที่ สาม หมายเลข ๑ เพราะเมื่อเราใส่เขตเลนก่อน กุ้งจะหนีจากเขตเลนเข้าเขตเลี้ยง ทิ้งไว้ 15-30 นาที หลังจากนั้นนำสารเคมีส่วนที่เหลือ ใส่ในเขตเลี้ยง เปิดเครื่องตีน้ำเคล้าน้ำให้เข้ากัน ซึ่งการใส่สารเคมีทั่วไปเกษตรกรจะใส่ทีเดียวในเขตเลี้ยง สารเคมีส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์ บริเวณในน้ำเขตเลี้ยงกุ้งจึงหนีสารเคมีเข้าไปในเลน เมื่อเข้าไปแล้วก็จะไม่ออกมาในเขตเลี้ยงอีก ทำให้กุ้งหมกเลนอยู่โดยที่เราไม่รู้
ม่ได้(จุลินทรีย์,สารอินทรีย์)


และนี้คือความคิดจากคนไทย เทคนิคจากคนไทย ที่พร้อมจะเปิดเผยข้อมูลให้เพื่อนเกษตรกรได้รับรู้
ดังนั้นพวกเราขอเป็นตัวแทนคนเลี้ยงกุ้ง กล่าวคำว่าขอบคุณพี่หมอสุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ มากๆครับ .....ทีมงานซิตโต้กรุ๊ป