สมุนไพรไทย กับโรคกุ้ง
โดย ดร.อังคณา หิรัญสาลี

บทความในวารสาร "สัตว์น้ำเศรษฐกิจ" ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2546

สมุนไพรไทย กับโรคกุ้ง

ดร.อังคณา หิรัญสาลี นักวิชาการ สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า งานวิจัยเรื่องสมุนไพรที่ใช้ในกุ้งนั้น เป็นการวิจัยเรื่องการใช้สารสกัดจากสมุนไพร เพราะเรามองว่าการใช้สมุนไพรโดยตรงนั้น แหล่งที่ปลูกหรือช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยวจะแตกต่างกัน อาจจะมีผลต่อคุณภาพของสมุนไพรได้ แต่ถ้าทำในรูปของสารสกัดแล้ว สามารถที่จะควบคุมคุณภาพได้ อีกทั้งยังมองไปถึงการผลิตในเชิงพาณิชย์ที่ต้องคำนึงถึงคุณภาพอย่างสูง
ดังนั้นสารสกัดที่ได้มาจากสมุนไพร ต้องมีการศึกษาการใช้ทางเคมีควบคู่ไปกับการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพด้วย โดยมุ่งควบคุมคุณภาพของสารสกัด ให้สารสกัดที่ได้ออกมานั้น มีความสม่ำเสมอของการออกฤทธิ์ ในขณะเดียวกันก็ทำการศึกษาหาสารสำคัญในการออกฤทธิ์นั้น เพื่อที่จะใช้ในการพัฒนาวิเคราะห์และควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต่อไป
จากการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพในเรื่องกุ้งที่เราตั้งประเด็นว่า กุ้งเกิดโรคจากอะไรได้บ้างนั้น พบว่า กุ้งเกิดโรคจาก 2 อย่างคือ โรคที่เกิดเชื้อแบคทีเรีย และโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นการทดสอบฤทธิ์ทางด้านชีวภาพ จึงทำในเรื่องของการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส โดยใช้วิธีแยกสายพันธุ์เชื้อวิบริโอจากตัวกุ้งที่เป็นโรคในเขตจันทบุรีและสงขลา เหตุผลที่เลือกวิบริโอ เพราะวิบริโอเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคในตัวกุ้ง นอกเหนือจากเชื้ออื่นๆที่มีอยู่ และหลังจากทำการแยกเชื้อได้แล้ว จึงเริ่มทำการสกัดสมุนไพรทดสอบกับเชื้อวิบริโอประมาณ 10 สายพันธุ์
การทดสอบสมุนไพรต้านเชื้อแบคทีเรีย
การทดสอบนี้ใช้สารสกัดจาก กะเพรา ชุมเห็ดเทศ กะเม็ง ฝรั่ง พญายอ ฟ้าทะลายโจร มะระขี้นก แล้วศึกษาว่าในสารสกัดเหล่านี้จะสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียเปรียบเทียบกัน ผลออกมา อย่างเช่น กะเพรานั้นจะไม่ออกฤทธิ์เลย ชุมเห็ดเทศได้ 10% ขณะที่กะเม็ง ฝรั่ง พญายอ ฟ้าทะลายโจร มะระขี้นก ได้ 80-100%
สารสกัดที่ออกฤทธิ์ได้ผล 80-100 % นี้ ได้นำมาศึกษาหา MIC เพื่อให้ทราบว่าปริมาณที่น้อยที่สุดของสารสกัดที่จะออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียนี้คือเท่าไหร่ โดย กะเม็ง ได้ 2,500 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ฝรั่ง 625 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และ มะระขี้นก 2,500 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร จะเห็นว่า ฝรั่งเป็นตัวที่น่าสนใจ คือออกฤทธิ์ได้ดีและปริมาณที่ใช้น้อย
นอกจากสมุนไพรที่กล่าวมา ยังได้ใช้สมุนไพรในกลุ่มก้างปลาเครือ ว่านธรณีสาร มะยม ลูกใต้ใบ ซึ่งเป็นสมุนไพรในสกุลเดียวกันหมด และยังมีกลุ่มชิงช้าชาลีกับบอระเพ็ด ในกลุ่มนี้ ตัวที่ได้ผลน่าพอใจคือ ก้างปลาเครือ ขณะที่ MIC ที่ต้องใช้นั้น ต้องใช้ถึง 2,500 ไมโครกรัม ต่อมิลลิลิตร นี่คือการทดลองสารสกัดสมุนไพรกับเชื้อวิบริโอโดยตรง
การทดสอบสมุนไพรต้านเชื้อไวรัสในกุ้ง
นอกจากนี้ยังได้ทำการทดลองเรื่องการออกฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสด้วย (Antiviral activity) เพราะเชื้อไวรัสนี้เป็นเชื้อไวรัสที่เกิดในตัวกุ้ง วิธีการคือ ต้องเตรียมเชื้อไวรัสขึ้นเอง เป็นที่ทราบกันดีว่าเชื้อไวรัสในกุ้งเป็นเชื้อพวกหัวเหลือง สิ่งที่ทำคือ นำเชื้อหัวเหลืองจากตัวกุ้งแล้วฉีดเข้าไปในกุ้งที่เป็นปกติ แล้วเก็บเหงือกของกุ้งมาผสมกับ Lokster haemolymph mediun แล้วทำการกรองผ่าน membrane เก็บเชื้อนี้ไว้ที่อุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส เพื่อเก็บไว้ใช้ตลอดการทดลอง
ขบวนการทดลองต่อไปคือ การทดสอบกับตัวกุ้งโดยตรง โดยการนำสารสกัดมาผสมกับ Lokster haemolymph mediun แล้วผสมกับเชื้อไวรัส ในอัตราส่วน 1 : 10,000 ที่อุณหภูมิ 25 องศา เป็นเวลา 2 ชั่วโมง แล้วนำไปฉีดเข้าตัวกุ้งกุลาดำโดยตรง สังเกตอัตราการตายของกุ้งภายใน 14 วัน ผลของการศึกษานั้น ต่อเนื่องมาถึงการศึกษาเรื่องการเป็นพิษด้วย ซึ่งความเป็นพิษนั้นเนื่องจากเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับตัวกุ้ง จึงมองว่า ขบวนการต่อไปที่ศึกษาคือ สารสกัดเป็นพิษกับกุ้งหรือเปล่า
วิธีการทำ คือเตรียมสารสกัดใน ความเข้มข้นต่างๆ โดย 0 คือตัวควบคุม แล้วเป็น 1 , 10 , 100 , 1,000 และ 5,000 ppm. ทดสอบกับตัวกุ้งระยะโพสลาวา 15 จำนวนกุ้งที่ใช้คือ 50 ตัว : 1 ความเข้มข้น แล้วมาคำนวณเป็นค่า LD 50 เพื่อจะดูว่าความเป็นพิษของสารสกัดที่มีต่อกุ้งนั้นเป็นเท่าไหร่
ผลของการศึกษา พบว่า พญายอได้ผล 100% และค่า MIC นั้นใช้เพียง 0.2 ไมโครกรัม ต่อมิลลิลิตร LD50 เป็น 494 ppm. ซึ่งนับว่ามีความปลอดภัยพอสมควร เราจึงตัดสินใจว่าตัวนี้น่าใช้ได้ดี และอีกตัวที่คิดว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีคือ ลูกใต้ใบ โดยใช้ 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และ LD 50 เป็น 256 ppm.
นอกจากสมุนไพรที่ออกฤทธิ์แล้ว ยังได้คัดเลือกหาสมุนไพรที่น่ามาทำการศึกษาต่อ โดยเน้นที่ขบวนการการกำจัดสิ่งแปลกปลอมในตัวกุ้งเมื่อได้รับสารสกัดสมุนไพร คือศึกษาว่ากุ้งจะสามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอมได้แค่ไหน
นอกจากนี้ยังดูในเรื่องสภาพแวดล้อมด้วย คือเรื่อง สารสกัดสมุนไพรในบ่อ , คุณภาพของน้ำ ซึ่งได้ เลือกสารสกัดที่ทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพ คือ พญายอ และลูกใต้ใบ เพราะ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เองได้ศึกษาความเป็นพิษของสมุนไพรพญายอในสัตว์ทดลอง(หนู) ทำให้มั่นใจว่าปลอดภัยต่อคน เราจึงเริ่มการทดลองในกุ้ง
การทดลองใช้พญายอในการเลี้ยงกุ้ง
สิ่งที่ทำคือนำสมุนไพรไปใช้เลี้ยงกุ้งกุลาดำ โดยให้กินวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เสร็จแล้วเอากุ้งไปศึกษา โดยศึกษาทางพยาธิสภาพ เพื่อดูลักษณะของเหงือกกุ้งกับตับกุ้ง เทียบกับบ่อควบคุม (คอนโทรล) ซึ่งคือการเลี้ยงปกติ ปรากฎว่าทั้งเหงือกและตับของกุ้งที่เลี้ยงด้วยสมุนไพรและเลี้ยงแบบธรรมดาเป็นปกติไม่มีความแตกต่างกันเลย
เมื่อมาศึกษา Phagocytocis ใช้วิธีเอากุ้งขนาด 15 - 20 กรัม จำนวน 15 ตัว มาฉีดด้วยสารสกัดพญายอ 20 ไมโครกรัม เทียบกับบ่อควบคุมที่ฉีดด้วย 0.1 ml. ของ 2.6% น้ำเกลือ หลังฉีดไป 3 ชั่วโมง ได้เจาะเลือดกุ้งออกมา เพื่อศึกษาฤทธิ์ Phagocytocis ว่า สามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอมได้แค่ไหน ปรากฏว่าบ่อควบคุมนั้น มีปฏิกิริยากำจัดสิ่งแปลกปลอม 31.16 % ขณะที่พญายอเป็น 39.12 % เมื่อผ่านไป 24 ชั่วโมง ชุดควบคุมเองก็ลดลงไปเหลือ 9.7 % ขณะที่กุ้งที่ได้รับพญายอเป็น 12.5% จากผลที่ฤทธิ์ของสารสกัดที่ลดลง เราจึงมองว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะฉีดในตัวกุ้งตลอดเวลา จึงได้ปรับเปลี่ยนเป็นวิธีการป้อนแทน โดยใช้สารสกัดลูกใต้ใบชุดควบคุม ใน 7 วัน นั้นเป็น 15.41 ขณะที่ลูกใต้ใบบ่อสมุนไพรเป็น 34.76 นี่คือความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อผ่านไป 14 วัน ชุดควบคุมยังคงเดิม คือ กุ้งกินอาหารตามปกติ 13.05 ขณะที่ลูกใต้ใบใน 14 วัน นั้นกินไปแล้วจะเป็น 37.89 จึงมองว่านี่คือข้อดี ที่สมุนไพรมีคุณสมบัติกระตุ้นให้กุ้งเกิดภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้น
การทดสอบคุณสมบัติของสารสกัดกับน้ำ
ทดลองสารสกัดในความเข้มข้น 1, 10 และ50 ppm. ของสารสกัดแยกกันของพญายอและลูกใต้ใบ ใส่ลงไปน้ำเกลือเปล่าที่ใช้เลี้ยงกุ้ง เก็บผลวันที่ 1,3 และ 7 เปรียบเทียบเรื่อง pH ของน้ำ อัลคาไลน์นิตี้ BOD COD ว่า สารสกัดจะมีผลกับน้ำอย่างไร พบว่า น้ำไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเลย เราจึงมาทำการศึกษาต่อ ในภาคสนาม โดยสารสกัดลูกใต้ใบ ใช้ทดลองที่ฟาร์ม จ.ตราด ส่วนพญายอ ทดลองที่ จ.เพชรบุรี
บ่อลูกใต้ใบ ลงกุ้งในอัตราส่วน 45 ตัว/ ตร.ม. บ่อควบคุม 43 ตัว/ ตร.ม. ส่วนบ่อพญายอนั้นโชคดีที่เกษตรกรลงกุ้งบางอยู่แล้ว ประมาณ 40 ตัว/ ตร.ม. ทั้งสองบ่อ เกษตรกรตรวจสอบคุณภาพของน้ำเป็นประจำทุกวัน แล้วยังทดสอบความสามารถในการต้านทานไวรัสของกุ้งที่ได้รับการกินสารสกัด โดยการตรวจพยาธิสภาพของกุ้ง พบว่าเมื่อกุ้งได้รับเชื้อหัวเหลืองเข้าไปในร่างกาย จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก เมื่อทำการทดลองหลังเลี้ยงกุ้งไปได้ 85 วัน เราได้จับกุ้งขึ้นมาจากบ่อควบคุม และบ่อที่เลี้ยงด้วยลูกใต้ใบ กุ้งที่จับขึ้นมาบ่อละ 100 ตัว ใส่ลงในตู้กระจกตู้ละ 10 ตัว แล้วทดลองเลียนแบบธรรมชาติ โดยหยิบกุ้งขึ้นมา 1 ตัว ฉีดเชื้อไวรัสหัวเหลืองที่เตรียมไว้แล้วใส่กุ้งกลับลงไปในตู้กระจก เพื่อให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายไปสู่กุ้งตัวอื่นๆ ที่อยู่ในตู้เดียวกัน
เมื่อสังเกตอัตราการตาย พบว่า 2 วันแรก บ่อควบคุมตายไป 8 ตัว ส่วนบ่อสมุนไพรตายเพียง 2 ตัว
เมื่อผ่านไป 14 วัน บ่อควบคุมตาย 40 ตัว ส่วนบ่อสมุนไพรตายไป 30 ตัว แล้วเมื่อถึง 20 วัน บ่อควบคุมตายหมด ส่วนบ่อสมุนไพรเหลือรอดถึง 60 ตัว
หลังจากนั้นเรานำกุ้งที่ตายส่งตรวจพยาธิสภาพ ส่วนกุ้งที่เหลือ 60 ตัวก็จับฆ่า แล้วส่งตรวจพยาธิสภาพเปรียบเทียบกัน พบว่า ในกุ้งก่อนที่ฉีดเชื้อหัวเหลืองมีการสุ่มออกมาเพื่อตรวจดูออร์แกนต่างๆ ปรากฏว่า เป็นปกติทั้งหมด และหลังจากให้เชื้อไป 14 วัน และ 20 วัน แล้ว พบว่าหลังจากที่กุ้งได้รับเชื้อในวันที่ 14 แล้ว วันที่ 20 นั้นกุ้งมีอาการกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม
ส่วนพญายอนั้น หลังจากลงเลี้ยงไปได้ 2 เดือนกว่าๆ ปรากฏว่าช่วงนั้นเชื้อหัวเหลืองระบาดในบริเวณฟาร์มทดลอง เราจึงไม่ใช้เชื้อ แต่จะดูในเรื่องที่ว่ากุ้งจะรอดหรือเปล่า ปรากฏว่าลูกใต้ใบหลังจากเลี้ยงไป 135 วัน กุ้งบ่อควบคุมได้ 37 ตัว/กก. บ่อสมุนไพรได้ 32 ตัว/กก.เกษตรกรอยากเลี้ยงต่อ แต่เมื่อผ่านไป 172 วันแล้ว กุ้งได้ 28 กับ 26 ตัว/กก.แต่กุ้งเริ่มไม่เข้ายอไม่กินอาหาร เกษตรกรจึงจับขายไป
พญายอ ที่ทดลองจาก 6 บ่อ ที่เป็นบ่อควบคุม 4 บ่อ และบ่อที่ใช้พญายอ 2 บ่อ ปรากฏว่าเมื่อไวรัสระบาด บ่อควบคุมตายไป 2 บ่อ เลี้ยงไป 150 กับ 165 วัน บ่อควบคุมได้ 35 ตัว/กก. บ่อสมุนไพร 30 ตัว/กก. แต่เมื่อเลี้ยง ไป 165 วัน ปรากฏว่าบ่อควบคุมได้ 38 ตัว/กก. บ่อสมุนไพรได้ 34 ตัว/กก. จึงจับกุ้งขึ้นมา อัตราการแลกเนื้อทั้ง 2 ฟาร์ม พบว่า FCR เท่ากับ 2 ทั้งสองฟาร์ม
ผลการวิจัยครั้งนี้จึงได้คำตอบว่า สมุนไพรช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในกุ้งได้ และการใช้เป็นลักษณะป้องกันจริง เพราะตอนที่ทดลองเรานำสารสกัดไปผสมกับเชื้อไวรัส ก่อนที่จะฉีดในตัวกุ้ง



โดย อัญจนา เกตุบุตร (วารสารสัตว์น้ำเศรษฐกิจ)