สรุปสั้นงานวันกุ้งกุลาดำ(สุราษฏร์)ครั้งที่13
29-30 มีนาคม 2546
ณ.โรงแรมวังใต้ อ.เมือง จ.สุราษฏร์ธานี
สรุปข้อมูลน่าสน จากงานกุ้งสุราษฏร์ ครั้งที่ 13
วันที่ 29-30 มีนาคม 2546
โดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล ฝ่ายวิชาการด้านต่างประเทศ(ซิตโต้กรุ๊ป)

สถานการณ์ การผลิตและตลาดกุ้งโลก และ ประเทศไทย
(สมาคมผู้อาหารแช่เยือกแข็งไทย , สมาคมผู้เลี้ยงผู้ผลิตและผู้ส่งออกกุ้งกุลาดำไทย และ สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย)
ปริมาณคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกุ้งในไทย ปัจจุบันมีประมาณ 1.5 ล้านคน
โดยปริมาณกุ้งส่งออกในปี 2545 ทั้งหมดคือ 212,091 ตัน มูลค่าประมาณ 73,947 ล้านบาท
ซึ่งยอดผลิตต่ำกว่าปีที่แล้ว -17% และยอดราคาส่งออกต่ำกว่าปีที่แล้ว -25% (กรมศุลกากร)
สัดส่วนการส่งออกกุ้งของไทยไปประเทศต่างๆมีดังนี้
อเมริกา 51% ญี่ปุ่น 22% อียู 3% แคนาดา 5% ออสเตรเลีย 3%
สิงคโปร์ 6% จีน 1% อื่นๆ 9%
มองย้อนปัญหาที่ไทยได้เคยประสบ
2533 ราคากุ้งตก
2536 โรคระบาด
2538 ยาปฏิชีวนะ(Anti-Biotic)
2540 ปัญหาเต่าทะเล
2542 จีเอสพี อียู
2544-45 ยาปฏิชีวนะ(Anti-Biotic)

ภาพรวมจากปี2545 การกินกุ้งของทั่วโลกเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา นั้นคือ ตลาดกุ้งโตขึ้น 10% แต่ไทยส่งออกลดลง 15%
ปัจจุบันตลาดกุ้งโลกเป็น ของผู้ซื้อ ดังนั้นไทยต้องเน้นคุณภาพกุ้ง ต้องสด สะอาดรสชาติดีไม่มีสารตกค้าง อีกทั้งต้องมีสุขลักษณะที่ดี (ไม่มีแบคทีเรียปนเปื้อน)
ประเมินแล้วไทยได้เปรียบประเทศอื่นตรงที่ มีถนนเข้าถึงบ่อกุ้ง แต่เราเสียเปรียบที่ เกษตรกรบางรายแช่กุ้งหลายวัน ถึงเวลาที่คนไทยต้องตระหนักแล้วว่ากุ้งต้องสด น๊อกกุ้งที่ปากบ่อ ส่งกุ้งให้เร็วถึงห้องเย็น อีกทั้งโบรกเกอร์หรือแพจับกุ้งต้องสุจริต
ภาพรวมตลาดกุ้งโลก
ผู้ผลิตทั้งหมดมีประมาณ 40 ราย
ผู้ผลิตใหญ่ 10 ราย ผลผลิต ประมาณ 85%ของผลผลิตทั้งหมด และ ผู้ผลิตกุ้ง 99% เป็นประเทศโลกที่สาม

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ผลผลิตกุ้งตกต่ำในปี2545
1.ไวรัสดวงขาว และ เรืองแสง
2.กุ้งโตช้า
3.ปัญหา สารตกค้าง ในผลผลิตกุ้ง

แนวทางการผลิตลูกกุ้งโรงเพาะฟัก (คุณเปรมศักด์ วนัชชสุนทร)
ปัญหาเรื่องโรค ลดลงได้ โดย พ่อแม่พันธุ์กุ้งต้องผ่านการตรวจพีซีอาร์ ลูกพันธุ์ ก็ต้องผ่านการตรวจพีซีอาร์ และ โรงเพาะฟักต้องปฏิบัติตามการจัดการของจีเอพี หรือ ซีโอซี
แนวทางลดปัญหากุ้งโตช้าของโรงเพาะ คือ ต้องหาหนทางหรือเทคนิคการผลิตที่ ทำให้ลูกกุ้งโตเร็วในบ่ออนุบาล
และปัญหาสารตกค้าง แก้ได้โดยการใช้แต่ผลิตภัณฑ์และปัจจัยที่ได้มาตรฐาน เลขทะเบียน และการรับรอง

แนวทางการเลือกกุ้งคุณภาพที่ได้นำเสนอคือ
*ไม่มีเชื้อไวรัสดวงขาว และวิบริโอเรืองแสง
*ต้องไม่มีสารตกค้าง โดยเฉพาะกลุ่มไนโตรฟูแรน และคลอแรม
*เป็นลูกกุ้งที่มีการเจริญเติบโตที่ดีในระหว่างการอนุบาล
*MGR 4:1 อัตราส่วนกล้ามเนื้อ ต่อ ขนาดลำไส้
*ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม เช่น ความเค็ม ฟอร์มาลีน

ปัญหาและทางออกของกุ้งในปัจจุบัน และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอนาคต โดย น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสตร์(ซีพี)
*ปัญหาได้แก่ กุ้งเป็นโรค แตกไซส์ ไม่โต
*ส่งออกปนเปื้อนสารต้องห้าม คลอแรม และ ไนโตรฯ

มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ไนโตรฟูแรน มาได้กับ ขี้ไก่(ทำสีน้ำ) และ ไข่ไก่ ที่เกษตรกรนิยมเอามาเคลือบอาหาร
กุ้งแตกไซด์ สาเหตุอาจเป็นไปได้ว่ามาจาก
1.ลูกกุ้งคุณภาพไม่ดี ดังนั้นต้องปรับตัวโดย เลือกลูกกุ้งที่เหมาะสม นั้นคือ พี15 ต้องยาว 12 มม.
2.โรงเพาะฟักและอนุบาลไม่ได้มาตรฐาน
3.การใช้อาหารลูกกุ้งที่มีคุณค่าทางโภชนาการไม่ครบถ้วน เช่นกรดไขมันที่จำเป็น โอเมก้า3 ฮูฟา
4.การใช้ยาปฏิชีวนะในระหว่างการอนุบาลลูกกุ้ง
5.ลงลูกกุ้งหนาแน่นเกินไป เราควรปรับมาเลี้ยงที่ 30-40 ตัวต่อตารางเมตรจะดีกว่า
6.การจัดการให้อาหารในช่วงเดือนแรก เกษตรกรอาศัยแต่อาหารธรรมชาติมากเกินไป และมีการบีบอาหาร
7.การให้อากาศในบ่อกุ้ง เช้าตรู่ เราควรมีออกซิเจนในน้ำไม่ต่ำกว่า 4 พีพีเอ็ม หากกุ้งในบ่อได้รับออกซิเจนไม่เต็มที่ก็มีผลทำให้กุ้งในบ่อโตช้าได้เช่นกัน
8.พื้นบ่อไม่สะอาด เราต้องปรับปรุงบ่อโดยมีการกำจัดของเสีย และไถพรวนพลิกพื้นบ่อ (ช่วงเตรียมบ่อ)
ข้อเสนอแนะแนวทางป้องกันโรค และสารตกค้างคือ
-สร้างระบบ Biosecure System
*กำจัดพาหะ และไวรัสในน้ำภายในระบบ
*ป้องกันพาหะ จากภายนอก (กั้นคอกกันปู ขึงเชือกเพื่อกันนก เปิด-ปิดไฟกันแมลง)
-ใช้ระบบ Probiotic Farming
*สร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมสำหรับการอาศัยของกุ้ง
*พีเอชน้ำคงที่
*ไม่มีก๊าซ หรือสารพิษในน้ำ เช่นแอมโมเนีย ไนไตร์ท
*ออกซิเจนเพียงพอ
*อาหารกุ้ง-อาหารธรรมชาติที่ดีมีคุณภาพ
เมื่อทุกอย่างก่อให้กุ้งไม่เครียด ส่งผลให้มีภูมิคุ้มกันดี กุ้งก็จะเจริญเติบโตดี

สถานการณ์ การเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด (คุณพยุง ภัทรกุลชัย นายกสมาคมฯ)
ย้อนยุคกลับไปมองสิ่งที่ผ่านมา
2505 ทดลองเพาะฟักลูกกุ้งก้ามกราม และส่งเสริมให้เลี้ยง
2530 สุพรรณบุรี ทดลองนำกุ้งกุลาดำมาเลี้ยงในน้ำจืด
2541 รัฐบาลออกคำสั่งระงับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดทั่วประเทศ
2544 ซีพี เปิดตัวกุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ใหม่ และแนะนำการเลี้ยงแบบใหม่
-เกษตรกรนครปฐมทดลองนำกุ้งขาวไปเลี้ยงในพื้นที่น้ำจืด
2545 เจอกุ้งหัวตะกั่ว ในก้ามกราม และสารต้องห้ามในกุ้งกุลาดำ เจอปัญหากุ้งโตช้า โรคระบาด
2545 พบสารต้องห้าม ในกุ้งก้ามกราม
ในพื้นที่น้ำจืด (กุลาดำและกุ้งขาว ) มีพื้นที่เลี้ยง ประมาณ 120,000 ไร่
มีผู้ผลิต หรือเกษตรกรอยู่ประมาณ 7,000 คนโดยมีผลผลิตประมาณ 50,000-70,000 ตัน
สำหรับก้ามกราม 80,000 ไร่ ผลผลิต 25,000-30,000 ตัน จากเกษตรกร 5,000 ราย
การเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด มีระบบ หลักๆคือ ระบบเปิด ระบบบำบัดน้ำแบบปิด ระบบหมุนเวียนน้ำแบบปิด ระบบหมุนเวียนน้ำแบบปิดร่วมกับไร่นาส่วนผสม

เกษตรกรไทย เป็นนักเลียนแบบ ( ซึ่งไม่ดี) เราต้องมีการประยุกต์ให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ แต่ละสถานการณ์
แนวทางที่มองไว้ในการแก้ปัญหาของธุรกิจกุ้งในปัจจุบัน

*จัดตั้งสถาบันกุ้งแห่งชาติ
*จัดตั้งบริษัทจัดหาพ่อแม่พันธุ์กุ้งคุณภาพแห่งชาติ
*จัดตั้งบริษัทผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งคุณภาพแห่งชาติ
*จัดตั้ง Central lab
*การฝึกอบรมเกษตรกร เพื่อเข้าสู่ระบบฟาร์ม จีเอพี และ ซีโอซ

ข้อเสนอแนะในการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืดด้านการเสริมแร่ธาตุในน้ำ
1.หว่านเกลือเม็ด
2.เติมน้ำเกลือเข้มข้น
3.หว่านปูนชนิดต่างๆ เช่น แคลเซี่ยมซัลเฟต
4.ผสมแร่ธาตุในอาหารให้กุ้งกิน

***ก่อนลงกุ้งในแหล่งพื้นที่น้ำจืด เกษตรกรควรสนใจ ค่า ความกระด้าง(Hardness) ไม่ควรต่ำกว่า 1,000 พีพีเอ็ม
ค่าอัลคาไลน์ ก็ไม่ควรต่ำกว่า 80 พีพีเอ็ม ความเค็มไม่ควรต่ำกว่า 5 พีพีที
อีกทั้งถ้าพบว่าเป็นช่วงกุ้งลอกคราบควรเสริมแร่ธาตุในอาหาร

การส่งถ่าย ปัญหา โรคไวรัส ระหว่างกุ้งขาว กับกุ้งกุลาดำในประเทศไทย
(บรรยายโดย ดร.ทิม เฟลเกล)

ไวรัสในกุ้ง....ความเสียหายอย่างรุนแรงในฟาร์มกุ้งมักมีสาเหตุเกิดจากไวรัส
แต่เรามีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไวรัสกับกุ้ง
เรารู้เพียงว่ากุ้งมีการตอบสนองต่อการติดเชื้อไวรัสในแบบที่แตกต่างจากสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง
โดยปกติกุ้งมักติดเชื้อไวรัสมากกว่าหนึ่งชนิดในตัวเดียวโดยไม่แสดงอาการ

การติดเชื้อตั้งแต่ สองชนิดขึ้นไป
โดยทั่วไปเรามักพบการติดเชื้อไวรัสสองชนิด แต่มีการรายงานน้อยมาก
การติดเชื้อตั้งแต่สามชนิดหรือมากกว่าอาจจะพบได้โดยทั่วไป
เรามักจะไม่ค่อยได้ตรวจกุ้งที่มีสุขภาพดี
กุ้งมักจะมีความอดทนต่อการติดเชื้อไวรัสโดยไม่ตาย

ตารางการติดเชื้อหลายชนิดในจังหวัดชุมพร
กุ้งที่ดูแข็งแรงจากลักษณะภายนอก
ตัวอย่างตับกุ้งที่มีการติดไวรัสสามชนิดพร้อมกัน

สถานภาพการติดเชื้อ
จำนวนกุ้ง
ร้อยละของทั้งหมด
ไม่มีการติดเชื้อ 14 5.9
ติดเชื้อ 223 94.1
จำนวนกุ้งที่ตรวจทั้งหมด 237 100.0
ติดเชื้อเพียงชนิดเดียว 50 21.1
MBV 8 3.4
HPV 13 5.5
WSSV 19 8.0
IHHNV 10 4.2
ติดเชื้อสองชนิด 69 29.1
ติดเชื้อสามชนิด 80 33.8
ติดเชื้อสี่ชนิด 24 10.1
ติดเชื้อตั้งแต่ 2 ถึง 4 ชนิด 173 73.0

การตอบสนองของกุ้งต่อการติดเชื้อไวรัส มีลักษณะตรงข้ามกับสัตว์ชั้นสูง

กุ้ง
สัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง
ไม่มีการอักเสบ มีการอักเสบ
เชื้อโรคมักยังคงอยู่ในตัวกุ้ง เชื้อไวรัสมักถูกกำจัดไป
ถึงแม้ว่าหายจากโรคแล้วยังสมารถแพร่เชื้อให้ตัวอื่นได้ ไม่สามารถแพร่เชื้อให้ตัวอื่นได้หลังหายจากโรค
ความอดทนต่อไวรัสมีให้เห็นเป็นปกติ ความอดทน ต่อไวรัสมีให้เห็นน้อย
ไม่มีแอนติบอดี้ในน้ำเลือด พบแอนติบอดี้ในน้ำเลือด
การติดโรคหลายชนิดพร้อมกันมีให้เห็นเป็นปกติ การติดโรคหลายชนิดพร้อมกันมีให้เห็นไม่บ่อยนัก

จากข้อมูลที่ได้มีการรวบรวมและศึกษาพอจะแบ่งได้ว่า

ไวรัสที่ไม่ทำให้กุ้งกุลาตาย
กลุ่มที่พบได้ง่ายแต่ไม่มีผลกระทบอะไรต่อกุ้ง:
-Infectious hypodermal and hematopoieitic necrosis virus (IHHNV)
-Mourylian virus (MOV)
-บางชนิดยังไม่รู้จักว่าคืออะไร เช่น 45 nm virions

กลุ่มที่ไม่ทำให้กุ้งตายแต่ทำให้โตช้า
-Monodon baculovirus (MBV)
-Hepatopancreatic parvovirus (HPV)


ไวรัสที่ไม่ทำให้กุ้งขาวตาย
ุกลุ่มที่โดยทั่วไปพบได้ง่ายแต่ไม่มีผลกระทบอะไรต่อกุ้ง
:-Lymphoid organ vacuolization virus (LOVV)
-บางชนิดยังไม่รู้จัก

ุกลุ่มที่ทำให้กุ้งตายได้บ้างหรือไม่ตายเลย แต่ทำให้โตช้า:
-Baculovirus penaei (BP)
-Hepatopancreatic parvovirus (HPV)

ไวรัสที่ทำให้กุ้งตาย
ุไวรัสที่ทำให้กุ้งทั้งสองชนิด(กุลาดำและกุ้งขาว)ตาย
:-ไวรัสหัวเหลือง (YHV)
-ไวรัสตัวแดงดวงขาว (WSSV)

ทำให้กุ้งขาวตายแต่กุ้งกุลาดำไม่ตาย
-Taura syndrome virus (TSV)

การแลกเปลี่ยนไวรัสอันตรายระหว่างกุ้งต่างๆ
กุ้งกุลาดำ มีไวรัส YHV WSSV IHHNV MOV?
กุ้งขาวมี LOVV ,TSV, BP

ซึ่งไวรัสข้างต้นนี้มีแนวโน้ม ที่จะมีการแลกเปลี่ยนข้ามพันธุ์กุ้งได้

มีขัอมูลที่ได้ยืนยังว่า ดร.ไลท์เนอ เจอไวรัส LOVV ในต่อมน้ำเหลืองของแม่กุ้งอันดามัน 2545

การทดลองและทดสอบในกุ้งกุลาดำ (ดร.บุญเสริม วิทยชำนาญกุล)
ุอ. บุญเสริม วิทยชำนาญกุลได้นำต่อมน้ำเหลืองของกุ้งกุลาดำที่โตช้ามาบดแล้วกรองเอาแบคทีเรียออก
ุจากนั้นนำส่วนที่กรองได้ฉีดเข้าไปในกุ้งที่ปลอดโรคแล้วเลี้ยงไว้ โดยมีกลุ่มควบคุมคือกุ้งที่ไม่มีการฉีด
ุผลหลังจากการเลี้ยงสองเดือน
-กลุ่มที่ไม่มีการฉีด ได้น้ำหนัก 8 กรัม
-กลุ่มที่ฉีด ได้น้ำหนัก 4 กรัม
ุนำต่อมน้ำเหลืองไปตรวจดูใต้กล้องจุลทรรศน์ และพบว่ามีไวรัสอยู่จริง
ดังรูปต่อมน้ำเหลืองใต้กล้อง

*****ข้อเสียของการตรวจหาไวรัสในกุ้งใหม่นี้เราต้องฆ่ากุ้ง
ดังนั้นดร.ทิมและทีมงานกำลังมองหาวิธีการตรวจที่ไม่ต้องฆ่ากุ้งเพื่อเป็นการเช็คพ่อแม่พันธุ์ และพาหะ
งานที่ ดร.ทิม และทีมงานกำลังทำงานอยู่คือ
ุตรวจหา inclusion bodies ในต่อมน้ำเหลืองของกุ้งที่โตช้า
ุทำงานร่วมกับ Dr. Lightner ในการแยกเชื้อบริสุทธิ์ เพื่อใช้ศึกษาคุณสมบัติต่าง ๆ ของเชื้อตัวใหม่นี้
ุกำลังแยก และศึกษาสารพันธุกรรมของไวรัสตัวนี้ซึ่งอาจจะเป็น RNA
ุทดสอบ primers โดยอาศัย conserved genes for a possible hit with the new virus

การแพร่ไวรัสวิธีอื่นที่อาจเป็นไปได้คือ จากกุ้งขาว ไปกุ้งก้ามกราม
-ไวรัสที่คล้ายกับTSV ทำให้กล้ามเนื้อของกุ้งก้ามกรามเปลี่ยนเป็นสีขาว และกุ้งตายในไต้หวันและประเทศแถบอเมริกา
-มีการรายงานว่ามีอาการแบบนี้แล้วในเมืองไทย

วิธีการป้องกัน
ุอย่าเลี้ยงกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวในบริเวณเดียวกันโดยเฉพาะในโรงเพาะฟัก
ุเอากุ้งขาวและกุ้งก้ามกรามไว้ให้ห่างกัน
ุตรวจไวรัสต่อไปนี้ในลูกกุ้งขาวก่อนปล่อยลงบ่อ ตัวแดงดวงขาว, TSV และ IHHNV
ุตรวจโรคตัวแดงดวงขาวในลูกกุ้งกุลาดำก่อนปล่อยลงบ่อ
ุอย่าเอาสัตว์ตระกูลกุ้ง เป็นอาหารพ่อ-แม่พันธุ์
ุอย่านำเข้ากุ้งหรือสัตว์ในกลุ่มเดียวกับกุ้ง เพื่อมาเพาะเลี้ยงโดยไม่ผ่านระบบการกักกันที่ดี

รวมกลเม็ดจาก ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ
เชื่อมั่นว่าเกษตรกรไทยปีนี้จะสามารถเลี้ยงกุ้งได้ไซส์ใหญ่(กุ้งโต)กว่าปีที่แล้ว เนื่องจากคนไทย ปล่อยกุ้งบาง เลือกลูกกุ้งมากขึ้น และสำคัญสุดคือ คนมีเงินน้อย เลยเลือกเฉพาะฟาร์มหรือบ่อที่มั่นใจว่าเลี้ยงได้ อีกทั้งอากาศก็ไม่ร้อนจัด เหมาะแก่การเลี้ยงกุ้ง

แนวคิดที่ตอบว่าทำไมกุ้งในบ่อ ตอนเริ่มตรวจลูกกุ้งไม่มีเชื้อกุ้งโตช้า แต่เมื่อเลี้ยงไปแล้วกุ้งในบ่อไม่ยอมโต พอจับแล้วเอาไปตรวจกลับพบเชื้อไวรัสที่ทำให้กุ้งโตช้าเพียบ คือ
เนื่องจากเราเลี้ยงกุ้งระบบปิด หรือถ่ายน้ำน้อย ทำให้ไวรัสโตช้าในกุ้งออกมาพร้อมขี้กุ้ง แต่เมื่อไม่ถ่ายน้ำมันจึงวนเวียนในบ่อ เข้ากุ้งตัวอื่นและเพิ่มจำนวนในกุ้ง จากนั้นก็หลุดออกมาภายนอกกับขี้กุ้งอีก เป็นอย่างนี้เรื่อยๆนั้นเอง

ตอนนี้สนใจพ่อแม่พันธุ์กุ้งจากพม่า เนื่องจากลูกกุ้งที่ได้จากแม่พม่า นั้นไม่แตกไซด์ ส่วนเรื่องไวรัส ก็มีเช่นกัน

เทคนิคที่พบในการลดปัญหากุ้งกุลาดำไม่โตคือ
ในเวลาเลี้ยงกุ้ง 60 วัน ถ้าเกษตรกรพบว่ากุ้งเริ่มโตช้า ให้ทำการถ่ายน้ำ

***หัวใจกุ้งขาว คือ ลูกกุ้งสำคัญที่สุด ถ้าสายพันธุ์ดีจับกุ้งได้ไม่เกิน 2 ไซส์ (นั่นคือไซส์ใกล้เคียงกันมาก)
การติดเชื้อไวรัสของกุ้งขาวในไทยที่พบบ่อย คือ IHHNV ทำให้กุ้งตัวคด กรีคด กรีไม่สมประกอบ กุด และถ้ามีเชื้อนี้ในปริมาณมากทำให้กุ้งขาวไม่โตได้เช่นกัน

ทิ้งท้ายงานกุ้งสุราษฏร์ ด้วย
ข้อมูลของพี่เฮง (คุณชูสิทธิ์ โรจน์เจริญศักดิ์)

ปีนี้ควรเลี้ยงกุ้งกุลาดำในอัตรา 4 -5 หมื่นตัวต่อไร่
ให้ความสำคัญต่อการให้อากาศ (การตีน้ำ) ในหน้าร้อน กลางวัน(ระบบปิด)ไม่ควรเปิดเครื่องแรงมากนัก
สำหรับฟาร์มต่างๆควรทะยอยปล่อยลูกกุ้ง เพื่อลดความเสี่ยง
สัจจธรรมของคนเลี้ยงกุ้ง
*อย่าให้ความโลภมาบดบังปัญญา
*อย่าใช้กุ้งเป็นข้ออ้าง(ถามตัวเองว่าวันนี้ยกยอแล้วหรือยัง)
*อย่าหาแพะ ทุกอย่างที่เกิดกับบ่อเป็นเพราะเราเองทั้งนั้นแหละ
*อย่าฟังเขาว่ามา (ต้องตรึกตรองและประยุกต์)

 

ขอขอบคุณทุกวิทยากรที่นำประสบการณ์และข้อมูลมาถ่ายทอดให้เกษตรกรในงานกุ้งสุราษฏร์
เป็นอย่างสูง
.......................................... เอกอนันต์ ยุวเบญจพล (ซิตโต้กรุ๊ป)