BACK
หอยเจดีย์กับผลกระทบต่อการเลี้ยงกุ้งและแนวทางในการจัดการ
บทความจาก หนังสือ ซิตโต้ อคา นิวส์
เขียนโดย...นายดินแดง

การเลี้ยงกุ้งนับวันจะมีปัญหาให้เกษตรกรและนักวิชาการระดมกันแก้ปัญหาตามเคย ปี 45 ใครพอมีกำไรคงมีกำลังที่จะสู้ต่อ แต่ปัญหาและอุปสรรคในปี 46 ที่ต้องฟันฝ่าก็ต้องสู้กันต่อไป ความระมัดระวัง ใส่ใจดูแลและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำและสุขภาพกุ้งตลอดเวลาเป็นสิ่งที่จำเป็น จากที่ผ่านมามีเกษตรกรหลายท่านที่ประสบปัญหาขาดทุนเพราะการแก้ปัญหาล่าช้าเกินไป และใช้ผลิตภัณฑ์ในการแก้ปัญหาไม่ถูกต้อง แทนที่จะเป็นการช่วยกุ้งกับเป็นการซ้ำเติมกุ้งให้เกิดปัญหามากกว่าเดิมอีก ที่เห็นได้ชัดปัญหาที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียและการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำอย่างฉับพลัย แพลงก์ตอนดรอป ซึ่งจุดหลักอยู่ที่หากพี่น้องเกษตรกรนำน้ำและกุ้งไปตรวจอย่างสม่ำเสมอกับนักวิชาการจะทำให้รู้ความเคลื่อนไหวของปัญหาสามารถแก้ปัญหาได้ทัน เพราะหากกุ้งมีปัญหามากแล้วผมเชื่อเลยว่าส่วนมากกการแก้ปัญหาไม่ประสบผลสำเร็จ หรือเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า ผมยังเชื่อว่าบริษัทที่ได้มาตรฐานมีการอบรมพนักงานในเรื่องวิชาการและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ไม่มุ่งงานขายสินค้ามากเกินไป จะสามารถช่วยให้เกษตรกรประหยัดต้นทุนในการเลี้ยง ทันต่อปัญหาที่เกิด และสามารถแก้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้ต้นทุนการผลิตที่ต่ำได้ สำหรับยาปฏิชีวนะหรือยาต้านจุลชีพที่ไม่ถูกกฏหมายควรร่วมมือกันห้ามใช้เด็ดขาด ส่วนยาที่ถูกต้องและอนุญาติให้ใช้ได้คงเริ่มทะยอยสู่ตลาดและพร้อมให้พี่น้องเกษตกรได้ใช้ในการแก้ปัญหาการติดเชื้อแบคทีเรีย เพราะอย่างไรการเลี้ยงกุ้งแบบหนาแน่นระบบปิดคงหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องแบคทีเรีย ส่วนการเลือกใช้เคมีภัณฑ์อื่นและอาหารเสริมก็เลือกที่มีทะเบียน บอกส่วนประกอบและข้อบ่งใช้ที่แน่นอน เอาบทเรียนสารตกค้างไม่ว่าจะเป็นคลอแรมเฟนิคอลและไนโตรฟูแรน ในปีที่ผ่านมาเป็นบทเรียน ต่อไปนี้เป็นประจำทุกฉบับในคอลัมงานวิจัยและพัฒนา จะเป็นการรวมบทความหรือผลงานที่เป็นที่น่าเชื่อถือ มีการเผยแพร่ต่อสารธารณะชนมาแล้ว เช่น บทความจากนักวิชาการ กรมประมง หรือจากนักวิชาการ ทั้งส่วนภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผลงานในรูปแบบวิทยานิพนธ์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถนำความรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ บวกกับประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งในฟาร์มของเกษตรกร ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยในการเลี้ยงซึ่งจะเป็นที่มาของหัวข้อบทความที่จะมีทุกฉบับในวารสาร ซิตโต้ อะควา นิวส์ (Sitto Aqua News) ที่มีการเสนอมุมมองปัญหา และมีการอ้างอิงโดยหลักวิชาการที่มีผลงานตีพิมพ์แล้วเป็นคำอธิบาย ดังนั้นในแต่ละบทความที่ผู้เขียนพยายามสื่อลงบนกระดาษเพื่อเสนอแนวทางในการจัดการปัญหาต่าง ๆ จึงเป็นที่มาของคำหลาย ๆ คำที่พี่น้องเกษตรกรต้องทำความเข้าใจ ซึ่งบางทีอาจหลีกเลี่ยงคำที่เป็นทางการบ้างแต่จะพยายามให้น้อยที่สุดเพราะจุดมุ่งหมายในการออกเอกสารเพื่อส่งข้อมูลถึงพี่น้องเกษตรกรเป็นหลัก และนักวิชาการที่ทำงานเกี่ยวกับกุ้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้และสื่อถึงเกษตรกรได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นจะมีการสลับกันระหว่างเนื้อหาที่เป็นวิชาการและมีการสรุปประเด็นที่พี่น้องเกษตกรเข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติได้จริง
ฉบับนี้เป็นฉบับแรกของวารสารจึงอยากจะสื่ออะไรหลาย ๆ อย่างให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้ตะหนักถึงปัญหาที่จะตามมา แต่ก็มีปัญหาหนึ่งที่เจอเกือบทุกที่และเกษตรกรมองผลกระทบที่มีต่อกุ้งน้อยเลยไม่ค่อยสนใจเพราะไม่ทำให้กุ้งตายเหมือนตัวแดงดวงขาวหรือหัวเหลือง แต่จริง ๆ ผลกระทบมันก็มีมากพอควร นั่นคือผลกระทบของหอยเจดีย์ต่อการเลี้ยงกุ้ง

ก่อนอื่นเรามารู้ก่อนว่าหอยเจดีย์มีการดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่มันเป็นอย่างไร
หอยเจดีย์ หรือหอยขี้นก ป็นหอยฝาเดี่ยว ลักษณะเป็นเกลียว ปลายแหลม คล้ายเจดีย์ มีขนาดโตประมาณ 2 เซ็นติเมตร แหล่งที่อยู่ตามโคลนแนวชายฝั่ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ความเค็มสูง กินพวกสารอินทรีย์ขนาดเล็ก แพลงก์ตอนพืช (สีน้ำ) และแบคทีเรียที่อยู่ตามพื้นดินเป็นอาหาร เมื่อเข้ามาในบ่อกุ้งสามารถเพิ่มปริมาณและเจริญเติบโตที่เร็วมาก ส่งผลต่อคุณภาพน้ำและการเจริญเติบโตของกุ้งโดยตรง ก่อนที่จะรู้ผลกระทบของหอยเจดีย์และแนวทางในการจัดการ ผมว่าเรามารู้วงชีวิตหรือระยะของมันก่อนว่ามีการพัฒนาอย่างไร เพื่อประโยชน์ว่าเราจะควบคุมหรือกำจัดมันได้ในระยะไหน เพราะหากเป็นตัวเต็มวัยมีเปลือกสมบูรณ์จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนซึ่งจะมีเกลียว 5 เกลียว พอถึงขั้นนี้เป็นการยากที่เราจะใช้สารเคมีในการควบคุมหรือต้องใช้ในปริมาณที่สูงมาก

ลักษณะทางอนุกรมวิธาน
Phylum Mollusca Subphylum Conchifera
Class Gastropoda Subclass Prosobranchia
Order Mesogastropoda
Family Cerithiidae
Science name Cerithium sp. Bruguiere,1789

วงชีวิตของหอยเจดีย์
เริ่มตั้งแต่แม่หอยวางไข่ลักษณะเป็นฝักเส้นสาย และจะเริ่มฟักตัวพัฒนาและมีการแบ่งเซลล์อย่างต่อเนื่องและพัฒนาเป็นลำดับดังนี้ เริ่มระยะคลีเวจ ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมงก็จะเข้าสู่ระยะแกสตรูลา และชั่วโมงที่ 40 ก็จะเข้าสู่ระยะเวลิเจอร์ซึ่งเป็นระยะตัวอ่อนของหอยจะมีการพัฒนาจนได้ลูกหอยระยะเวลิเจอร์ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 วันตั้งแต่วางไข่ หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ลูกหอยระยะคืบคลาน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15-20 วันหลังวางไข่และจะเข้าสู่ระยะมีเปลือกที่สมบูรณ์ความยาวประมาณ 1.45 มิลิเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 เดือนหลังวางไข่ และจะโตเต็มที่ใช้เวลาประมาณ 2 เดือนซึ่งมีความยาวประมาณ 2 เซ็นติเมตรซึ่งเป็นระยะที่สมบูรณ์และพร้อมผสมพันธ์วางไข่ได้
ระยะที่เราสามารถจัดการได้โดยการใช้สารเคมีเมื่อนำน้ำเข่าบ่อและมีไข่หรือตัวอ่อนหอยติดเข้ามาคือระยะเวลิเจอร์ ซึ่งจะมีอายุประมาณ 3 วัน ซึ่งทำลายหรือฆ่าหอยง่ายแต่ถ้าปล่อยให้หอยมีฝาสมบูรณ์มีเปลือก 5 เกลียวซึ่งใช้เวลา 1 เดือนหลังวางไข่ซึ่งยากที่จะใช้สารเคมีในการกำจัด

ขนาดและระยะเวลาในการพัฒนาของหอยเจดีย์ตั้งแต่ไข่ผสมจนเป็นลูกหอยขนาดเล็ก
ระยะ ขนาด(กว้าง x ยาว) เวลาในการพัฒนา
ระยะที่ไข่ได้รับการผสม 135 x 160 ไมครอน 2 ชั่วโมง
แบ่งเซลล์ครั้งที่1(first cleavage) 130 x 145 ไมครอน ชั่วโมงที่ 3
แบ่งเซลล์ครั้งที่2(second cleavage) 130 x 150 ไมครอน ชั่วโมงที่ 4
ระยะบลาสตูล่า(blastula) 135 x 150 ไมครอน ชั่วโมงที่ 7
ระยะแกสตูล่า(gastula) 145 x 150 ไมครอน ชั่วโมงที่ 7-18
ระยะต้นโทรโคฟอร์(early trochophore) 145 x 150 ไมครอน ชั่วโมงที่ 19-39
ระยะปลายโทรโคฟอร์(late trochophore) 130 x 150 ไมครอน ชั่วโมงที่ 40
ระยะต้นเวลิเจอร์(early veliger) 146 x 165 ไมครอน ชั่วโมงที่ 73
ระยะปลายเวลิเจอร์(late veliger) - 3 วัน
ระยะคลืบคลาน(creeping larvae) - 15-20 วัน
ลูกหอยเปลือกมี 5 เกลียว ยาว 1.45 มิลลิเมตร 1 เดือน
ที่มา : ดัดแปลงจาก กฤษณา(2540)



ผลกระทบของหอยเจดีย์ต่อกุ้งกุลาดำและแนวทางในการจัดการ

1. ปัญหาสีน้ำใส ทำสีน้ำลำบาก สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนและเกิดขึ้นทุกครั้งหากบ่อไหนมีหอยเจดีย์ระบาดมากคือสีน้ำใส ทำสีน้ำไม่ขึ้น อย่าลืมว่าหอยเจดีย์อาหารที่มันกินก็คือแพลงก์ตอน(สีน้ำ) บ่อไหนที่มีการเตรียมบ่อนานหรือกำจัดหอยเจดีย์ไม่ดีพอก็จะเจอปัญหานี้แน่นอน


แนวทางในการจัดการกรณีที่น้ำใสเพราะหอยเจดีย์ แสดงว่าปริมาณแพลงก์ตอนพืชที่เกิดขึ้นสู้อัตราการกรองกินของหอยเจดีย์ไม่ได้ ดังนั้นเราก็จำเป็นต้อง สร้างสีน้ำโดยต้องมีสารอาหารสำหรับทำสีน้ำอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มแร่ธาตุทั้งในรูปที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที เช่น การใส่ปุ๋ย 16-20-0 หรือ ปุ๋ยเคมีอื่นที่ประกอบด้วยสัดส่วนของฟอสฟอรัสที่มากกว่าตัวอื่น ๆ เพราะธาตุอาหารหลักที่แพลงก์ตอนหรือสีน้ำต้องการก็เหมือนกับพืชทั่วไป คือ N-P-K ก็คือสูตรปุ๋ย ที่เขียนข้างกระสอบนั่นเอง โดยให้เน้นตัวฟอสฟอรัส และไนโตรเจน แต่หากในน้ำมีแอมโมเนียมากก็เน้นตัวฟอสฟอรัส หรือตัวเลขตรงกลางอย่างเดียว อัตราที่ใช้ 3-5 กิโลกรัม ทุก ๆ 7 วันจนกว่าสีน้ำจะขึ้น แต่จุดที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จหรือไม่ ต้องมีแพลงก์ตอนเริ่มต้น ถ้าไม่มีก็ดันน้ำจากบ่อที่สีเขียวในฟาร์มที่แน่ชัดว่าไม่มีโรคไวรัส เข้าบ่อประมาณ 20 เซ็นติเมตรเพื่อเป็นหัวเชื้อแพลงก์ตอน
อีกวิธีที่ใช้และประสบผลสำเร็จในการคุมสีน้ำ คือการใช้ผลิตภัณฑ์โคโนส 500 ซึ่งเป็นแร่ธาตุปรับสภาพดินและน้ำ ที่อยู่ในรูปที่แพลงก์ตอนสามารถนำไปใช้ได้ทันทีและยังประกอบด้วยแร่ธาตในรูปสารอินทรีย์ที่จำเป็นสำหรับสีน้ำและกุ้ง ที่ค่อย ๆ ปลดปล่อยออกมาจึงมีแร่ธาตุที่จำเป็นในการใช้ทั้งกุ้งและสีน้ำเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราการใช้เมื่อสีน้ำใสใช้ร่วมกับวิธีการข้างต้นใช้ โคโนส 500 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมน้ำสาด ในช่วงกลางวัน และตามด้วยบลูมเมอร์(สารอาหารสำหรับแพลงก์ตอน) อัตรา 2 ลิตรต่อไร่ ทำติดต่อกันทุกสัปดาห์ในเดือนแรก สีน้ำจะขึ้นเร็วและนิ่งนาน โดยแร่ธาตดังกล่าวกุ้งก็สามารถนำไปใช้ในการลอกคราบสร้างเปลือกได้ด้วย

2. ปัญหาเรื่องพีเอชและอัลคาไลน์ต่ำ หอยเจดีย์มีชีวิตและต้องการแร่ธาตุในการสร้างเปลือกเหมือนกับกุ้ง เพราะเปลือกหอยเจดีย์ก็ประกอบด้วยหินปูน(แคลเซี่ยมคาร์บอเนต) ดังนั้นอัลคาไลน์ในน้ำจะถูกนำไปใช้ในการสร้างเปลือกและการเจริญเติบโตของหอย สังเกตง่าย ๆ หากเรากำจัดหอยไม่ดีในช่วงเตรียมบ่อ สองเดือนแรกในการเลี้ยงจะมีปัญหาเรื่องพีเอชและอัลคาไลน์ตกบ่อย ๆ โดยเฉพาะ 1 เดือนแรกซึ่งเป็นระยะที่หอยมีการใช้แร่ธาตุมากในการสร้างเปลือก และจะสมบูรณ์ ความต้องการน้อยลงซึ่งปัญหานี้จะลดลงเมื่อผ่านกุ้ง 2 เดือนแล้ว เมื่ออัลคาไลน์ลดลงก็ทำให้พีเอชของน้ำแกว่งตามไปด้วย และทั้งกุ้งและหอยเจดีย์จะมีการใช้ออกซิเจนในการเจริญเติบโตและปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซค์ออกมาซึ่งเมื่อรวมกับน้ำจะทำให้เกิดกรดจึงเป็นปัญหาว่าหากหอยมากจริง ๆ จะทำให้พีเอชและอัลคาไลน์ของน้ำต่ำ

ความเค็ม 0ตัว/ตารางเมตร 100ตัว/ตารางเมตร 300ตัว/ตารางเมตร 500ตัว/ตารางเมตร
พีพีที พีเอช อัลคาไลน์ พีเอช อัลคาไลน์ พีเอช อัลคาไลน์ พีเอช อัลคาไลน์
20
8.2
115.9
8.2
112.6
8.1
95.9
8.0
95.7
30
8.2
122.2
8.1
124.2
8.0
106.6
7.9
74.6
40
8.2
122.1
8.0
112.0
8.0
110.4
8.0
95.9

ที่มา : ดัดแปลงจาก กฤษณา(2540)
จากตารางงานทดลองนี้เป็นค่าเฉลี่ยพีเอชและค่าอัลคาไลน์ที่เลี้ยงในสภาพที่มีหอยเจดีย์หนาแน่นแกต่างกันเป็นระยะเวลา 60 วัน จะเห็นได้ชัดเลยว่ายิ่งมีหอยในบ่อมากค่าอัลคาไลน์และพีเอชจะต่ำ ทั้ง ๆ ที่การทดลองนี้เป็นการเอาหอยที่เป็นตัวเต็มวัยที่สมบูรณ์ในการสร้างเปลือกแล้วยังสามารถที่จะทำให้พีเอชและอัลคาไลน์ลดลง แต่ในสภาพจริงในบ่อหากมีไข่หอยหรือหอยขนาดเล็กยิ่งต้องการค่าอัลคาไลน์ไปสร้างเปลือกมากกว่านี้อีกและไหนกุ้งก็ต้องใช้ ดังนั้นในความเป็นจริงหากมีหอยในบ่อค่าอัลคาไลน์และพีเอชจะตกมากว่านี้อีกในช่วง 2 เดือนแรกของการเลี้ยง และถ้าเป็นหอยใหญ่เปลือกสมบูรณ์และปล่อยกุ้งแล้วยากมากที่จะใช้สารเคมีจัดการเพราะมันจะกระทบกระเทือนต่อกุ้งของเราในบ่อ
แนวทางในการจัดการ วัสดุปูนเป็นสิ่งที่จำเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเพิ่มค่าพีเอชและค่าอัลคาไลน์ หากต้องการเพิ่มค่าพีเอชอย่างรวดเร็วคือปูนเผา ปูนขาว ปูนโดโลไมท์ ปูนเปลือกหอย ตามลำดับ ส่วนปูนที่เพิ่มค่าอัลคาไลน์รวดเร็วคือปูนไบคาร์บอเนต แต่ผลในการเพิ่มพีเอชจะน้อย หลักในการเพิ่มพีเอชค่อย ๆ เพิ่มทุกวันจนให้ได้ระดับไม่ต่ำกว่า 7.5 ประคองโดยการใส่ปูนไปเรื่อย ๆ จนกว่าค่าพีเอชจะนิ่ง การใช้ปูนควรใช้ปูนขาว(Ca(OH)2)ร่วมกับการใช้ปูนโดโลไมท์(CaMg(CO3)2) เพราะจะได้ทั้งแคลเซี่ยมและแม็กนีเซี่ยม ซึ่งจะเป็นการเพิ่มแร่ธาตุให้แพลงก์ตอนด้วย
ตัวอย่าง อัตราการใช้ปูนไบคาร์บอเนตเพื่อเพิ่มค่าอัลคาไลน์ สมมมุติ อัลคาไลน์ในน้ำเท่ากับ 50 พีพีเอ็ม ต้องการเพิ่มเป็น 80 พีพีเอ็ม แสดงว่าค่าผลต่างเท่ากับ 30 ดังนั้นต้องใช้ปูนไบคาร์บอเนตเพื่อเพิ่มอัลคาไลน์เท่ากับ 30 x 1.5 = 45 กิโลกรัม/ไร่ เพราะฉนั้นถ้าต้องการเพิ่มอัลคาไลน์เท่าไหร่ก็เอาค่านั้นคูณด้วย 1.5 ก็จะได้จำนวนเป็นกิโลกรัม/ไร่


3. ปัญหาเรื่องการขาดออกซิเจน สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจและการเผาผลาญเพื่อการเจริญเติบโต รวมทั้งหอยเจดีย์ด้วย ดังนั้นหากมีจำนวนมากจริง อาจเกิดปัญหาเรื่องออกซิเจนได้ โดยเฉพาะในช่วงหัวรุ่งหรือเช้ามืด อย่าลืมออกซิเจนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากถึงแม้ว่าเป็นกุ้งเล็กหากมีหอยมากกลางคืนก็ควรตีน้ำเต็มที่


4. ปัญหาของเสียและกาซพิษ หอยเจดีย์มีการกินอาหารและต้องมีการขับถ่ายของเสียกาซพิษ หรือขับถ่ายของเสียในรูปกรด ซึ่งปริมาณไม่มากแต่ก็มีผลทำให้กุ้งเกิดความเครียดได้เหมือนกัน
5. เป็นพาหะนำโรคระบาด ทั้งแบคทีเรียและไวรัส บ่อที่เคยมีปัญหาเรื่องโรคระบาดอย่างรุนแรงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำจัดหอยเจดีย์ให้หมด และตากบ่อให้แห้งและนานกว่าปกติอย่างน้อย 1 เดือน จนมั่นใจว่าหอยที่เคยมีในรอบที่เลี้ยงกุ้งมีปัญหาตายหมดบ่อ หากในบ่อไม่มีน้ำและโคลนแห้ง แน่นอนหอยก็จะตายในที่สุด จากรายงานของ จรีพรและกิจการ(2542) สามารถตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาวในหอยเจดีย์ซึ่งแสดงว่าหอยเจดีย์สามารถเป็นพาหะนำโรคตัวแดงดวงขาวได้ แต่ตัวมันไม่ตายหรือไม่มีปัญหา ดังนั้นไม่ควรที่จะเร่งลงกุ้งเร็วเกินไป หากบ่อนั้นเกิดโรคตัวแดงดวงขาวหรือมีประวัติกุ้งตาย ควรตากบ่อให้แห้งหรือกำจัดหอยออกให้หมดก่อน

แนวทางการจัดการ หากบ่อไหนมีประวัติบ่อเกิดโรคตัวแดงดวงขาวหรือโรคระบาด ควรตากบ่อนานกว่าปกติและมั่นใจว่าไม่มีหอยหลงเหลือในบ่อ และขั้นตอนในการเตรียมน้ำควรมีการกำจัดหอยวัยอ่อนและไข่ที่เล็ดลอดเข้ามา
6. มีผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตกุ้ง ถ้าเทียบบ่อที่มีปัญหาหอยเจดีย์และบ่อที่ไม่มีปัญหา เป็นที่แน่นอนว่าทั้งผลผลิต การเจริญเติบโตหรืออัตรารอดตายของกุ้งกุลาดำ ในบ่อที่มีปัญหาจะต่ำกว่าบ่อที่เลี้ยงปกติที่ไม่มีการระบาดของหอยเจดีย์ ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับแร่ธาตุ หรือการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติน้ำจากหอยเจดีย์ ขอยกตัวอย่างงานวิทยานิพนธิ์ที่ศึกษาผลกระทบของหอยเจดีย์ต่อกุ้งกุลาดำในเรื่องผลผลิตและการเจริญเติบโต ซึ่งเป็นงานทดลองที่เลี้ยงกุ้งจริงในบ่อดิน

บ่อเลี้ยงกุ้ง เวลาเลี้ยง(วัน) ผลผลิต(กิโลกรัม/ไร่) อัตรารอด(เปอร์เซ็นต์) อัตราแลกเนื้อ(FCR) จำนวนหอยเจดีย์(กก./ไร่)
บ่อที่ 1 มีหอยเจดีย์ 151 1185 60.29 1.90 533
บ่อที่ 2 มีหอยเจดีย์ 151 1015 39.99 1.81 413
บ่อที่ 3 มีหอยเจดีย์ 135 1516 74.58 1.98 129
เฉลี่ย 146 1239 58.29 1.90 359
บ่อที่ 1 ไม่มีหอย 140 1707 86.66 1.86 -
บ่อที่ 2 ไม่มีหอย 148 799 31.69 2.05 -
บ่อที่ 3 ไม่มีหอย 140 2136 98.00 1.63 -
เฉลี่ย 143 1547 72.12 1.85 -

ที่มา : ดัดแปลงจาก กฤษณา(2540)

7. แย่งอาหารและพื้นที่อยู่อาศัยของกุ้ง กุ้งกุลาดำพฤติกรรมคือจะมีการหมกเลนและหากินบริเวณพื้นบ่อ หากมีหอยมากแน่นอนกุ้งก็จะลงไปกินอาหารลำบากและอาหารบางส่วนยังต้องสูญเสียไปจากหอยเจดีย์ได้

นวทางในการกำจัดหอยเจดีย์
ในการกำจัดหอยเจดีย์มีสารเคมีหลายชนิดที่สารถฆ่าหอยได้ แต่ต้องระมัดระวังในการใช้งานเพราะผลกระทบในระยะยาวสำหรับสารเคมีบางตัวกับกุ้งยังไม่มีการศึกษามากนัก เช่น เบลูไซด์ เบรสแตน-60 ซึ่งหากจะมีการใช้จริงต้องรองานวิจัยและผลงานที่แน่ชัดเสียก่อน แต่สารเคมีที่เราใช้เป็นประจำในการกำจัดหอยเจดีย์ก็มีหลายชนิดให้เลือกแต่ระยะไหนของหอยหรือความเข้มข้นสารเคมีเท่าไหร่ที่สามารถกำจัดได้ นี่แหละคือจุดสำคัญในการกำจัดหอย
แนวทางที่ดีที่สุดกรณีที่ไม่รีบลงกุ้งมากนักและไม่ใช่ฤดูฝน การตากบ่อให้แห้งเลยและห้ามพื้นบ่อบ่อเปียก ไม่มีแอ่งน้ำ ตากบ่อประมาณ 1เดือน แดดจัด ๆ หอยก็ตายหมด หรือหากในบ่อพื้นไม่เสมอมีแอ่งน้ำก็สามารถใช้สารเคมีสาดลงบริเวณนั้นได้ ที่ปลอดภัยและได้ผล เช่น บีเคซี คลอรีน และกากชา ซึ่งผลกระทบที่มีต่อกุ้งน้อยมาก บ่อไหนที่มีประวัติเกิดโรคตัวแดงดวงขาวหรือขี้ขาวรุนแรง ควรมีการกำจัดหอยออกให้หมดให้แน่ใจก่อนการเตรียมบ่อทำสีน้ำ ถึงมันจะลำบากก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องกำจัดออกให้หมดหรือแน่ใจว่ามันตายในบ่อ ไม่เอาออกทิ้งไม่เป็นไรแต่ต้องมั่นใจว่าตายในบ่อ
ระยะของหอยเจดีย์ที่สามารถใช้สารเคมีจัดการได้ ต้องเป็นระยะตัวอ่อน(ระยะเวลิเจอร์) หรือไม่เกิน 3 วันหลังจากแม่หอยวางไข่ หรือไม่ควรนานเกิน 7 วันหลังจากดันน้ำเข้า เพราะหากเป็นตัวแก่หรือมีเปลือกสมบูรณ์ ประมาณ 30 วันหลังจากเป็นไข่จะเป็นระยะที่มีเปลือกสมบูรณ์แต่ตัวขนาดเล็กที่เรามองเห็นเป็นเม็ดดำ ๆ ตามขอบบ่อ ซึ่งหากเลยระยะนี้แล้วจะยากมากที่จะจัดการในบ่อ ดังนั้นในการเตรียมน้ำหลังจากดันน้ำเข้าบ่อเรามีการกรองอย่างดี ก่อนดันน้ำเข้าก็กำจัดหอยหมดแล้ว แต่เลี้ยงไปทำไมยังมีหอยเจดีย์อีก แสดงว่าอาจจะเล็ดลอดมากับน้ำที่ดันเข้า สารเคมีชนิดไหนที่สามารถกำจัดได้ ปลอดภัยกับกุ้งที่จะปล่อย
ผู้เขียนขอยกตัวอย่างงานวิจัยของคุณ กฤษณา(2540) ที่ทดสอบสารเคมีที่สามารถกำจัดหอยเจดีย์ระยะเวลิเจอร์หรือระยะตัวเต็มวัยเริ่มต้นที่สามารถกำจัดได้ ดังนี้
บีเคซี ที่ระดับความเข้มข้น 2 พีพีเอ็ม กำจัดหอยเจดีย์ได้ 100 % ภายใน 42 ชั่วโมง
ที่ระดับความเข้มข้น 3 พีพีเอ็ม กำจัดหอยเจดีย์ได้ 100 % ภายใน 23 ชั่วโมง
ที่ระดับความเข้มข้น 4 พีพีเอ็ม กำจัดหอยเจดีย์ได้ 100 % ภายใน 21 ชั่วโมง
ที่ระดับความเข้มข้น 5 พีพีเอ็ม กำจัดหอยเจดีย์ได้ 100 % ภายใน 18 ชั่วโมง
กากชา ที่ระดับความเข้มข้น 50 พีพีเอ็ม กำจัดหอยเจดีย์ได้ 99.47 % ภายใน 48 ชั่วโมง
ที่ระดับความเข้มข้น 60 พีพีเอ็ม กำจัดหอยเจดีย์ได้ 100 % ภายใน 30 ชั่วโมง
คลอรีน ที่ระดับความเข้มข้น 35 พีพีเอ็ม กำจัดหอยเจดีย์ได้ 100 % ภายใน 42 ชั่วโมง
ที่ระดับความเข้มข้น 40 พีพีเอ็ม กำจัดหอยเจดีย์ได้ 100 % ภายใน 24 ชั่วโมง
ที่ระดับความเข้มข้น 50 พีพีเอ็ม กำจัดหอยเจดีย์ได้ 100 % ภายใน 15 ชั่วโมง

นี่เป็นเพียงข้อมูลในเชิงวิชาการแต่เวลาการใช้งานจริง ๆ ก็ต้องมีการปรับปริมาณการใช้และอัตราการใช้ออกมาให้เป็นหน่วยกิโลรัมหรือลิตร เพื่อให้เกษตรกรง่ายต่อการใช้ดังนี้

ตัวอย่างการคำนวณ
บีเคซี ความเข้มข้นที่กำจัดหอยเจดีย์วัยอ่อน(เวลิเจอร์) ที่ระดับ 2 พีพีเอ็ม
แสดงว่า บ่อขนาด 1 ไร่ ระดับน้ำลึก 1 เมตร ต้องใช้บีเคซีอัตรา 2x1.6 เท่ากับ 3.2 ลิตร/ไร่ ถ้าน้ำลึก 1.2 เมตรหรือมากกว่าก็เอาค่านั้นคูณ เลยก็จะออกมาเป็นอัตรา ลิตร/ไร่
เช่น บ่อขนาด 1 ไร่ เนื้อน้ำลึก 1.2 เมตร ระดับที่ใช้ฆ่าหอยความเข้มข้นบีเคซีที่ใช้ 2 พีพีเอ็ม
ต้องใช้บีเคซี เท่ากับ 2x1.6x1.2 = 3.84 ลิตร/ไร่
หรือบ่อขนาด 3 ไร่ น้ำลึก 1.2 เมตร ระดับที่ฆ่าหอยความเข้มข้นบีเคซีที่ใช้ 2 พีพีเอ็ม
ต้องใช้ บีเคซี 2x3x1.6x1.2 = 11.52 ลิตร

กากชา ความเข้มข้นที่กำจัดหอยเจดีย์วัยอ่อน(เวลิเจอร์) ที่ระดับ 50 พีพีเอ็ม
บ่อขนาด 1 ไร่ เนื้อน้ำลึก 1.2 เมตร ต้องใช้ เท่ากับ 50x1.6x1.2 = 96 กิโลกรัม/ไร่
หรือบ่อขนาด 3 ไร่ น้ำลึก 1.2 เมตร ระดับที่ฆ่าหอยความเข้มข้นกากชาที่ใช้ 50 พีพีเอ็ม ต้องใช้กากชา เท่ากับ 50x3x1.6x1.2 = 288 กิโลกรัม

คลอรีนผง ความเข้มข้นที่กำจัดหอยเจดีย์วัยอ่อน(เวลิเจอร์) ที่ระดับ 35 พีพีเอ็ม
บ่อขนาด 1 ไร่ เนื้อน้ำลึก 1.2 เมตร ต้องใช้ เท่ากับ 35x1.6x1.2 = 67.2 กิโลกรัม/ไร่
หรือบ่อขนาด 3 ไร่ น้ำลึก 1.2 เมตร ระดับที่ฆ่าหอยความเข้มข้นคลอรีนที่ใช้ 35 พีพีเอ็ม ต้องใช้ คลอรีนผง เท่ากับ 35x3x1.6x1.2 = 201.6 กิโลกรัม

จากอัตราการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดสามารถกำจัดหอยเจดีย์ได้แต่นี่เป็นข้อมูลในงานทดลองในการใช้จริงในบ่อต้องขึ้นกับปัจจัยอื่นอีกหลายปัจจัย เช่น ปริมาณสารอินทรีย์และความสะอาดของน้ำ ดังนั้นอัตราการใช้ที่ได้ผลในบ่อควรจะไม่ต่ำกว่านี้ จากตัวเลือก 3 ตัว การใช้บีเคซี น่าจะมีความเป็นไปได้ในการเตรียมบ่อในการกำจัดหอยเจดีย์และในอัตราการใช้ดังกล่าว ยังสามารถฆ่าเชื้อในน้ำได้ ส่วนกากชาและคลอรีนก็สามารถใช้ได้เหมือนกันขึ้นอยู่กับเกษตรกร ความถนัดและคุ้นเคยกับการใช้สารเคมี หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายอันไหนมากกว่ากันและที่สำคัญ ควรกำจัดหอยขณะเตรียมบ่อและหอยไม่ควรโตเต็มที่หรือมีเปลือกสมบูรณ์ ควรลงสารเคมีหลังจากดันน้ำเข้าบ่อไม่เกิน 3-7 วัน
จากบทความฉบับนี้เป็นการสื่อถึงเรื่องความสำคัญในการเตรียมบ่อที่จำเป็นต้องกำจัดหอยออกให้หมดเพราะจะเป็นตัวที่จะทำให้เราต้องแก้ปัญหาต่าง ๆ ตามมา

เอกสารอ้างอิง

กฤษณา รัตนอาภา. 2540. ผลกระทบของหอยขี้นก(Cerithium sp. Bruguere) ต่อการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ(Penaeus monodon Fabricius) แบบพัฒนาระบบปิด. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ. 193 น.
จรีพร เรืองศรี และ กิจการ ศุภมาตย์. 2542. การตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาวจากพาหะเชื้อและสิ่งมีชีวิตธรรมชาติโดยปฏิกิริยาลูกโซ่โพลิเมอเรส. การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 37 วันที่ 3-5 กุมภาพันธ์ 2542, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ. 81-94.

กลับไปหน้า แรก

หอยเจดีย์กับผลกระทบต่อการเลี้ยงกุ้ง
และแนวทางในการจัดการ