นานาสาระเรื่องกุ้งจากคนเลี้ยง
โดย ดร.สถาพร ดิเรกบุษราคม
สนับสนุนข้อมูล โดย สัตว์น้ำเศรษฐกิจ
นานาสาระเรื่องกุ้งจากคนเลี้ยง
จากการที่ได้สัมผัสกับผู้เลี้ยงตลอดช่วงเวลาที่เดินทางไปเก็บข้อมูลมาทำรายการ "สนทนาภาษากุ้ง" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 2545 -46 นี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ธุรกิจกุ้งประสบปัญหามากที่สุด ทั้งปัจจัยภายนอก เช่น การตรวจสอบสารตกค้าง และปัจจัยภายในที่ทำให้เกิดสภาวะการขาดทุนมากที่สุด คือ ปัญหากุ้งแคระแกรนนั่นเอง อย่างไรก็ตามยังมีเกษตรกรกลุ่มหนึ่งที่เลี้ยงแล้วยังสามารถทำกำไรจากธุรกิจนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 5% ของผู้เลี้ยงกุ้งทั้งหมด เมื่อได้พูดคุยในรายละเอียดแล้ว พบว่าแม้วิธีการเลี้ยงในรายละเอียดจะแตกต่างกัน แต่มีหลักการคิดและปฏิบัติงานไม่ต่างกันเลย ซึ่งพอสรุปได้เป็นข้อๆดังนี้
1.การเตรียมบ่อ ทุกท่านจะพิจารณาจากพื้นฐานของบ่อเลี้ยงที่มีอยู่ เช่น บ่อที่มีการรั่วซึมก็มักมีการซ่อมแซมตกแต่งคันบ่อ ป้องกันไม่ให้น้ำจากบ่อข้างเคียงซึมเข้าบ่อ โดยเฉพาะที่มีปัญหาสนิมเหล็ก (สังเกตได้จากน้ำสีแดงๆคล้ายสนิมเหล็กไหลออกมาเมื่อมีน้ำซึมจากข้างบ่อหรือพื้นบ่อ) ซึ่งมีวิธีการแก้โดยทำแกนดินเหนียวที่คันบ่อ หรือเอาพลาสติกใส่ที่บริเวณแกนบ่อ
สำหรับเลนที่พื้นบ่อ มีวิธีการที่แตกต่างกัน ดังนี้
ไม่เอาขี้เลนออกแล้วทำการไถคราดพรวน ส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้วิธีนี้ การพรวนอาจใช้รถไถนา หรือเรือคราดพรวนน้ำก็ได้ ซึ่งจะต้องทำทุกวันติดต่อกันอย่างน้อย 3 อาทิตย์ บางบ่อก็จะตากบ่อได้อีก แต่บางบ่อก็เอาน้ำใส่บ่อเลย พบว่าการเตรียมน้ำด้วยวิธีนี้จะมีสีน้ำค่อนข้างนิ่ง และทำสีน้ำง่าย มีสัตว์หน้าดินเกิดมาก โอกาสที่โรคจะเกิดมีน้อยมาก เพราะพื้นบ่อได้รับการบำบัดอย่างสมบูรณ์
ไม่เอาขี้เลนออก 1 รุ่น ไม่ตากให้แห้ง โรยปูนขาว ใส่น้ำเลย แล้วจะกำจัดเลนในรุ่นที่ 2 (คุณประยูร หงส์รัตน์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจันทุบรี ) โดยตากพื้นบ่อให้แห้งประมาณอย่างน้อย 45 วัน แล้วใช้รถแมคโคนำขี้เลนไปตกแต่งคันบ่อ อย่างไรก็ตามในการเลี้ยงรุ่นที่ 2 ที่ในช่วงเตรียมบ่อไม่เอาขี้เลนออก แล้วทำสีน้ำเลย บางบ่อก็เกิดปัญหาโรคในช่วงอายุ 1 เดือน ประมาณ 5-7 % ของบ่อ (อาจเนื่องจากเลนที่ไม่ได้รับการบำบัดมีมากเกินกว่าที่ระบบรรมชาติจะบำบัดได้ทัน) อีกทั้งการเจริญเติบโตของกุ้งในช่วงหลังจะช้ากว่ารุ่นแรกที่มีการพักบ่อโดยการตากบ่อ
ไม่เอาเลนออก (เลนมีน้อย) แล้วตากให้แห้งประมาณ 2 เดือน โรยปูนมาร์ลในกรณีทีดินเป็นกรด
เอาเลนออก แล้วตากให้พื้นบ่อแห้งประมาณ 2 - 3 เดือน โรยปูนมาร์ลในกรณีที่เป็นกรด (จะใส่ในอัตราส่วนเท่าไรก็อาจใช้ตามวิธีคุณคำนึง มฤคี ชมรมกุ้งกันตัง ที่ทำพื้นดินเป็น 1 ตารางเมตร พรวนดินเป็นเนินขึ้นมา ใส่ปูนมาร์ลที่ละ 1 กิโลกรัม แล้ววัดค่าพีเอชดินให้ได้ประมาณ 7 ถ้าไม่ถึงก็ใส่อีก จากนั้นนำจำนวนปูนที่ใส่ทั้งหมดนั้นมาคูณกับ 1,600 ก็จะได้ปริมาณปูนที่จะใช้ / 1 ไร่ )
2.การเตรียมน้ำและสัตว์หน้าดิน ส่วนใหญ่จะมีบ่อพักน้ำ หรือบริเวณที่สูบน้ำเข้า อยู่ด้านหลังของป่าชายเลน อาทิเช่น คุณอานนท์ อารีราษฎร์ กลุ่มเนินพระ นอกจากนี้ในกรณีของคุณวิษณุ หยกจินดา ได้ให้ชาวบ้านท้องถิ่นทำแปลงหอยนางรมไว้บริเวณคลองส่งน้ำ แล้วทำการสูบน้ำหลังแปลงหอยนางรม พบว่าบริเวณนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ มีพันธุ์ปลานานาชนิดที่ช่วยในการบำบัดน้ำได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้รับความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านด้วย ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องขโมยแต่อย่างไร ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าในฟาร์มได้อีกทางหนึ่ง นับว่าเป็นการสร้างรั้วใจที่ดีและมีประสิทธิภาพอีกทางหนึ่ง (เวลาจับกุ้งก็มีการการแบ่งกุ้งไปแจกชาวบ้านด้วย) การที่บริเวณสูบน้ำมีป่าชายเลน ทำให้น้ำที่ได้คุณภาพดีขึ้น เพราะป่าชายเลนช่วยในการดูดซับแร่ธาตุและปุ๋ยที่มีอยู่เกินพอในน้ำออกได้ เวลาสูบน้ำเข้าบ่อที่ปลายท่อน้ำเข้ามีผ้ากรองอยู่ นอกจากนี้บริเวณที่สูบเข้าปลายท่อก็มีอวนมุ้งฟ้ากั้นด้วยเช่นกัน เพื่อกั้นไม่ให้สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ถูกดูดซับเข้าไปกับน้ำ ซึ่งทำให้เกิดการตายในระหว่างที่ทำการดูด เป็นเหตุให้เกิดสารอินทรีย์ในน้ำเพิ่มขึ้น
สำหรับในการเตรียมสัตว์หน้าดินหลังสูบน้ำเข้าเต็มบ่อแล้ว ทำการเปิดเครื่องให้อากาศ และปิดเฉพาะในช่วงพลบค่ำถึงเที่ยงคืน เพื่อให้แมลงลงวางไข่ นอกจากนี้บางรายก็มีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ขี้ไก่ หรือปุ๋ยชีวภาพลงไป แต่สำหรับบ่อที่ไม่เอาเลนออกอาจไม่ต้องใส่ก็ได้ (ข้อสังเกตบ่อที่บำบัดเลนดีๆ ไม่ได้เอาเลนออก สีน้ำจะค่อนข้างนิ่งตลอดการเลี้ยง)

3.พันธุ์กุ้งและความหนาแน่น ทุกท่านที่ประสบความสำเร็จจะไปตรวจดูลูกกุ้งเป็นระยะๆ ที่โรงเพาะฟัก แม้ว่าจะมีบางรายที่ใช้โรงเพาะฟักที่ไว้วางใจมานาน แต่ก็มักตามไปเยี่ยมโรงเพาะฟักเสมอ ๆ เพื่อดูว่าลูกกุ้งมีการเจริญเติบโตเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ เพราะทุกท่านถือว่าลูกกุ้งเป็นต้นทุนที่สำคัญ หากได้ลูกกุ้งไม่ดีก็จะมีผลส่งต่อไปถึงระยะเวลาการเลี้ยง สำหรับความหนาแน่นที่ปล่อยอยู่ประมาณ 50,000 ตัว / ไร่ เพราะเลี้ยงแบบระบบปิดหรือเติมน้ำบางส่วนในช่วงท้ายๆของการเลี้ยง จะมีเพียงรายเดียวที่ปล่อยถึง 100,000 ตัว / ไร่ (ซึ่งเป็นการเลี้ยงแบบระบบเปิด อีกทั้งยังมีเครื่องให้ออกซิเจนอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นใบพัด แอร์เจ็ต และซุปเปอร์ชาร์ท)

4.การให้อาหาร ในช่วงแรกมักไม่นิยมให้อาหารสำเร็จรูป ส่วนใหญ่ให้เป็นปลาบดต้มผสมรำหว่านในอัตรา 1-2 กก./ไร่/วัน บางรายให้อาหารสำเร็จแค่มื้อละ 2 ขีด/แสนตัว/วัน ๆ ละ 2 มื้อ ที่ให้เช่นนี้เพราะทุกท่านเตรียมสัตว์หน้าดินไว้เป็นอาหารกุ้งในระยะแรกๆ ไว้อย่างเพียงพอ ถ้ายิ่งปล่อยบางๆ ก็จะมีอาหารธรรมชาติเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของกุ้งในระยะ 15 วันแรก
สำหรับข้อสังเกตว่ามีอาหารธรรมชาติเพียงพอหรือไม่นั้น สามารถดูได้จากที่พื้นดินและใบไม้ใบหญ้าที่แช่น้ำ จะมีรังหนอนแดง ลูกแมลงต่างๆ เช่น ลูกน้ำ และลูกไรในน้ำ (ใช้สวิงเดินลากประมาณ 2 เมตร เอามาใส่ในแก้วน้ำใสใส ส่องดูด้วยตาเปล่า ถ้ามีตัวไรจะเห็นเป็นตัวเล็กๆในน้ำ)
อย่างไรก็ตาม การจะเริ่มให้อาหารสำเร็จเมื่อไร ขึ้นอยู่กับปริมาณของอาหารธรรมชาติในบ่อ สังเกตจากรังหนอนแดง ลูกไรในน้ำ ถ้ามีลดลงมากต้องรีบเพิ่มเติมอาหารสำเร็จรูป
ในระหว่างการเลี้ยง ถ้าเช็คแล้วอาหารไม่หมดจะลดทันทีประมาณ 30 -40 % การจะเพิ่มอาหารจะไม่ใช้ผลการเช็คยออย่างเดียว แต่จะใช้ข้อมูลของอาหารมื้อนั้นในวันก่อนๆประกอบด้วย นอกจากนี้ยังปรับลดตามสภาพอากาศ เมื่ออุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไปก็จะลดอาหารมื้อนั้นลงทันที ทุกท่านต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ให้อาหารน้อย กุ้งโตไวกว่าให้อาหารเหลือ
สำหรับจำนวนมื้อที่ให้มักอยู่ที่ประมาณ 4 มื้อ เพื่อให้กุ้งได้คุ้ยอาหารที่พื้นและกินอาหารธรรมชาติด้วย จะทำให้กุ้งแข็งแรงและพื้นบ่อก็จะสะอาดกว่าการให้อาหารหลายๆครั้งต่อวัน นอกจากนี้ยังทำให้ประสิทธิภาพของคนงานดีกว่าการให้ถี่ๆ จากข้อมูลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียก็ยืนยันเช่นกันว่า ความถี่ของการให้อาหารไม่มีผลต่อการเจริญเติบโต และการให้อาหารถี่เกินไปจะยิ่งทำให้พื้นบ่อและคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงเสียได้เร็วขึ้น
5.การจัดการ ส่วนใหญ่เน้นการให้ออกซิเจนอย่างเกินพอ มีทั้งการใช้ซุปเปอร์ชาร์ทรวมกับการให้ใบพัด การวางเครื่องตีน้ำเน้นการรวมเลนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการตีน้ำให้ถึงพื้น เพื่อให้กระแสน้ำที่พื้นบ่อมีการเคลื่อนตัว ทำให้พื้นบ่อไม่อยู่ในสภาวะการขาดออกซิเจน
เวลาสีน้ำเข้ม ทุกท่านจะลดอาหารลงเลยประมาณ 30% และใส่ปูนดิบในช่วงกลางคืน (กรณีที่พีเอชในช่วงเช้าเริ่มต่ำ) บางท่านก็มีท่อสำหรับระบายแพลงก์ตอนที่ลอยบริเวณผิวน้ำออกในเวลากลางวัน หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี ก็จะใช้ความเข้มข้นต่ำๆ เช่น ฟอร์มาลีน 1 - 2 ลิตร สาดไปบริเวณที่แพลงก์ตอนถูกพัดไปไว้ที่มุมบ่อ แล้วตักออก
เวลาสีน้ำใส การแก้ไขต้องพิจารณาจากสิ่งมีชีวิตในบ่อ เช่น หากในบ่อมีหอยมาก เก็บหอยบางส่วนมาทุบให้กุ้งกิน หากในบ่อมีพืชน้ำหรือสาหร่ายมาก ถอนออกตากแดด แล้วนำไปปั่นผสมกับอาหารให้กุ้งกิน มีไรหรือแพลงก์ตอนสัตว์มาก ใช้คลอรีน 1 กก. / ไร่ ละลายน้ำสาดทั่วบ่อติดต่อกัน 3 วัน
การสังเกตสุขภาพกุ้งจากสีตา (ข้อสังเกตจากคุณคำนึง) ตาแดงแสดงว่าแข็งแรง ตาส้ม แสดงว่ากุ้งเริ่มเครียด ควรหาสาเหตุในบ่อและแก้ไข ตาเหลือง แสดงว่ากุ้งเริ่มป่วย
ลักษณะและจำนวนกุ้งที่ขึ้นขอบบ่อ ถ้ากุ้งที่ขึ้นขอบบ่อไม่สกปรกเวลาเดินแล้วหลบได้ไว แสดงว่ากุ้งยังแข็งแรง แต่ถ้ามีตัวสกปรกเกาะนิ่งขอบบ่อและมีจำนวนเพิ่มขึ้น ต้องรีบหาสาเหตุและแก้ไข
ควรไปดูกุ้งในบ่อเป็นระยะๆ
สำหรับบ่อที่เจอสภาพอากาศที่หนาวเย็นหรืออุณหภูมิต่ำ และมีการระบาดของโรคตัวแดงอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถ้ากุ้งอายุ 40 -45 วันแล้ว อาจใส่ปลากะรังขนาดประมาณ 3 นิ้ว ลงในบ่อๆละ 50 ตัว เพื่อใช้กำจัดกุ้งที่อ่อนแอ ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดการระบาดได้รวดเร็ว ใช้ได้ในบ่อที่มีความเค็มสูงเท่านั้น การเลือกใช้ปลากะรังหรือปลาเก๋า ก็เพราะอุปนิสัยของปลาชนิดนี้มักหลบอยู่ตามซอก จากการดำน้ำไปดูของคุณวิษณุพบว่าปลาชนิดนี้หลบอยู่ตามกองเลน ซึ่งก็เป็นสถานที่ที่กุ้งอ่อนแอมักไปหลบซ่อนตัวอยู่เป็นประจำนั่นเอง (เป็นวิธีของคุณประยูรและคุณวิษณุ) ซึ่งนับว่าเป็นภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับข้อมูลทางวิชาการ เพราะปัจจุบันจากการศึกษาทั้งทางอเมริกาและญี่ปุ่น พบว่าการะบาดของโรคตัวแดงดวงขาวมักเกิดจากการที่กุ้งปกติไปกินกุ้งที่อ่อนแอ หรือสัตว์ที่มีเชื้อไวรัสนี้อยู่ ไม่ใช่การติดต่อผ่านทางน้ำ นอกจากปลานี้จะช่วยกำจัดปลาบู่ใสและกุ้งเคยได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน
การสังเกตคุณภาพอาหาร เวลาอาหารใกล้หมด ควรไปนำอาหารกระสอบใหม่มาใส่ยอคนละยอกับอาหารเก่า เพื่อดูการเข้ากินของกุ้ง นอกจากนี้เราควรช่วยกันเก็บตัวอย่างอาหารใส่ถุงพลาสติกไว้ เพื่อเปรียบเทียบลักษณะสี กลิ่น ของอาหารในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้นเวลาที่เกิดปัญหาขี้ขาว ควรลองเปลี่ยนอาหาร แล้งลองเช็ครุ่นที่ผลิตซึ่งติดอยู่ข้างกระสอบกับฟาร์มข้างเคียง หากเกิดเช่นเดียวกันควรแจ้งเพื่อนๆ
การใช้จุลินทรีย์ บ่อที่ละลายน้ำสาดต้องมีอุปกรณ์ในการให้ออกซิเจนที่เพียงพอ ไม่ควรใช้ในสภาวะที่ออกซิเจนต่ำ เพราะจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่า ในกรณีของคุณวิษณุ หลังให้จุลินทรีย์จะต้องเปิดใบพัดตีน้ำตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน อย่างไรก็ตามทุกท่านเห็นว่าไม่ควรใช้ประจำเป็นโปรแกรม เพราะจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ควบคุมได้ยาก เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อีกทั้งในธรรมชาติยังมีความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย ดังนั้นควรใช้เท่าที่จำเป็น ไม่เช่นนั้นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กุ้งโตช้าได้เหมือนกัน

สุดท้ายคงต้องยืมสำนวนของคุณคำนึงที่ว่า "เราทุกคนสามารถเรียนรู้จากผู้คนรอบข้างได้ แต่ไม่ควรลอกเลียนแบบ" เพราะการลอกเลียนแบบและการวิ่งตามกระแส เป็นสิ่งหลอกลวง ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในบ่อของทุกท่านเลย ถ้าเลียนแบบก็อาจเกิดปัญหาที่มากขึ้น เนื่องจากต้นเหตุของปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขนั่นเอง คุณคำนึงยังบอกอีกว่า หากท่านต้องการเลี้ยงกุ้งให้สำเร็จ จะต้องไปดูของคนอื่นเพียง 20% และเอาเวลาส่วนใหญ่ 80 % ที่เหลือมานั่งพิจารณาปัจจัยพื้นฐานในบ่อของท่าน ว่ามีจุดอ่อนอยู่ที่ไหน และพยายามแก้ไขให้ถูกจุด

ดร.สถาพร ดิเรกบุษราคม แห่ง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นครศรีธรรมราช

ไทยชริมพ์ดอทเน็ต มีความภูมิใจเป็นอย่างสูงที่นำบทความนี้มานำเสนอ...................แก่ผู้ที่สนใจ