ปัญหาเลี้ยงกุ้งหน้าร้อน
ดร.จิรศักดิ์ ตั้งตรงไพโรจน์
เรียบเรียงโดย อัญจนา เกตุบุตร "สัตว์น้ำเศรษฐกิจ"

จากที่การเลี้ยงกุ้งเลี้ยงในปีที่ผ่านมาไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก ปัญหาหรือสาเหตุมาจากไหน ไม่มีใครสามารถที่จะฟันธงได้แน่ชัด แต่ทั้งนี้วิธีการที่ให้เราลดความเสี่ยงน้อยลง คือการป้องกัน โดยเราต้องตั้งข้อสังเกตให้ได้ว่า ปัญหามาจากส่วนไหนและหาวิธีป้องกันดีกว่าการแก้เมื่อเกิดปัญหา อย่างกรณีหน้าร้อนสิ่งที่จะเกิดขึ้นมีอะไรบ้างและวิธีแก้มีอะไรบ้าง
ดร.จิรศักดิ์ ตั้งตรงไพโรจน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับสัตว์น้ำเศรษฐกิจว่า โรคกุ้งก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้อน หน้าหนาว หรือหน้าฝน ตนคิดว่าเป็นปัญหาเหมือนกัน และในหน้าร้อนนี้ อาจจะมีตัวแปรเพิ่มเติมเข้ามามากขึ้น ทั้งเรื่องอุณหภูมิ ความเค็มในพื้นที่แถบชายฝั่งทะเล แล้วเมื่ออุณหภูมิสูง ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพน้ำอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย เช่น อาจจะมีออกซิเจนต่ำ ออกซิเจนละลายในน้ำได้น้อยลง ดังนั้นเรื่องคุณภาพน้ำต้องมีการแก้ไขปัญหาเรื่องออกซิเจนให้มากขึ้น
ปัญหาอีกอย่างคือ หน้าร้อนจะมีแพลงก์ตอนต่างๆมากขึ้น เพราะในช่วงหน้าร้อนนี้ แพลงก์ตอนมักเติบโตดีมีการสังเคราะห์แสงได้ดีขึ้น ดังนั้นในบ่อเลี้ยงกุ้งอาจเกิดแพลงก์ตอนที่เป็นพิษขึ้นได้ แพลงก์ตอนเหล่านี้จะส่งผลกับตัวกุ้ง เช่น กุ้งอาจจะมีกลิ่นโคลน หรือพิษจากสาหร่ายบางตัว เช่น ออสซินาทาเรีย หรือว่าไมโครซิสทิส ซึ่งพิษของสาหร่ายไมโครซิสทิสนี้ พบได้บ่อยมากในบ่อเลี้ยงกุ้ง มีข้อมูลยืนยันว่า ทำให้เกิดภาวะที่เป็นพิษกับตับกุ้งได้ หรือมีผลต่อระบบประสาทของกุ้ง นอกจากนี้ปัญหาก็ยังมาจากสาหร่ายขี้ปลาวาฬ อื่นๆด้วย
สำหรับเรื่องโรคในกุ้งนั้น ยังมีเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็น MBV หัวเหลือง ตัวแดงดวงขาว แต่จากข้อมูลที่หลายๆคนศึกษาไว้ พบว่า ช่วงหน้าหนาวจะเป็นช่วงที่พบเชื้อไวรัสได้บ่อย และกุ้งมีโอกาสติดเชื้อมากกว่าหน้าอื่นๆ เมื่อเข้าสู่หน้าร้อนแล้วก็จะพบการติดเชื้อน้อยลง ซึ่งอาจจะเป็นข้อดีอย่างหนึ่งว่า หน้าร้อนเราไม่เจอมรสุม ทำให้ออกจับกุ้งในทะเลได้มากขึ้น แล้วการจับกุ้งในทะเลลึกช่วงนี้ กุ้งอาจจะแข็งแรง ปลอดจากโรคมากขึ้น จึงมีการพบเชื้อได้น้อยลง
แต่ปัญหาหลักๆ คือ เรื่องที่ตนกล่าวมาแล้วว่า เป็นเรื่องคุณภาพน้ำ แพลงก์ตอนจะเกิดมาก และออกซิเจนที่ต่ำลง แต่เกษตรกรก็สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ โดยการเพิ่มเครื่องตีน้ำ และเน้นเรื่องการตรวจคุณภาพน้ำให้มากขึ้น ทำให้น้ำมีคุณภาพที่เหมาะสม นอกจากนี้จะต้องกำจัดแพลงก์ตอนส่วนเกินออกจากบ่อกุ้ง ตนคิดว่าบ้านเรายังนิยมเลี้ยงกุ้งในระบบปิดกันเป็นส่วนใหญ่ จริงแล้วตนคิดว่าการเติมน้ำหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำออกบ้างน่าจะเป็นผลดีต่อการเลี้ยงกุ้ง การระบายน้ำจะช่วยระบายแพลงก์ตอนพิษออกไปจากบ่อ
การตรวจวัดคุณภาพน้ำ และตรวจแพลงก์ตอนพิษ
การตรวจสอบสิ่งปลอมปนสำคัญมากต้องทำอย่างรอบคอบและบ่อยเท่าที่จะทำได้ ตนว่าการตรวจแพลงก์ตอนน่าจะทำทุกวันควบคู่ไปกับการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ต้องส่องกล้องจุลทรรศน์ดูว่าแพลงก์ตอนที่เป็นพิษมีมากน้อยแค่ไหน เท่าที่ทางศูนย์ ฯ ตรวจตัวอย่างน้ำ พบว่า แม้บางครั้งน้ำจะมีสีสวย ดูใสสะอาด แต่เมื่อนำมาตกตะกอน จะพบว่ามีแพลงก์ตอนที่เป็นพิษมาก ซึ่งการตรวจขั้นต้นนี้เกษตรกรทำได้ง่ายมาก โดยทำให้น้ำตกตะกอนด้วยสารส้ม เกษตรกรตักน้ำ 1 แก้ว หรือ 1 ลิตร แล้วเอาสารส้มใส่ลงไปให้น้ำตกตะกอน เรื่องเช่นนี้เกษตรกรสามารถทำได้ถ้ามีกล้องจุลทรรศน์
ส่วนกรณีที่เกษตรกรที่ไม่มีกล้องจุลทรรศน์ ก็ยังสามารถนำตะกอนของน้ำเหล่านั้นไปตรวจที่แลปเอกชนหรือแลปรัฐบาลที่มีบริการได้ เพราะหน้าร้อนนี้จะพบทั้งแพลงก์ตอนที่เป็นพิษและไม่เป็นพิษมาก ดังนั้นเพื่อความแน่นอนต้องทำการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพียงอย่างเดียว ถ้าเกษตรกรดูด้วยตาเปล่าจะสังเกตเห็นได้เพียงบางชนิดเท่านั้น เช่น ไมโครซิสทิส ซึ่งไมโครซิสทิส ถ้ามีมากจะลอยเป็นเม็ดเล็กๆ อยู่ในน้ำ หรือสาหร่ายขนแมวที่สามารถดูได้ และอาศัยการดมกลิ่น ถ้าสาหร่ายขนแมวมีเยอะน้ำจะมีกลิ่นเหม็นคาว หรือสังเกตดูขี้แดดที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ถ้ามีเยอะให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเกิดปัญหาขึ้นในบ่อแล้ว
ส่วนการเลือกลูกกุ้งลงบ่อในหน้าร้อน
ตนยังคงเน้นเรื่องของการคัดสายพันธุ์กุ้งที่ปลอดเชื้อ โดยใช้ลูกกุ้งที่ได้จากพ่อแม่พันธุ์ที่ปลอดเชื้อ นอกจากนี้อย่าตรวจเพียงเรื่องการติดเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว ต้องดูด้วยว่าลูกกุ้งมีความสมบูรณ์หรือไม่ เช่น ระยางค์ภายนอกตัวกุ้งมีครบถ้วนหรือไม่
ถ้าระยางค์มีลักษณะฉีกขาดเป็นเส้นสีดำ มีรอยแผลให้เราเห็น จากทำการตรวจลูกกุ้ง 10 ตัว แล้วพบว่ามากกว่า 5 ตัว ที่มีระยางค์ไม่สมบูรณ์ แสดงว่ากุ้งกินกันเองแล้วมีการติดเชื้อ เมื่อนำไปปล่อยเกษตรกรผู้เลี้ยงมีโอกาสเสี่ยงสูง แล้วนอกจากนี้ยังต้องดูปัจจัยภายในตัวกุ้ง ว่า ทางเดินอาหาร ตับกุ้ง มีอาหารมากหรือน้อยเกินไปไหม ถ้าตับเหลืองแสดงว่ากุ้งได้รับไขมันมากเกินไป แล้วอยากฝากให้ดูลักษณะตับของกุ้งด้วยว่าสมบูรณ์ไหม ขนาดเล็กหรือใหญ่แค่ไหน ตนอยากให้ส่องกล้องดูปัจจัยเหล่านี้ก่อน แล้วค่อยตรวจหาเชื้อไวรัส
ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นกุ้งสายพันธุ์ใด การตรวจลูกกุ้งนั้นต้องทำทุกฤดูกาล บางครั้งบอกว่าต้องการเลี้ยงกุ้งขาวแทนกุ้งกุลาดำ เกษตรกรก็ต้องตรวจสอบสายพันธุ์ว่าเป็นพันธุ์แท้หรือไม่ เช่นกัน
การจัดการบ่อกุ้ง
ในหน้าร้อนกุ้งจะตื่นตัวมากเพราะอุณหภูมิของน้ำสูง ดังนั้นต้องเช็คให้ดีว่าอาหารมีเพียงพอไหม ขณะเดียวกันในหน้าร้อนนี้อาจจะมีแพลงก์ตอนพิษเกิดขึ้นในบ่อ ดังนั้นถ้ามีสาหร่ายพิษมากๆ การระบายน้ำช่วงบนออกในตอนกลางวันหรือตอนเย็น จะช่วยบรรเทาได้ มิฉะนั้นก็ใช้วัสดุปูนซีโอไลน์จับน้ำให้ตกตะกอน
สำหรับพาหะที่จะเกิด เช่น แมลง ตนขอแนะนำว่า เกษตรกรไม่ควรเปิดไฟในช่วงหัวค่ำ ระหว่างเวลา 18.30 -19.30 น. โดยประมาณ เพราะเป็นช่วงที่แมลงจะบินเข้ามาหาไฟ แล้วตกลงไปในบ่อ แล้วแมลงก็เป็นพาหะของไวรัสได้เหมือนกัน ถ้าเกษตรกรไม่กลัวเรื่องขโมย แล้วสามารถปิดไฟช่วงหัวค่ำได้ ตนคิดว่าปิดไฟ 1 ชั่วโมงนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แล้วยังช่วยป้องกันแมลงที่จะตกลงไปในบ่อได้มากอีกด้วย
การตรวจสารพิษในน้ำ
การตรวจโดยปกติจะเน้นเรื่องทั่วๆไป เช่น ปริมาณออกซิเจน,pH,ความเค็ม ,แอมโมเนีย ,ไนไตรท์, ไนเตรท ส่วนตัวอื่นๆถ้าทำได้ก็อยากให้มีการตรวจสอบหาสารพิษจากสาหร่ายในบ่อ ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องทำการวิจัยและศึกษาต่อไป เพราะยังมีขั้นตอนที่ยุ่งยากในการตรวจวิเคราะห์ เนื่องจากต้องตรวจด้วยเครื่อง HPLC แล้วอีกเรื่องที่อยากขอให้มีการตรวจและตนพูดอยู่ตลอด คือ การตรวจสารพิษอื่นๆ เช่น ยาฆ่าแมลง ส่วนงานวิจัยอื่นๆที่น่าจะทำ คือ การศึกษาพื้นบ่อกุ้งที่เลี้ยงกุ้งมานาน ว่ามีสารตกค้างอะไรบ้าง เพราะบางครั้งแม้เกษตรกรจะเลี่ยงโดยการไม่ใช้ยา แต่กุ้งที่เลี้ยงก็ยังมีโอกาสตรวจพบยาตกค้างได้เช่นกัน
สุรปเลี้ยงกุ้งหน้าร้อนสำคัญที่บ่อพักน้ำ
ถ้าดูลักษณะของการติดเชื้อ พบว่าพ่อแม่พันธุ์ติดเชื้อได้น้อยกว่าหน้าหนาว (มรสุม) ปัญหาหลักคือคุณภาพน้ำ อุณหภูมิน้ำที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้กุ้งอ่อนแอติดเชื้อต่างๆได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการแก้ปัญหาควรมีบ่อพักน้ำ แต่ตนว่าไม่ว่าช่วงไหนเกษตรกรควรมีบ่อพักน้ำเสมอ แล้วต้องให้เพียงพอทุกครั้งที่ต้องการใช้ แล้วต้องเพิ่มเครื่องตีน้ำให้มากขึ้นด้วย