สรุปข้อวิชาการ งานกุ้งตราด ครั้งที่ 2
เสาร์ ที่ 26 เมษายน 2546
สรุปข้อมูลวิชาการ จากงานสัมมนากุ้งตราด ครั้งที่ 2 (เสาร์ที่ 26 เมษายน 2546)

คนในจังหวัด ตราด ที่เลี้ยงกุ้งมีประมาณ 760 ราย ในพื้นที่10,000ไร่

พี่หมอสุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ
สถานการณ์ขณะนี้ อินเดีย เริ่มมีกุ้งใหญ่ออก
ทราบข่าวว่า เวียดนาม มีความเสียหายเกิดขึ้น แต่ก็ยังมีกุ้งใหญ่ออกสู่ตลาด
กุ้งขาว จีน มีเชื้อ ไอเอชเอชเอ็นวี กุ้งมีปัญหา จีนนั้นมีการขยายตัวในการเลี้ยงกุ้งแถวเขตชายฝั่งเป็นเขตใหม่
ราคากุ้งขาวปรับตัวลดลง
ประเทศผู้ซื้อกุ้งเริ่มต่อรองราคา และการซื้อกุ้งจากประเทศผู้ผลิต
ดังนั้นไทย ต้อง ปรับตัว
1.แข่งคุณภาพ สด สะอาด สุขอนามัย
2.รายละเอียดผลิตภัณฑ์ ต้องซื้อง่าย ผลิตเป็นอาหารง่าย สะดวก การผลิตกุ้งนั้นต้องไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่มีสารตกค้าง
3.ราคา ราคากุ้งปีนี้ 2546 ถ้าจีนผลิตกุ้งได้มาก ราคากุ้งจะต่ำ เพราะในปีที่แล้ว ราคากุ้งขาวในจีนเองไม่ถึง 100 บาท ทำให้ผู้เลี้ยงลดลง ปีนี้ จีนพบกุ้งขาว ไม่โต ราคาต่ำ อยู่ไม่ได้ คู่แข่งไทยลดลง
***มองว่า ทุกประเทศไม่มีตัวช่วย แต่ไทย มีโรงงานที่เก่งในด้านการตลาด และการแปรรูป
คาดการณ์ว่าปีนี้ราคากุ้งลดลง แต่คู่แข่งไทย จะลำบาก
ดังนั้นถ้าไทย เราแข่งเรื่องราคา กับคนอื่นเราอยู่ไม่ได้แน่ จุดเด่นที่ต้องสร้าง คือ ความแตกต่างด้านคุณภาพ
ประเด็นสำคัญ ที่จะทำให้การเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรผ่านไปได้ด้วยดีคือ
1.ลูกกุ้งคุณภาพ (ซึ่งไทยเราผลิตได้ทั้งปี)
2.คุณภาพฟาร์ม ยังต้องมีการรณรงค์เพิ่มขึ้น
3.อาหารกุ้ง และการให้อาหาร เราปรับตัว เกือบเข้าที่แล้ว



แนวทางการเลี้ยงกุ้งอย่างไร ให้ประสบความสำเร็จ

คุณประยูร หงส์รัตน์ (ผู้เลี้ยงกุ้งที่ได้ผลดีในภาคตะวันออก)
คนเลี้ยงกุ้งเป็นตัวการที่ทำให้กุ้งในบ่อป่วย 95% ที่กุ้งป่วย เกิดจากเจ้าของทำเอง ที่พูดได้เพราะ
1.เพราะคนเตรียมน้ำไม่ดี
2.เราให้ออกซิเจน แก่กุ้งในบ่อ ไม่พอ
3.การกินอาหาร เราให้กุ้งกินมากเกินไป เลยทำให้ของเสียมาก เป็นสาเหตุทำให้กุ้งป่วย ถ้าเราให้กุ้งกินอาหารเหลือแค่มื้อละ 1 กิโลกรัม 5 มื้อต่อวัน ก้อเป็น 5 กิโลกรัมแล้ว แล้วถ้า 10 วันล่ะ ไม่ปาเข้าไป 50 กิโลกรัมแล้วเหรอ
การให้อาหารที่เหมาะสม คือ จากฟาร์มของคุณประยูร เช้า ให้ตอน 6.00 น. แล้วให้ 12.00 น. แล้วให้ 18.00 น. มื้อสุดท้ายคือ24.00น. หลักที่ใช้ และคิดว่าได้ผลดีคือ หลังจากเช็คยอแล้ว ภายในเวลา 3 ชม. จะต้องไม่มีอาหารในบ่อกุ้ง อีก 3 ชั่วโมงหลัง กุ้งจะคุ้ยเขี่ยขี้แดด ซากแพลงก์ตอน เราจะถือว่านั้นคืออาหารเสริม เวลายกยอ ให้ดูว่าขี้กุ้งเป็นสีอะไร ถ้าขี้กุ้งกับสีอาหารไม่เหมือนกัน เราถือว่านั่นคือ สิ่งที่ดี
กุ้งจะโตเร็ว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารอย่างเดียว น้ำต้องดีด้วย ถ้าเราให้อาหารกุ้งเกินช่วงแรก อาจพบว่ากุ้งโตดี แต่จะโตดีแค่ครึ่งเดือน แล้วจากนั้นคุณภาพจะเลวลง การกินอาหารจะตื้อ อืด หรือลดลง
การเลี้ยงกุ้งเราต้องรักษาคุณภาพน้ำให้ยืนยาว ถึงวันจับ นั้นคือเราต้องควบคุมอาหารให้ได้ อย่างนี้สิ 30 ตัวต่อกิโลกรัมได้แน่ (น้ำเขียวอมเหลือง) แต่ถ้าใครพบว่าน้ำในบ่อนั้นเข้มจัด นั่นคืออาหารเกิน
ออกซิเจน เป็นปัจจัยหลักในการลดแอมโมเนีย และไนไตรท์ ต้องตีน้ำให้แรง
ถ้าใบตี 50-60 รอบต่อนาที อย่างนี้ ไม่มีประโยชน์ จะดีและถูกต้อง 85-90 รอบต่อนาที จะได้ออกซิเจนดี
เครื่องตีน้ำแบบกังหันใบพัด ดีที่สุด ให้ออกซิเจน และทำให้น้ำเคลื่อนด้วย ลดทั้งแอมโมเนียและ ก๊าซพิษ
ซุปเปอร์ชาร์ท ให้ออกซิเจนดี แต่ไม่ทำให้แอมโมเนียลดลง
ส่วนเครื่องให้อากาศ แบบหนามทุเรียน หรือที่เรียกว่า สไปรอล นั้น มีข้อเสียคือทำให้อุณหภูมิน้ำลดลงเร็วมาก ยิ่งถ้าบ่อกุ้งตื้นยิ่งไม่ควรใช้
ส่วนแอร์เจ็ต ข้อดี คือ อุณหภูมิน้ำนิ่ง ข้อเสีย คือ เปลืองพลังงาน เปลืองค่าบำรุงรักษามาก
การปิดเครื่องตีน้ำ ตอนกลางวัน คุณประยูรมองว่าไม่เหมาะสม จริงๆแล้วไม่ควรปิด แสงแดดจะเป็นตัวลดแอมโมเนีย ดังนั้นกลางวันเราต้องเปิดเครื่องตีน้ำ (เป็นตัวบำบัดน้ำเสียกลางวัน) ตัวคุณประยูรเองจะไม่หยุดตีน้ำทั้งกลางวันและกลางคืน

ถ้าคิดจะเลี้ยงกุ้ง 30-35 ตัวต่อกิโล ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ได้กำไรสูงสุด ถ้าอยากได้แบบนี้ต้องกำหนดความหนาแน่นโดยอาจเผื่อตายได้ 10% ได้ แต่อย่าเผื่อมาก
การเตรียมน้ำ ก่อนปล่อยกุ้ง
หลังจากจับกุ้ง ไม่ฉีดเลน ไม่เอาเลนออก ทำเพียง ตากแห้ง 45 วันให้เลนยุบตัวแน่น แล้วเอาน้ำเข้า น้ำจะเขียว ภายใน 4-5 วัน จะมีแมลงมาวางไข่ ซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติ สำหรับกุ้ง
ปล่อยกุ้ง ลูกกุ้งในช่วงแรกไม่กินอาหารสำเร็จรูปเลย แต่ 8-10 วันจะกินอาหารเม็ด
***ถ้าคุณภาพน้ำไม่ดี จะไม่มีแมลงมาวางไข่ แต่ถ้าน้ำมีคุณภาพดี แมลงจะวางไข่ เราจะได้หนอนแดง
ถ้าเตรียมน้ำดี ไม่ต้องปล่อยลูกกุ้งเผื่อตาย ปล่อย แค่ 4 หมื่น ถึง 5 หมื่นตัว ต่อไร่ ได้ ไซส์ 35 ตัว/กก. ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องเลือกและคัดลูกกุ้งให้ดี

ยอ และการสังเกตกุ้งในยอ ถ้ากุ้งอ้วน ก็ไม่ต้องเพิ่มอาหาร ถ้ากุ้งผอมเพิ่ม
จุลินทรีย์ มีในธรรมชาติ อยู่แล้ว ถ้าคุมอาหารดี จุลินทรีย์มีความจำเป็นนิดเดียว (ถ้าใช้มากไม่ดี ใช้น้อยดีกว่า ใช้เท่าที่จำเป็น)
ซึ่งที่ฟาร์มจะใช้จุลินทรีย์ตอนที่น้ำเป็นเมือก มีแพลงก์ตอนตายลอยน้ำ
เน้นคำว่า "ใช้กุ้งเป็นศูนย์กลาง"


ดร.พุทธ ส่องแสงจินดา (สรุปสั้น ในประเด็นที่ควรทราบ)

มุมมองแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ ความหนาแน่นในการปล่อยลูกกุ้ง เพราะ
ความหนาแน่นกุ้ง มีผลต่อ ปริมาณสารอินทรีย์ในบ่อ การจัดการเลี้ยง ซึ่งจะมีผลต่อ การสะสมของเสียในบ่อเลี้ยง ยังผลต่อไปในเรื่องความเครียด และโรคกุ้ง อันมีผลต่อ กุ้งในบ่อ นั้นเอง เป็นลูกโซ่ที่ต้องเกี่ยวโยงกัน

แนวทางการเลี้ยงกุ้งให้โตดี ภายใต้การจัดการเลี้ยงกุ้งระบบปิด ทำได้โดย การใช้ลูกกุ้งที่มีคุณภาพ ปล่อยเหมาะสม และจัดการสิ่งแวดล้อมในบ่อ(น้ำ+ดิน)ให้เหมาะสมต่อการดำรงค์ชีวิตของกุ้ง และ ใช้วิธีเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ดี เพื่อให้ได้ผลผลิตกุ้งที่มีคุณภาพสูงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค
เน้น การเตรียมบ่อ
-ทำให้หน้าดิน ที่ขาดออกซิเจน ได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น
-เร่งให้มีการย่อยสลายของเสียเกิดขึ้นในบ่อเพื่อลดปริมาณสารอินทรีย์ในเลน
*อย่าไห้ดินเปรี้ยว (ตรวจเช็คแล้วจัดการโดยใส่ปูน)
*การบำรุงรักษาความชุ่มชื้นของดิน
ข้อควรระวังในการเตรียมบ่อ
-ระยะเวลาในการตากบ่อ
-หน้าดินที่เปิดใหม่ เป็นหน้าดินเก่าที่มีสารอินทรีย์ขาดออกซิเจน ต้องเปิดไว้ 2 สัปดาห์
-ถ้าเป็นบ่อเก่า เราต้องบำบัดให้สารอินทรีย์ และขี้กุ้งสลายตัว เปลี่ยนเป็นปุ๋ยที่เป็นประโยชน์ ต่อการเตรียมน้ำด้วยวิธีรดน้ำพรวนดิน(ไถพรวน) ทั้งนี้เนื่องจากในสภาพที่มีความชื้นและอากาศถ่ายเท จุลินทรีย์เจริญ และย่อยสลายสารอินทรีย์ได้ดี พีเอชดินที่เหมาะสมคือ 7-7.5 ระยะที่ใช้ควรจะประมาณ 4-6 สัปดาห์

การเตรียมน้ำ
-เน้นเตรียมอาหารธรรมชาติ
-หลีกเลี่ยงการเตรียมน้ำหลายขั้นตอน และใช้เวลานาน เพราะจะทำให้พื้นก้นบ่อขาดออกซิเจน
-เน้นกรองน้ำเอาปลา ไข่ สัตว์น้ำอื่นๆ เติมได้ระดับ 100 ซม. หากยังพบว่ามีสัตว์อื่น หรือพาหะโรคกุ้ง อาจใช้อวนตาถี่ ลาก 2-3 เที่ยว
***การเตรียมน้ำไม่ควรเกิน 10 วัน
การปล่อยกุ้งควรปล่อย 5-6 หมื่นตัวต่อไร่
ยิ่งปล่อยกุ้งบาง ยิ่งได้เลี้ยงกุ้งไซส์ใหญ่ ผลกำไร อยู่ที่ขนาด ไม่ได้อยู่ที่น้ำหนักที่จับ
ระหว่างการเลี้ยง เน้นการจัดการสภาพแวดล้อมในบ่อ นั้นคือ ต้องควบคุมระดับออกซิเจนที่พื้นบ่อ
มีผลการทดลองมากมายแสดงว่า การกินอาหารกุ้งขึ้นกับ ปริมาณ ออกซิเจน เช่น
ออกซิเจนมากกว่า 3.5 พีพีเอ็ม กุ้งกินปกติ
แต่ถ้า ออกซิเจนน้อยกว่า 3.5 การตอบสนองการกินอาหารจะช้าลง
น้อยกว่า 2.5 การตอบสนองการกินอาหารจะต่ำ

การลดปริมาณการให้อาหาร อาจลำบากใจ ช่วงแรก แต่ช่วงปลายจะดี อีกทั้งผู้เลี้ยงควรมองหาวิธีตรวจสอบการกิน อาหารที่ดีหลายๆอย่าง

การแก้ไขปัญหา แอมโมเนีย ในบ่อ
ถ้าพบว่าแอมโมเนียในบ่อมีค่า ประมาณ 0.1 พีพีเอ็ม ให้อัดอากาศ เพิ่มออกซิเจน ให้อยู่ในระดับ 5 พีพีเอ็ม และรักษาค่าอัลคาไลน์ในน้ำให้สูงกว่า 80 พีพีเอ็ม
แต่ถ้าพบ แอมโมเนีย 0.1-0.4 พีพีเอ็ม เราต้องเพิ่มออกซิเจนให้มีในน้ำมากกว่า 5 พีพีเอ็ม ควบคุมไม่ให้อาหารเหลือมาก
ถ้า แอมโมเนียมากกว่า 0.4 พีพีเอ็ม เน้นควบคุมอาหาร และ เน้นพีเอชต้องอยู่ระหว่าง 7.7.8.2 เน้นกำจัดแพลงก์ตอนพิษ
ในกรณีที่เราพบว่า ค่าแอมโมเนียสูง และพีเอชในบ่อก็สูง เราต้องเปิดเครื่องตีน้ำ ให้ตีน้ำแตกกระจาย เพื่อระบายแอมโมเนียออกสู่อากาศ ภายนอกให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด

กรณีไนไตรท์ ใช้ 0.3 พีพีเอ็ม เป็นเกณฑ์
โดยหากพบว่าไนไตรท์สูงกว่า 0.3 พีพีเอ็ม ให้เพิ่มปริมาณออกซิเจนในบ่อให้สูงกว่า 5 พีพีเอ็ม และเน้นการตรวจสอบการกินอาหารของกุ้ง (การที่ไนไตรท์เหลือในน้ำมาจากการปลดปล่อยมาจากดินทที่มีของเสียสะสมอยู่)

แนวทางปฏิบัติในการจับกุ้ง
1.วางแผนการเลี้ยงกุ้งที่ไม่ให้ยา หรือให้น้อยที่สุด
2.หลัง60-80 วันต้องระวังการปนเปื้อนยา
3.เกษตรกรต้องมีแบบการเลี้ยงและจับที่ชัดเจน
4.ขอหนังสือ กำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ
5.รักษาคุณภาพกุ้งโดย เน้น ที่ความสด สะอาด ทำได้โดยขายตรงต่อห้องเย็น

สรุปข้อมูลโดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล ซิตโต้กรุ๊ป