***ลากโซ่*** ฆ่าตัดตอน แพลงก์ตอนตัวไม่ดี
ข้อมูลจากนิตยสาร คัมภีร์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

'ลากโซ่' ฆ่าตัดตอน
แพลงก์ตอนตัวไม่ดี


คุณบรรลือ นาจันทร์ ผู้จัดการฟาร์มโกก้าย หมู่ 4 ต.ระโนด อ.ระโนด จ.สงขลา เล่าถึงวิธีจัดระบบการเลี้ยงภายในฟาร์มให้ฟังว่า จะแบ่งให้ลูกน้องแต่ละคนมีบ่อในความดูแล 3 บ่อต่อคน โดยจะเริ่มลงลูกกุ้งในบ่อที่ 1 ก่อน แล้วบ่อข้างเคียงจะเป็นบ่อพัก ส่วนอีกบ่อหนึ่งยังไม่ลงลูกกุ้ง ในกรณีการจัดการจะต้องมีการลากโซ่ทั้งบ่อพักน้ำและบ่อเลี้ยงด้วย เมื่อบ่อที่ 1 ลูกกุ้งอายุได้ 2 เดือนก็จะเริ่มเตรียมน้ำในบ่อที่ 2 เพื่อเตรียมลงลูกกุ้งต่อไป
"เราจะทยอยเลี้ยงแบบบ่อต่อบ่อ ลูกน้อง 1 คนคุมบ่อ 3 บ่อ เมื่อบ่อที่ 1 ลูกกุ้งได้ 2 เดือนก็จะให้เตรียมในบ่อที่ 2 พอลูกกุ้งบ่อนี้อายุได้ 15 วัน บ่อที่ 1 ก็จะอายุ 3 เดือนพอดี ส่วนบ่อที่ 3 จะเป็นบ่อพักน้ำ ในกรณีกุ้งเล็กเราจะไม่มีการเล่นน้ำ เพราะฉะนั้นบ่อที่เราเตรียมน้ำจะเป็นน้ำที่ใช้สำหรับบ่อที่ 1 พอบ่อที่หนึ่งอายุได้ 4 เดือนครึ่งก็จับกุ้งบ่อที่ 1 แล้วตากบ่อเอาขี้เลนออก ส่วนบ่อที่ 2 ที่ลงกุ้งไปก็อายุได้เกือบ 2 เดือนแล้ว บ่อที่ 2 ก็จะใช้บ่อ 3 (ที่เป็นบ่อพักน้ำ) ไปช่วยในการเลี้ยงบ่อที่ 2 ต่อ เมื่อตากบ่อที่ 1 เอาขี้เลนออกแล้วก็สูบน้ำเข้าบ่อที่ 1 เพื่อใช้เป็นบ่อพักโดยบ่อที่ 1 ก็จะได้รับการบำบัดใหม่เพื่อให้น้ำใกล้เคียงน้ำในบ่อที่ 2 ที่มีอยู่ บ่อที่ 2 อายุได้ 2 เดือนครึ่งก็เริ่มเตรียมน้ำบ่อที่ 3 กว่าที่จะวนมาถึงรอบการเลี้ยงในบ่อที่ 1 ก็ประมาณ 6-7 เดือน บ่อก็พร้อมแล้ว"

รูปลักษณะบ่อที่ใช้ในการหมุนเวียนการเลี้ยงกุ้ง


การเตรียมบ่อ
หลังจากจับกุ้งเสร็จจะตักขี้เลนออกจากบ่อ แล้วสูบน้ำเข้าบ่อประมาณ 60 ซม. หลังจากนั้นก็เริ่มลากโซ่พร้อมกับเปิดเครื่องตีน้ำหมดทุกใบ ลากโซ่ในช่วงเตรียมบ่อประมาณ 6-7 วัน เมื่อลากโซ่แล้วน้ำในบ่อจะมีสีขาวขุ่นเพราะเป็นลักษณะของตะกอนขึ้นมาช่วยกรองแสง ทำให้การสังเคราะห์แสงเกิดขึ้นภายในบ่อได้น้อย วงจรแพลงก์ตอนพืช-สัตว์ตัวก็จะโดนตัดตอนทำให้มันอยู่สมดุลกันแพลงก์ตอนพืชน้อยแพลงก์ตอนสัตว์ก็หายไปเอง เพราะเรารู้อยู่ว่าพืชสีเขียวกลางวันใช้คาร์บอนไดออกไซด์กลางคืนใช้ออกซิเจน และค่าแตกต่างของคาร์บอนไดออกไซด์กับออกซิเจนคือ ความเป็นกรด-ด่าง จึงสนใจในเรื่องของพีเอชมากกว่า ต้องควบคุมให้ดีถ้าปล่อยให้แกว่งอันตรายที่สุดเพราะกุ้งจะเครียด เมื่อมีปัญหาแล้วยิ่งใส่อะไรลงไปแก้ไขกุ้งยิ่งเครียดหนัก เพราะฉะนั้นควรควบคุมค่าพีเอชตอนเช้าให้อยู่ที่ 7.9 พีพีบี ตอนเย็นควรอยู่ที่ 8.3 พีพีบี
คุณบรรลือ บอกว่า "ที่สูบน้ำเข้าในช่วงแรกไม่สูงนักเพราะเรามองว่าถ้ามีเนื้อที่ของน้ำนิดเดียวลักษณะการหมุนเวียนของกระแสน้ำจะดีกว่า และจะช่วยให้ตะกอนไปรวมอยู่กลางบ่อง่ายขึ้น ในลักษณะการลากโซ่นั้นจะลากในแนวให้อาหาร (FEEDING AREA) หลังจากนั้นก็ไปคอยเช็คว่าเคลียร์ตรงมุมบ่อดีแล้วหรือยัง ถ้าเรียบร้อยแล้วก็เพิ่มน้ำเข้าบ่อให้สูงประมาณ 1.00-1.10 ม. หลังจากนั้นเราก็นำน้ำไปตรวจที่แล๊ปเอาผลการวิเคราะห์จากแล๊ปมาดูว่าน้ำภายในบ่อมีแพลงก์ตอนตัวดีเท่าไร ตัวไม่ดีเท่าไร แล้วก็ลากโซ่อีกเพื่อกำจัดแพลงก์ตอนตัวไม่ดีที่ยังเหลือ ลากโซ่อยู่อีกประมาณ 3-4 วัน ก็หมด สิ่งที่จะเหลืออยู่ในบ่อก็จะเป็นคีโตและคลอเรลล่าที่เป็นอาหารของลูกกุ้ง"
ที่สำคัญลักษณะการสูบน้ำเข้าบ่อจะดูจากระดับน้ำของบ่อข้างเคียงด้วย เพราะมีสนิมเหล็กอยู่ในคันดินถ้าน้ำในบ่อพักสูงกว่าบ่อเลี้ยงก็จะเกิดแรงดันทำให้มันขับสนิมออกมา แล้วมันจะไปจับแร่ธาตุที่ใส่ลงไปทำให้แร่ธาตุออกฤทธิ์ไม่เต็มที่เกิดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเตรียมบ่อสูงขึ้น คุณบรรลือมองว่าในการเตรียมน้ำต้องการน้ำสีขาวมากกว่า พีเอชต้องอยู่ระหว่าง 8.2-8.3 พีพีบี ส่วนค่าอัลคาไลน์ตอนที่เริ่มเลี้ยงจะอยู่ที่ประมาณ 140 ก็จะปรับให้อยู่ที่ประมาณ 120 แล้วค่าจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาเอง โดยไม่มีการใช้วัสดุปูนมาช่วย จะให้ความสำคัญตั้งแต่ลักษณะดิน, การเตรียมน้ำ และการจัดการทุกขั้นตอน

การคัดเลือกลูกกุ้ง
หลังจากเตรียมน้ำเสร็จก็วิ่งหาลูกกุ้ง ในการเลี้ยงที่สำคัญลูกกุ้งต้องดีด้วย ถ้าหาลูกกุ้งที่ดีไม่ได้จะไม่มีการลงกุ้ง และในการซื้อลูกกุ้งก็จะซื้อเฉพาะโรงเพาะที่เขารับกติกาของที่ฟาร์มได้โดย 1.ต้องสามารถติดตามและรู้แหล่งของแม่พันธุ์กุ้งได้ 2.ตรวจพีซีอาร์ เอ็มบีวีต้องผ่าน 3.ถ้าเช็คอัตรารอดลูกกุ้งไม่ถึง 65% จะต้องชดเชยให้ อย่างนี้เป็นต้น
โดยปกติจะเลือกลูกกุ้งพีใหญ่ประมาณพี16-18 เพราะพื้นที่ที่อยู่มีความเค็มต่ำประมาณ 5-6 พีพีที แต่ช่วงนี้ปล่อยกุ้งความเค็มประมาณ 10 พีพีที ถ้าหน้าฝนตอนขุดบ่อใหม่ๆ ก็จะกักน้ำฝนไว้ในบ่อให้ได้ความเค็มจากผิวดินขึ้นมาประมาณ 1 พีพีทีมาช่วย เนื่องจากต้องการความเค็มจากธรรมชาติมาช่วยมากกว่าเพราะแม้การใส่เกลือลงไปก็ไม่ได้เพิ่มแร่ธาตุอาหารให้ครบ ลูกกุ้งอยู่ได้เพราะแร่ธาตุเพื่อนำมาใช้ในการสร้างเปลือก, การดำรงชีวิต ที่มีคนบอกว่าเลี้ยงความเค็มต่ำจะต้องเลี้ยงเกือบ 5 เดือน แต่ของคุณบรรลือเลี้ยงกุ้งแค่ 4 เดือน 10 วัน จับกุ้งได้ 37 ตัวต่อกก. ได้ราคา 330 บาทต่อกก. ทีเดียว
สำหรับความหนาแน่นในการลงลูกกุ้งประมาณ 80,000 ตัวต่อไร่ บ่อเลี้ยงขนาด 3-4 ไร่ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส วิธีการปล่อยลูกกุ้งลงจะมีถังอยู่ 3 ใบ จุลูกกุ้งได้ประมาณ 100,000 ตัวต่อถัง
"วันแรกจะขอน้ำจากฟาร์มเขามาด้วย แล้วก็เอาน้ำใส่ไปในถัง ถังละ 2 ถุง แล้วแกะลูกกุ้งแยกนับใส่ไปถังละ 100,000 ตัว ข้างบนจะทำท่อพีวีซีเจาะรูเพื่อโฟลว์น้ำภายในถัง โดยสูบน้ำจากบ่อไปช่วยปรับความเค็ม, อุณหภูมิ, พีเอช ทิ้งไว้ระยะหนึ่งก็นำลูกกุ้งมาใส่ในกระชังที่เตรียมไว้ในบ่อเลี้ยงโดยใช้สายยางดูดใส่ในกระชังที่มีความกว้าง 10X10 ม. ลักษณะของกระชังจะใช้อวนสีฟ้ามาเย็บติดกัน แล้วก็ใช้ซุปเปอร์ชาร์ตให้อากาศ ส่วนข้างกระชังลูกกุ้งจะมีกระชังเล็กๆ อีก 2 ลูก ขนาด 1X1 ม. กระชัง 2 ลูกนี้จะมีก้นกระชังด้วย แล้วจะนับลูกกุ้งใส่ลงในกระชังละ 200 ตัว ขังไว้ 2-3 วัน เอามานับหาอัตรารอด เพื่อหาข้อมูลถ้าอัตรารอดต่ำกว่า 65% ทางโรงเพาะจะต้องนำลูกกุ้งมาให้ใหม่"

การให้อาหาร
การให้อาหารในกระชังจะให้อาร์ทีเมียตัวเต็มวัย นำมาแบ่งเป็น 8 มื้อ ลูกกุ้งประมาณ 300,000 ก็ให้มื้อละ 250 กรัม ถ้ากุ้งพี18 ให้ 2 วัน, พี16-17 ให้ 3 วัน, พี12 ให้ 5-6 วัน
"เราจะให้ตรงนี้นานไม่ได้เพราะของเสียจะเกิดได้ง่าย หลังจากให้อาร์ทีเมียแล้วก็ยกกระชังขึ้นปล่อยลูกกุ้งไปทั่วบ่อ เริ่มให้อาหารเบอร์ 0 ไล่เสต๊ปไปเรื่อยๆ ตามโปรแกรม และต้องเช็คยอออกภายใน 40 วัน จะไม่บีบแม้จะสามารถเช็คยอออกภายใน 20 วัน เราก็ให้ตามปกติจนกุ้งอายุ 2 ? เดือน สำหรับหลักการเปลี่ยนเบอร์อาหาร จะเดินอาหารเป็น 3, 5, 7, 10 กรัม ถ้าค่าเฉลี่ยการเติบโตต่อวันมันดีก็เริ่มที่ 10 กรัมแล้ว ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนอาหารจากเบอร์ 2 ไปเบอร์ 3 ในช่วงกุ้งอายุ 2 เดือนจะคุมกุ้งด้วยแห โดยใช้แหตาเล็กที่สุดประมาณ 2 ซม. สุ่มกุ้งดูเพื่อคอยตรวจเช็คการเจริญเติบโต"

การควบคุมคุณภาพน้ำ
พอลูกกุ้งอายุ 4 วันก็เริ่มลากโซ่เลย วันหนึ่งลาก 1 ชม. จะลากช่วงที่มีแสงแดดจัด หลังจากหว่านอาหารตอนเที่ยงก็ลากโซ่ ลักษณะการลากบ่อมีลักษณะ 4 เหลี่ยม แบ่งเป็นสี่ส่วน ตัดตรงส่วนขี้เลนออกโดยลากโซ่วนแต่ละส่วนไปเรื่อยๆ จนจับดังรูป

บ่อเลี้ยง

"สภาพดินพื้นบ่อของผมเป็นดินเหนียวจะสร้างตะกอนได้ง่าย ถ้าเป็นดินทรายแม้สร้างตะกอนขึ้นแต่ก็จะดรอปเร็ว ในกรณีบ่อที่ไม่มีแพลงก์ตอนตะกอนก็ตกเร็วเหมือนกัน ในการลากโซ่นั้นตะกอนจะช่วยพรางแสง แพลงก์ตอนก็จะแขวนลอยอยู่ในน้ำทำให้แพลงก์ตอนเจริญเติบโตไม่เต็มที่ สิ่งที่เราได้เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องมาคือ เราสามารถคุมพีเอชได้"
สำหรับการวางเครื่องตีน้ำ จะใช้เครื่องที่มีใบพัดเป็นลักษณะขนเม่นหรือหนามทุเรียน ตัวหนึ่งยาว 3 เมตร วาง 2 ตัวก่อนในช่วงกุ้งเล็ก (โดยต้องดูด้วยไม่ได้วางขวางทิศทางของน้ำ) ส่วนเครื่องตีน้ำที่ใช้อยู่เป็นมอเตอร์ 3 แรง 1 ตัว ตี 4 แขน พอกุ้งโตก็วางขนเม่นเพิ่มเพื่อช่วยส่งน้ำ ถ้ากุ้งมีอายุ 3 เดือนกว่าก็จะเพิ่มเป็น 3-4 ตัว ลักษณะดังนี้


ลักษณะการวางเครื่องตีน้ำ

"ในช่วงกลางวันจะเปิดเครื่องตีน้ำแค่ 4 ตัว เพราะการเติมออกซิเจนมากเกินไปก็ไม่ดีน้ำจะเริ่มเขียวขึ้นพอเราเอาไม่อยู่กุ้งจะเริ่มไม่ดีทำให้มีปัญหาตามมาอีก ส่วนเครื่องตีน้ำขนเม่นจะเปิดช่วง 20.00-21.00 น. ปิดตอนเช้าประมาณ 07.00 น. ในบ่อ 1 บ่อใช้มอเตอร์ 1 ตัว และเรามีเฟืองท้ายเกียร์เป็นตัวผ่อนกำลังดีมากเป็นของรถยนต์ลักษณะการทำงานจะทดให้ 1 ใน 4 อยู่แล้ว ผมนำมาทดในช่วงของสายพานจากมอเตอร์อีกครั้งหนึ่งทำงานเบากินไฟไม่เกิน 4 แอมป์ ค่าไฟวันหนึ่ง 70 บาทเท่านั้น"
นอกจากนี้จะคอยดูตะกอนด้วยถ้ามีเยอะก็เปลี่ยนถ่ายน้ำจากบ่อพักเข้ามา แต่ถ้าน้ำในบ่อยังดีอยู่ก็จะสูบน้ำเข้าอย่างเดียว แล้วก็ใช้จุลินทรีย์เข้ามาช่วยในการจัดการด้วย ถ้าเป็นช่วงกุ้งลอกคราบก็จะใช้ดีเกลือยิปซั่ม 10-20 กก./ไร่ ทุกระยะ 7 วัน ทั้งหมดนี้คือการจัดการที่มีต้นทุนการผลิตไม่เกิน 90 บาทต่อกก. FCR ไม่เกิน 1.2 บางทีเราสามารถเลี้ยงได้กุ้งไซซ์ 20 กว่าตัวต่อกก. ทีเดียว .