มารู้จักกุ้งขาวแวนนาไมก่อนตัดสินใจเลี้ยง
ดร. ชลอ ลิ้มสุวรรณ
คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


เกษตรกรส่วนใหญ่เข้าใจว่า กุ้งขาวแวนนาไมเลี้ยงง่าย โตเร็ว กินอาหารทุกอย่าง ไม่ค่อยป่วยเป็นโรค แต่ในความเป็นจริงแล้ว กุ้งชนิดนี้เป็นโรคได้ทุกโรคเช่นเดียวกับกุ้งกุลาดำ เพียงแต่บางโรคยังไม่มีรายงานในกุ้งกุลาดำ เช่น โรค TSV (Taura Syndrome Virus) เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งหลายรายที่ทดลองเลี้ยงกุ้งชนิดนี้ แต่ไม่ได้มีการเตรียมบ่อหรือการป้องกันโรคอย่างถูกต้อง จึงมีโอกาสได้รับความเสียหายมากเช่นกัน

เกษตรกรที่สนใจจะเลี้ยงกุ้งชนิดนี้ต้องรู้และเข้าใจชีววิทยาและพฤติกรรมของกุ้ง และปรับวิธีการเลี้ยงให้เหมาะสม ที่จะช่วยให้การเลี้ยงประสบความสำเร็จดังนี้
1. ขนาดของกุ้ง กุ้งขาวแวนนาไม เป็นกุ้งขนาดเล็กกว่ากุ้งกุลาดำ แต่มีการเจริญเติบโต
เร็วมากในช่วง 60 วันแรก ดังนั้นการเลี้ยงกุ้งชนิดนี้ส่วนใหญ่จะเลี้ยงนาน 90-100 วัน ควรจะได้กุ้งที่มีน้ำหนักประมาณ 15-20 กรัม กุ้งชนิดนี้แต่ละตัวมีขนาดใกล้เคียงกัน ต่างจากกุ้งกุลาดำซึ่งมักพบปัญหากุ้งในบ่อเดียวกันมีขนาดแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ตัวเล็กมากน้ำหนัก 3-5 กรัม จนถึงตัวที่มีขนาดใหญ่มากถึง 40 กรัม หลังจากเลี้ยงนาน 120 วัน
2. อาหาร กุ้งขาวแวนนาไม ไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่มีโปรตีนสูงมากเหมือนกุ้งกุลาดำ
ปัจจุบันมีอาหารสำเร็จรูปที่ผลิตออกมาสำหรับกุ้งชนิดนี้โดยเฉพาะ ดังนั้นไม่ควรใช้อาหารกุ้งก้ามกราม เพราะมีโปรตีนต่ำ จะทำให้กุ้งโตช้า
3. พฤติกรรมการกินอาหาร กุ้งขาวกินอาหารได้ทั้งพืชและสัตว์ เมื่อจับกุ้งจากบ่อมา
ตรวจสอบลำไส้จะพบว่าในลำไส้จะมีอาหารเต็มตลอดเวลา แม้ว่าจะให้อาหารมานานแล้วหลายชั่วโมง จึงสันนิษฐานได้ว่าเมื่อกินอาหารที่ให้หมดแล้ว กุ้งยังสามารถกินอาหารชนิดอื่นที่อยู่ในบ่อได้อีก เช่น สาหร่าย แพลงก์ตอน สัตว์หน้าดิน จะพบว่าในลำไส้จะมีสีต่างๆ จากสีของอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่ให้กุ้งกินโดยเฉพาะเมื่อจับกุ้งมาดูลำไส้ หลังจากให้อาหารหลายชั่วโมง สีของลำไส้มักจะมีสีดำหรือสีเข้มของสาหร่าย แทนที่จะเป็นสีของอาหารเม็ดสำเร็จรูป
ในช่วงที่อากาศร้อนจัด อุณหภูมิของน้ำตอนบ่ายสูงถึง 33-34 องศาเซลเซียส ระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน อาหารน้อยมาก ควรงดการให้อาหารในช่วงที่อุณหภูมิของน้ำสูงมาก อาจจะเลื่อนเวลาให้ตอนเย็นหรือตอนกลางคืน เมื่ออุณหภูมิน้ำลดต่ำลงอยู่ในระดับที่เหมาะสม กุ้งจะกินอาหารดีขึ้น แต่ในช่วงอากาศหนาว อุณหภูมิที่ต่ำมากตอนเช้ามีผลทำให้การกินอาหารลดลงเช่นกัน อาจจะเลื่อนเวลาออกไปอีกจนอุณหภูมิของน้ำสูงขึ้น เช่น เลื่อนเวลาจาก 7.00 น. เป็น 8.00 น.สำหรับการให้อาหารมื้อแรก
4. การปรับอาหารโดยใช้ยอ กุ้งชนิดนี้เข้าในยอช้ากว่ากุ้งกุลาดำ อาจต้องใช้เวลา
หลายวันกว่าจะพบว่าลูกกุ้งเข้าไปในยอ และเมื่อยกยอ กุ้งชนิดนี้จะดีดตัวออกรวดเร็วมากจะเหลือกุ้งในยอไม่กี่ตัว และถ้าอากาศร้อนในตอนกลางวัน โอกาสจะพบว่ากุ้งเป็นตะคริว (cramp) ตัวงอเป็นจำนวนมาก และต่อมาตัวจะมีสีขาวขุ่น ถ้าไม่รับปล่อยคืนลงในบ่อ กุ้งเหล่านี้จะตายในเวลาต่อมา บ่อที่กุ้งแน่นและปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำต่ำ เมื่อยกยอกุ้งจะเป็นตะคริวและตัวขุ่นขาวมากกว่าปกติ
การปรับอาหารโดยใช้ยอ ทำได้ยากกว่ากุ้งกุลาดำ นอกจากในบ่อที่มีการปล่อยลูกกุ้งอย่าง
หนาแน่นตั้งแต่ 60 ตัว/ตารางเมตร ขึ้นไป และมีอัตรารอดสูง อาจจะปรับอาหารโดยใช้ยอได้ในสัปดาห์ที่ 5 สำหรับในบ่อที่ไม่สามารถปรับอาหารโดยใช้ยอได้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งต้องสังเกตปริมาณอาหารในลำไส้ของกุ้งว่ามีสีเดียวกับอาหารเม็ดหรือไม่ ถ้าก่อนให้อาหารมื้อต่อไปประมาณ 30 นาที พบว่าร้อยละ 90 ของกุ้งมีอาหารในลำไส้เป็นสีของสาหร่ายหรือสิ่งอื่นๆที่ไม่ใช่อาหารเม็ด แสดงว่าอาหารที่ให้ในมื้อก่อนหน้านี้ไม่เหลือแล้ว
การให้อาหารอาจให้วันละ 4 มื้อหรือ 5 มื้อแล้วแต่ความถนัด ถ้ามีกุ้งหนาแน่น คือ ปล่อย
ลูกกุ้ง 60 ตัว/ตารางเมตรขึ้นไป ช่วง 5 สัปดาห์แรกอาจจะให้วันละ 4 มื้อ หลังจากนั้นอาจจะเพิ่มเป็นวันละ 5 มื้อก็ได้
5. การจัดการเรื่องคุณภาพน้ำและแพลงก์ตอน กุ้งชนิดนี้ไม่ชอบน้ำที่เข้มจัด สังเกต
ว่าถ้าใช้ระบบปิด ไม่ถ่ายน้ำเป็นเวลานานๆ เมื่อน้ำมีสีเข้มมาก เหงือกกุ้งจะมีสีดำ ควรถ่ายน้ำเป็นระยะๆ ควบคุมอย่าให้แพลงก์ตอนเข้มข้นเกินไป เหงือกกุ้งจะมีสีดำ กุ้งจะเริ่มมีปัญหาได้และอาจจะมีผลทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในตอนกลางคืนได้ กุ้งชนิดนี้ไม่ค่อยพบตามขอบบ่อเหมือนกับกุ้งกุลาดำ ดังนั้นเมื่อมีปัญหา กุ้งอาจจะตาย จมอยู่ในบ่อเป็นจำนวนมากในขณะที่ตามขอบบ่ออาจจะไม่พบกุ้งป่วยหรือมีเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น
6. การจับกุ้ง ถ้าต้องจับโดยการเปิดประตูแล้วให้กุ้งออกไปอยู่ในถุงอวนระวังกุ้งออกมา
กองกันแน่นเกินไป ได้รับความเสียหายได้ การจับแบบเปิดประตูระบายน้ำ น้ำต้องมีความแรงมากพอกุ้งจึงจะออกไปกับน้ำ ถ้าจับตอนกลางคืนควรปิดไฟให้มืดทั้งบ่อ ยกเว้นที่ประตูเปิดจับกุ้ง ควรใช้ไฟส่องให้สว่าง กุ้งจะมาบริเวณที่มีแสงไฟ ทำให้เมื่อเปิดประตูให้น้ำไหลออกไปจะจับกุ้งได้อย่างรวดเร็ว ในกรณีที่เลี้ยงด้วยน้ำความเค็มต่ำ ไม่มีประตูระบายน้ำ การจับควรใช้อวนทับตลิ่งแบบที่ใช้กับการจับกุ้งก้ามกราม ลากอวน 2 ครั้งก็เพียงพอ ส่วนกุ้งที่เหลือก็ใช้จับโดยประตูเทียม จะทำให้กุ้งที่ตกค้างที่พื้นบ่อมีน้อยความเสียหายไม่มาก
ในเรื่องของการป้องกันโรคที่ต้องระมัดระวัง คือ ปัญหาโรคไวรัส TSV จะทำความเสีย
หายแก่กุ้งชนิดนี้เช่นเดียวกับที่มีรายงานในไต้หวันหรือประเทศในทวีปอเมริกาใต้ และที่ต้องคอยติดตาม คือ โรค IHHNV (Infectious Hypodermal and Hematopoietic Necrosis Virus) ที่ตามปกติสามารถพบได้ในกุ้งกุลาดำ แต่ไม่ทำให้กุ้งกุลาดำตายหรือโตช้า ถ้าไวรัส IHHNV เกิดในกุ้งขาวแวนนาไม จะทำให้กุ้งโตช้ามากสังเกตได้จากกุ้งที่มีไวรัสชนิดนี้ กรีจะกุดงอ ตัวอาจจะคดด้วย และระยางค์ ส่วน TSV ต้องติดตามดูว่าจะทำความเสียหายแก่กุ้งกุลาดำมากน้อยแค่ไหน จากการนำกุ้งขาวชนิดนี้เข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย
จากข้อมูลที่ข่าวกุ้งฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งขาว
ชนิดนี้ ผมเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรที่สนใจจะทดลองเลี้ยงกุ้งชนิดนี้จึงได้นำข้อมูลดังกล่าวทั้งหมดมาลงพิมพ์อีกครั้ง
ฟาร์มที่เลี้ยงกุ้งรอบที่แล้ว อยู่ที่ "ฟาร์มปราจีนบุรี" ซึ่งตั้งอยู่ที่ 5/1 หมู่ 1 ตำบลบ้านสร้าง
จังหวัดปราจีนบุรี (ฟาร์มแห่งนี้มีพื้นที่ทั้งหมด 32 ไร่ มีบ่อพักน้ำ 3.85 ไร่ เป็นบ่อเลี้ยง 22.18 ไร่ เฉลี่ยบ่อละ 2.5-3.0 ไร่ ในหน้าแล้งน้ำทะเลจากแม่น้ำบางประกงขึ้นถึง ดังแสดงในรูปที่ 1 จะเห็นว่าเป็นระบบการเลี้ยงแบบ 1:1 โดยใช้โปรแกรมโปรไบโอติกฟาร์มมิ่งฯ) เพื่อเป็นกรณีศึกษาสำหรับทุกท่าน ดังนี้

รูปที่ 1 แผนผังฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาว ที่ปราจีนบุรี


หมายเหตุ : สัญลักษณ์ หมายถึง ท่อพีวีซี และแสดงการไหลของน้ำ

การเลี้ยงกุ้งขาวในเขตจังหวัดปราจีนบุรี ความเค็มที่เหมาะสมคือ 1 พีพีทีขึ้นไป (หากกุ้งแน่นควรรักษาความเค็มไว้ที่ 2-3 พีพีที) และถ้ากุ้งเริ่มไม่โตให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาจเกิดจาก 2 กรณี คือ ไม่มีการถ่ายน้ำ (ปิดระบบนานเกินไป) หรือความเค็มลดลงจนถึงระดับที่กุ้งไม่โต คือประมาณไม่ถึง 1.0 พีพีที
ข้อมูลที่เป็นภาพรวมของการเลี้ยงกุ้งที่ปราจีนบุรีนั้นในช่วง 1 เดือนแรก กุ้งที่เลี้ยงควรจะได้น้ำหนักโดยเฉลี่ย 3 กรัม/ตัว หลังจากนั้นน้ำหนักควรจะเพิ่มในอัตรา 1.5 กรัม/สัปดาห์ (ความเค็ม 2.5-4.0 พีพีที) โดยเฉพาะถ้าเป็นกุ้งสายพันธุ์ดีและเลี้ยงที่ความเค็ม 6 พีพีที กุ้งจะโตดีที่สุดและหากมีการถ่ายน้ำอย่างเพียงพอก็จะทำให้ผลการเลี้ยงกุ้งดียิ่งขึ้น
เมื่อสีน้ำเข้มมากและกุ้งไม่ค่อยโต วิธีที่ดีที่สุดควรถ่ายน้ำตอนเย็น เติมน้ำจากบ่อพักเข้าไปทดแทน โดยพยายามรักษาความเค็มไว้ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 2.0 พีพีที
ที่สำคัญระหว่างการเลี้ยงควรจะมีการรักษาระดับความเค็มให้ได้ตั้งแต่วันแรก จะดีกว่าเลี้ยงที่ความเค็มต่ำไปเรื่อยๆ จนเหลือ 0 พีพีที มักจะมีผลการเลี้ยงไม่ดี โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ที่ความเค็มต่ำมาก กุ้งจะเริ่มหายไปบ้าง
ปัญหาที่พบคือเรื่องการเช็คยอ จากประสบการณ์การเลี้ยงช่วงปลายปี 2544 ถึงปี 2545 ทั้งปี สามารถปรับการเช็คยอได้เพียงรอบเดียว บ่อที่เช็คยอได้ต้องปล่อยกุ้งหนาแน่นมากอย่างต่ำไร่ละแสนตัว และมีอัตรารอดสูงเกิน 80% บ่อทั่วไปควรต้องใช้หลายอย่างประกอบกัน ถ้าจะให้อาหารโดยคิดจากการประเมินอัตรารอดจะไม่สามารถใช้กับกุ้งขาวได้ เนื่องจากถ้าอัตรารอดจริงน้อยกว่าการประเมินจะมีผลทำให้อาหารเหลือและมีปัญหาอื่นๆ ตามมา ดังนั้นควรจะใช้การเช็คยอร่วมกับการประเมินอัตรารอดและปัจจัยอื่นๆ ด้วย
ที่สำคัญไม่ควรใช้สารเคมีระหว่างการเลี้ยง จากประสบการณ์ที่เคยเลี้ยงมาไม่เคยใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะเลย จะช่วยประหยัดต้นทุนได้มากและไม่มีปัญหาเรื่องยาและสารเคมีตกค้าง แต่สามารถใช้วัสดุปูนและเกลือแร่หรือแร่ธาตุต่างๆ ได้ ส่วนค่าอัลคาไลน์และพีเอชน้ำใช้แนวทางการจัดการคุณภาพน้ำเหมือนการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
เนื่องจากที่ฟาร์มปราจีนบุรีเป็นการเลี้ยงกุ้งขาวระบบความเค็มต่ำ การเติมแร่ธาตุต่างๆ จึงจำเป็นในการเติมลงไปในน้ำและควรผสมเกลือแร่ต่างๆ คลุกกับอาหารให้กุ้งกินด้วยโดยเฉพาะในช่วงก่อนลอกคราบ หากกุ้งได้รับแร่ธาตุจากน้ำและอาหารเพียงพอ เมื่อลอกคราบแล้วเปลือกจะแข็งเร็วและโตเร็ว ส่วนในช่วงเวลาปกติจะมีการเสริมแร่ธาตุหรือไม่ก็ได้
อย่างไรก็ตามเนื่องจากในหน้าแล้ง น้ำทะเลมีความเค็มสูง จึงไม่ควรเลี้ยงกุ้งขาวโดยให้ความเค็มเริ่มต้นในคอกต่ำมากเกินไป ถ้าเป็นไปได้เมื่อเปิดคอกออกมาแล้วควรมีความเค็มอย่างต่ำ 3 พีพีที (โดยเฉพาะกรณีที่ปล่อยกุ้งความหนาแน่นสูง กรณีนี้ไม่ใช่เลี้ยงไม่ได้ ถ้าปล่อยกุ้งแน่นแต่เริ่มต้นการเลี้ยงที่ความเค็มต่ำจะมีผลคือไม่สามารถเลี้ยงกุ้งขนาดใหญ่ได้ทำให้ขายไม่ได้ราคา) ที่ฟาร์มปราจีนบุรีปรับความเค็มในคอกไว้ที่ 8-10 พีพีที อนุบาลไว้ 3-4 วัน และเมื่อปล่อยออกจากคอกความเค็มอยู่ที่ 3 พีพีที (การเติมน้ำเค็มสามารถเติมได้ตลอดตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยออกจากคอกโดยดูว่าไม่ควรให้ความเค็มของน้ำในบ่อต่ำกว่า 1 พีพีที)
การให้อากาศ ฤดูแล้งอากาศร้อนสีน้ำเข้มเร็ว ถ้ากุ้งแน่นสีน้ำยิ่งมีโอกาสเข้มจัดและพบปัญหาออกซิเจนต่ำ ในช่วงหลังเที่ยงคืนจนถึงเช้ามืด กุ้งขาวมีกิจกรรม (Activity) มากจึงมีการใช้ออกซิเจนสูงกว่ากุ้งกุลาดำ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีเครื่องให้อากาศอย่างเพียงพอเพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตและเพื่อให้จุลินทรีย์ต่างๆ ทำงานได้อย่างเต็มที่
เครื่องให้อากาศ จะใช้เครื่องแขนยาว 2 ตัว เป็นเครื่องยนต์ 11 แรงม้า 1 ตัว มี 3 แขน และในเครื่องยนต์ตัวเดียวกันสามารถปรับได้ว่าแต่ละแขนจะให้รอบการตีน้ำเป็นอย่างไร บางแขนจะปรับให้มีรอบธรรมดาเพื่อให้ผสมน้ำ บางแขนจะปรับให้มีรอบเร็วเพื่อเพิ่มออกซิเจน ที่ฟาร์มปราจีนบุรี ในเวลากลางวันที่อากาศร้อนจัดจะเปิดเครื่อง 1 ตัว เพื่อผสมน้ำ และจะไม่มีการปิดเครื่องทั้งวัน เพราะถ้าเกิดกรณีแพลงก์ตอนตายจะมีการสะสมที่พื้นบ่อแล้วทำให้การทำความสะอาดพื้นบ่อเป็นไปได้ยาก
อุณหภูมิน้ำ ควรอยู่ที่ 27-31 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิน้ำสูงเกิน 32 องศาเซลเซียส กุ้งจะเริ่มกินอาหารลดลง
กรณีพื้นบ่อไม่สะอาด สีน้ำเข้มจัดนานๆ ส่วนใหญ่จะพบปัญหากุ้งเหงือกดำ ควรมีการถ่ายน้ำซึ่งจะทำให้กุ้งลอกคราบ แต่หากพบว่าการลอกคราบรอบเดียวไม่สามารถทำให้ปัญหากุ้งเหงือกดำหมดไปได้ ต้องมีการลอกคราบอย่างน้อยสองรอบ
ความหนาแน่นในเขตราชบุรีและนครปฐมแนะนำให้ปล่อย 70,000 ตัว/ไร่ แต่ถ้าต้องการปล่อย 100,000 ตัว/ไร่ ต้องมั่นใจว่ามีเครื่องให้อากาศเพียงพอและมีบ่อพักน้ำมากพอและสามารถเติมน้ำเค็มได้ ถ้าพบว่ากุ้งแน่นและในระหว่างการเลี้ยงที่ 90 วันขึ้นไป อัตราการเจริญเติบโตต่ำกว่าเกณฑ์ให้ลากอวนโดยใช้อวนทับตลิ่งขนาดตา 3.5 ซม. เพื่อจะได้กุ้งขนาดใหญ่ขึ้นมาก่อนประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนกุ้งที่ลอดตาอวนขนาด 3 ซม. เหลือเลี้ยงต่ออีก 2 สัปดาห์ จึงจับหมดทั้งบ่อ ถ้าเป็นกุ้งสายพันธุ์ดีจะมีแค่สองขนาด เช่น ขนาดใหญ่ 60 ตัว/กก. ขนาดที่เหลือประมาณ 80 ตัว/กก. กรณีกุ้งสายพันธุ์ดีมากไม่แตกไซส์เลย สามารถจับคว่ำบ่อทั้งหมดเพียงครั้งเดียวได้เลย
ในกรณีที่ไม่มีปัญหาเรื่องอุณหภูมิน้ำได้มีการทดลองดูการกินอาหารของกุ้งขาว โดยก่อนการให้อาหารในแต่ละมื้อ เช่นถ้าให้อาหารเวลา 11.00 น. จะเหวี่ยงแหเพื่อดูลำไส้กุ้ง เวลา 10.30 น. ถ้าพบว่าลำไส้กุ้งมีสีดำ ซึ่งไม่ใช่สีอาหารกุ้ง แต่เป็นสีของซากแพลงก์ตอนและตะกอนดิน แสดงว่ากุ้งพร้อมที่จะกินอาหาร (ถึงเวลาต้องให้อาหาร) แต่ถ้าเวลา 10.30 น. เมื่อเหวี่ยงแหแล้วล้ำไส้กุ้งมีสีน้ำตาลที่เป็นสีของอาหารกุ้งแสดงว่า ยังมีการกินอาหาร (อาหารที่พื้นบ่อยังคงมีเหลือ) ควรยืดเวลากินอาหารออกไปได้โดยไม่ต้องสนใจการเช็คยอว่าอาหารเหลือมากหรือเหลือน้อย กรณีที่อุณหภูมิน้ำร้อนจัดหรือค่อนข้างเย็นก็ทดสอบการกินอาหารของกุ้งโดยวิธีเดียวกัน
กุ้งขาวในลำไส้จะมีสีตลอดเวลาเนื่องจากมีการกานตลอดเวลาแม้เมื่อนำมาใส่ในถังที่ไม่มีอาหารก็พบว่าลำไส้เต็มตลอด เพราะฉะนั้นจะดูว่ากุ้งขาวไม่กินอาหารโดยวิธีการกูลำไส้กุ้งว่างไม่ได้ แต่ถ้าบางคนเข้าใจผิดคิดว่ากุ้งขาวหาอาหารกินเก่ง ไม่ต้องให้อาหาร เป็นการเข้าใจที่ผิด เนื่องจากได้มีการทดลองนำกุ้งขาวที่ไม่มีการให้อาหาร แต่ในลำไส้ยังคงเต็ม พบว่าในกระเพาะกุ้งรวมทั้งในลำไส้มีเศษซากของแพลงก์ตอนและตะกอนดิน ซึ่งไม่ย่อยเลย
กุ้งป่วยจะสังเกตสีของลำตัวขุ่น ซึ่งเกิดจากการขาดออกซิเจน แต่เมื่อมีการเพิ่มออกซิเจนให้อย่างเพียงพอลำตัว ก็จะหายขุ่นและอาการกุ้งก็จะปกติได้ ถ้ามีการติดโรคจะพบลักษณะของกรีไม่ตรงหรือกรีกุด หรือกรีสั้นเกินไป และพบลักษณะของลำตัวคด ตัวงอ ส่วนมากเป็นการติดเชื้อที่มาจากสายพันธุ์กุ้งที่ไม่ดี คือติดเชื้อไวรัส ไอเอชเอชเอ็นวี (IHHNV - Infectious Hypodermal and Hematopoietic Necrosis Virus ) เช่น มีการเลี้ยงกุ้งขาวจากกุ้งพีแล้วมีการนำมาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ โดยที่ไม่มีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดี เมื่อพบกุ้งลักษณะนี้ในบ่อ กุ้งมักจะไม่โต กุ้งที่มีลักษณะปกติในบ่อเดียวกันก็จะโตช้าด้วย ส่วนมากจะเริ่มเห็นอาการกุ้งแบบนี้หลังจากอายุกุ้ง 1 เดือนผ่านไป และจะพบจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผลการเลี้ยงกุ้งออกมาไม่ดี
สีน้ำ ช่วงเดือนแรกสีน้ำจะขุ่น เพราะกุ้งอยู่นิ่ง อย่างน้อย 6-7 สัปดาห์สีน้ำจึงจะขึ้นสวย แต่พอเข้าฤดูแล้งจัด สีน้ำจะเข้มจัด
การจัดการ ไม่ควรให้ขอบบ่อมีหญ้าขึ้นรก บ่อที่มีหญ้ารกแล้วยื่นลงไปในน้ำมักจะพบปัญหากรณีที่เกิดเสียงดังรบกวนกุ้งขาว แล้วกุ้งตกใจกระโดดขึ้นขอบบ่อ เมื่อกุ้งกระโดดขึ้นมาติดตามหญ้าขอบบ่อแล้วลงไปในบ่อไม่ได้ก็ทำให้มีการเสียหาย รวมทั้งกรณีที่มีการล้อมรั้วสามชั้น ก็ควรล้อมให้ห่างจากแนวขอบบ่อมากกว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
การสุ่มกุ้ง จะใช้แหญี่ปุ่นซึ่งทำจากเอ็น ข้อดีคือ เมื่อเหวี่ยงแหแล้วไม่ต้องเสียเวลาแกะนาน ทำให้กุ้งไม่ช้ำและไม่มีการเสียหาย การเหวี่ยงแหอาจจะได้ไม่กว้างนัก ให้เตรียมกะละมังที่มีน้ำจากในบ่อกุ้งนั้นๆ อยู่ด้วย แล้วแค่กระตุกแหญี่ปุ่นกุ้งขาวก็จะหลุดลงมาได้หมด และเมื่อมีการชั่งน้ำหนักเรียบร้อยแล้วให้ค่อยๆ เทกุ้งลงน้ำเพื่อไม่ให้กุ้งช้ำ ที่ฟาร์มปราจีนบุรี ถ้าเป็นกุ้งสายพันธุ์ดีจะพบกุ้งขนาดเดียวเท่านั้น ดังนั้นการเหวี่ยงแหจะเหวี่ยงแค่ครั้งเดียว และนำมาชั่งน้ำหนักเพียงครั้งละ 1 กก.
การเลี้ยงครอบนี้ ท่านอาจารย์ชลอเปิดเผยว่า เลี้ยงตามโปรแกรมโปรไบโอติกฟาร์มมิ่งฯ ด้วยวิธีที่ถูกต้องในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมบ่อ เตรียมน้ำ ลูกกุ้ง การจัดการและการใช้โปรไบโอติก ฯลฯ เป็นการเลี้ยงผ่านหนาวที่ถือว่าหินมาก (ลงกุ้งช่วงเดือนตุลาคม 2545) แต่ก็ยังสามารถจับกุ้งได้ขนาดเฉลี่ย (ผ่านไซส์) 66 ตัว/กก. ได้
ข้อสังเกต
- วิธีดูกุ้งขาวให้สังเกตความยาวของกรีไม่ควรเกินลูกตา
- วิธีดูพีกุ้ง โดยการนับจำนวนหนามที่กรีด้านบนได้เท่าไรให้คูณด้วย 3 จะได้พีเท่านั้น
- ถ้าสั่งลูกกุ้งขาวจำนวนมากๆ อาจพบกุ้งแตกไซส์ เพราะลูกกุ้งมาจากหลายแม่ เนื่องจากอัตราการให้ไข่ของแม่กุ้งขาวในแต่ละตัวมีจำนวนน้อย แต่ถ้าเป็นกุ้งสายพันธุ์ดีจะมีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกันและไล่ไซส์ทันกันได้ ภายใน 1 เดือน
- กุ้งขาวขณะเวียนน้ำในกะละมังจะไม่รวมตัวกัน แต่จะอยู่กระจายสังเกตเห็นตาจะมีขนาดใหญ่
- กรณีปล่อยถุงให้ลอยถุงเพื่อปรับอุณหภูมิน้ำหลังจากนั้นใช้ใบมีดกรีดถุง จึงปล่อยลงคอก
- กรณีเลี้ยงที่น้ำความเค็มสูงควรปล่อยถังโดยปรับอุณหภูมิกุ้งในถังก่อนแล้วจึงปล่อยลงบ่อ ถ้าไม่มั่นใจว่าน้ำเค็มในบ่อมีแร่ธาตุเพียงพอสามารถเติมแร่ธาตุลงในถังจะช่วยให้อัตราการรอดดีขึ้นได้
ความยาวกุ้ง ที่ฟาร์มปราจีนบุรีมีขนาดดังนี้
วันที่ปล่อยกุ้ง ยาว 8 มม.- 1.0 ซม.
8 วัน ยาว 2 ซม.
14 วัน ยาว 3 ซม.
21 วัน ยาว 5 ซม.
28 วัน ยาว 7 ซม. และมีน้ำหนัก 3 กรัม เมื่ออายุได้ 65-70 วันควรได้ขนาด 100 ตัว/กก.
การให้อาหาร ให้ 4 มื้อ เวลา 7.00 ,11.00 , 16.00 , 22.00 น. โดยที่ฟาร์มปราจีนบุรีมี
การเลี้ยงผ่านฤดูหนาว การให้อาหารจะขึ้นกับอุณหภูมิน้ำ ดังนี้
- อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมในการกินอาหาร คือ 27 องศาเซลเซียส
- เมื่ออุณหภูมิน้ำลดลงเหลือ 26 องศาเซลเซียส ให้ลดอาหาร 20 %
- เมื่ออุณหภูมิน้ำลดลงเหลือ 25 องศาเซลเซียส ให้ลดอาหาร 30 %
- เมื่ออุณหภูมิน้ำลดลงเหลือ 24 องศาเซลเซียส ให้ลดอาหาร 50 %
- เมื่ออุณหภูมิน้ำลดลงเหลือต่ำกว่า 24 องศาเซลเซียส ให้งดอาหาร รอจนอุณหภูมิเพิ่มขึ้น และถ้าอุณหภูมิสูงเกิน 33-34 องศาเซลเซียส ให้งดอาหาร

ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมานี้คิดว่าจะเป็นประโยชน์และแนวทางในการตัดสินใจก่อนการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม


มารู้จักกุ้งขาวแวนนาไมก่อนตัดสินใจเลี้ยง
ดร. ชลอ ลิ้มสุวรรณ