แนวทางการเลี้ยงกุ้งหน้าฝน โดย น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ
กุ้งกุลาดำมีแนวทางการเลี้ยง อยู่ 3 ระดับ คือ
ฟาร์มที่มีอุปกรณ์หรือเงินทุนจำกัดไม่ค่อยมีน้ำใช้ในการเปลี่ยนถ่ายหรือมีบ่อพักน้ำเล็ก ควรปล่อยกุ้งบาง ประมาณ 10,000 -16,000ตัว/ไร่
ส่วนรายที่มีเครื่องตีน้ำมากพอ สามารถเปิดฉุกเฉินได้เมื่อจำเป็น ถ้าต้องการเลี้ยงกุ้งไซส์ใหญ่ควรจะปล่อยกุ้งไม่เกิน 30000 ตัว/ไร่
การเตรียมบ่อ
ซึ่งการปล่อยกุ้งทั้ง 2 แบบนี้ การเตรียมบ่อในช่วงหน้าฝนก็ทำทุกอย่างได้ตามปกติทั่วไป เพราะการเตรียมบ่อช่วงหน้าแล้งต่อหน้าฝนยังพอมีแดดให้ตากบ่อได้ แต่สิ่งที่ต้องเน้นก็คือต้องกำจัด หรือจัดการพาหะออกให้หมด ตรงนี้สำคัญมาก สัตว์ที่เป็นพาหะหรือสัตว์ที่เป็นศัตรูกุ้งเช่นเคย ลูกกุ้งธรรมชาติ ถ้าเราไม่เอาเลนออกแล้วเราปล่อยลูกกุ้งบางอยู่แล้ว พวกนี้จะกินกุ้งหมด เพราะฉะนั้นก่อนดึงน้ำเข้าจะต้องเตรียมบ่อเป็นอย่างดี ตรงไหนที่มีที่ชื้นแฉะ เช่น ที่หน้าประตูอาจจะต้องใช้คลอรีนผสมน้ำและสาดเฉพาะบริเวณนั้น เพื่อฆ่าสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรคหรือสัตว์ที่เป็นศัตรูกุ้งได้ ยิ่งถ้าในเขตที่มีโรคระบาดจะต้องกำจัดพาหะให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น

สำหรับขั้นตอนการสูบน้ำเข้าบ่อ ถ้าเราทำบ่อได้ดี ตอนดึงน้ำเข้าเราใช้วิธีกรองอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว แต่ต้องกรองในระดับอย่างน้อยถุงผ้า 4 ชั้น เพราะเราได้มีการทดลองแล้ว โดยนำผ้าป่านใยแก้ว หรือผ้าสาลูมากรอง 2 ชั้น ก็ไม่เพียงพอ ยังมีไข่ปลาและไข่กุ้งเข้าไปได้ แต่เราทดลองใช้ 4 ชั้น ปรากฏว่าไม่มีอะไรเข้าไปในบ่อได้เลย ซึ่งตรงนี้มีการทดลองทำหลายฟาร์มและหลายบ่อแล้ว แต่เงื่อนไขในการกรองผ้ามีอย่างเดียว นั่นคือ ถุงกรองต้องยาวในความเห็นผมถ้าเราสูบน้ำโดยใช้ท่อพญานาคหรือท่อที่เคลื่อนที่ย้ายได้ ควรใช้ผ้าสาลูอย่าง 6 เมตร แต่โดยส่วนตัวที่ผมทำอยู่ผมใช้ผ้า 1 ม้วน คือประมาณ 9 เมตรซึ่งผ้า 1 พับจะยาว 40 หลา หรือ 36 เมตร จะทำได้ 1 ชุด (4 ชั้น) แต่ถ้ารายใดที่กรองเป็นอย่างดี แล้วมีสัตว์น้ำธรรมชาติเกิดในบ่อ แสดงว่าเราพลาดตรงเตรียมบ่อ

ส่วนในกรณีที่บางฟาร์มไม่มีบ่อพักน้ำ
จำเป็นต้องสูบจากคลองหรือจากแหล่งน้ำที่ค่อนข้างมีตะกอนหรือมีเศษขยะต่างๆ ด้านหน้าท่อทางน้ำเข้าควรใช้อวนฟ้าตาถี่ที่สุด 2 ชั้นคลุมไว้ ซึ่งวิธีทำโดยทั่วไปเราจะใช้ตะกร้าชั่งกุ้งครอบไว้ที่หน้าท่อแล้วใช้อวนมุ้งฟ้าหุ้มตะกร้าผูกติดไว้กับท่ออีกทีหนึ่งตรงนี้จะช้วยกรองไม่ให้สัตว์น้ำตัวใหญ่หรือเศษขยะเข้าไปได้ ปลายท่อก็จะไม่ตัน หลังจากนั้นเมื่อสูบน้ำเข้าบ่อได้ระดับแล้วเราก็ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ลากโซ่ประมาณ 4-5 วันสีน้ำก็จะเริ่มขึ้น ยิ่งถ้าบ่อเก่าที่ไม่ได้นำเลนออกสีน้ำจะขึ้นได้ง่ายมากพอสีน้ำขึ้นก็ให้ใช้วิธีการของคุณประยูร หงษ์รัตน์ คือทิ้งช่วงให้สีน้ำนิ่งได้ที่ และตรวจคุณภาพน้ำในบ่อ พีเอชช่วงเช้าให้อยู่ประมาณ 7.5-7.8 แต่การเตรียมน้ำช่วงหน้าแล้งต่อหน้าฝนมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอยู่นิดเดียวคือ น้ำบางบริเวณที่ไม่ค่อยมีสายพันธุ์แมลงที่ให้ไข่เป็นหนอนแดง ถ้ากรณีนี้อาจจะต้องใช้เวลาในการเตรียมน้ำนานขึ้นอีกสักหน่อย คือพอสีน้ำนิ่งแล้วอาจจะรออีก 7-10 วัน เพื่อให้มีอาหารธรรมชาติมากพอแล้วจึงค่อยปล่อยลูกกุ้ง

สำหรับการปล่อยลูกกุ้ง
โดยหลักการเราสามารถปล่อยได้ทุกเวลา แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่า ไม่ควรปล่อยกุ้งตอนที่น้ำมีอุณหภูมิสูง เพราะจะทำให้ลูกกุ้งอัตรารอดต่ำ แต่หากอากาศไม่ร้อนมากเราสามารถปล่อยกุ้งได้ตลอดทั้งวัน สำหรับช่วงเวลาที่เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปล่อยกันมากที่สุด คือช่วงบ่ายถึงใกล้ๆพลบค่ำ เพราะช่วงเวลานี้อุณหภูมิน้ำจะต่ำลงแล้ว ส่วนการปล่อยช่วงเช้ามืดก็สามารถทำได้ แต่มีความเสี่ยงอยู่บ้างนั่นคือบางฟาร์มใช้เวลาในการปล่อยกุ้งนาน ความพร้อมของแต่ละบ่อไม่เหมือนกัน อาจจะทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนได้ง่ายแต่ตอนบ่ายออกซิเจนในน้ำจะสูง เราจะได้เปรียบในเรื่องของออกซิเจน แต่เราจะเสียเปรียบในเรื่องของอุณหภูมิน้ำร้อนเกินไป ฉะนั้นต้องระวังตรงน้ำให้ดี
***ในกรณีฝนตกเราก็สามารถปล่อยกุ้งได้เช่นกัน ถ้าปล่อยในถังแล้วให้ออกซิเจนไม่ค่อยมีปัญหา แต่สำหรับ การปล่อยแบบลอยถุงลูกกุ้งปรับอุณหภูมิ ในขณะที่แสงแดดและฝนกำลังตกเราจะต้องคอยพลิกถุงอยู่ตลอดเวลายิ่งช่วงฝนตกนั้นสำคัญมาก เราจะต้องมีคนคอยพลิกถุงทุกถุงอยู่ตลอดเวลา เพราะอุณหภูมิน้ำในถุงจะหลอกเรา คือ ถ้าปล่อยกุ้งตอนทีมีแสงแดดจัด แล้วเราไม่พลิกถุง แสงแดดที่ส่องลงไปที่ถุงลูกกุ้งจะมีอุณหภูมิน้ำในถุงร้อนเร็วกว่าปกติในขณะเดียวกันถ้าฝนตกหนัก แล้วเราไม่พลิกถุง น้ำในถุงจะเย็นเร็วกว่าปกติ เพราะฉะนั้นทั้ง2 กรณีคือฝนตกหนัก และมีแสงแดดจัด ควรพลิกถุงอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้จะทำอุณหภูมิในบ่อและในถุงเท่ากัน เราก็แกะถุงเท หรือกรีดถุงปล่อยลูกกุ้งได้เลย เพราะปัจจุบันเราให้โรงเพาะฟักปรับความเค็มลูกกุ้งเท่ากับความเค็มของน้ำในบ่ออยู่แล้ว แต่ก่อนปล่อยลูกกุ้งควรมีการทดสอบศักยภาพการปรับตัวของลูกกุ้งก่อนโดยการเปิดถุงแล้นำลูกกุ้งส่วนหนึ่งมาใส่ในกะละมัง จากนั้นทำการเปลี่ยนน้ำเยอะๆ ถ้ากล้ามเนื้อลูกกุ้งไม่ขาวขุ่น (เกิดจุดฝ้าขาวช่วงกลางลำตัว) หรือพบบางส่วนแต่น้อยกว่า 20% เราก็ใช้มีดกรีดถุงหรือเปิดถุงปล่อยตรงได้เลย ตรงนี้จะทำให้อัตรารอดดี แต่หากเรานำลูกกุ้งไปทดสอบแล้วปรากฏว่า เกิดจุดฝ้าขาวเกิน 20%) ถ้าเราปล่อยลูกกุ้งลงบ่อ ลูกกุ้งจะปรับตัวไม่ได้ อัตรารอดต่ำ ดังนั้นให้เปิดถุงแล้วนำน้ำในบ่อเติมลงไป 1 เท่าของน้ำในถุง แล้วนำน้ำในบ่อเติมลงไป 1 เท่าของน้ำในถุง เพื่อให้ลูกกุ้งปรับตัวก่อนแล้วจึงปล่อย

****ข้อควรระวังในการปล่อยกุ้ง ถ้าเป็นเขตน้ำจืด แล้วเรามีการเตรียมน้ำนานอาจจะมีลูกแมงปอเกิดขึ้นในบ่อได้ ดังนั้นต้องกำจัดลูกแมงปอก่อนปล่อยกุ้งอย่างน้อย 3 วัน ซึ่งมีวิธีกำจัดอยู่ 2 วิธีคือ
1.ใช้การตีอวนมุ้งฟ้า จะทำเป็นอวนรุน หรืออวนผืนยาวๆก็ได้ การลงอวนจะต้องทำช่วง 6 โมงเย็น ถึง 3 ทุ่ม เพราะช่วงนี้ลูกแมงปอจะออกมาว่ายน้ำ ซึ่งตอนกลางวัน ลูกแมงปอจะฝังตัวอยู่ในตะกอน หรือเกาะอยู่ตามรากไม้ เสายอ เมื่อเราตีอวนจะไม่ค่อยได้ตัวอ่อนขึ้นมาแต่กลางคืนลูกแมงปอจะออกจากที่อาศัยมาว่ายน้ำ ถ้าเราลากอวนจะได้ลูกแมงปอเยอะ
2.ใช้น้ำมันพืชในอัตรา 5-10 ลิตรต่อไร่ สาดให้ทั่วบ่อช่วงเย็น หรือตอนกลางคืนก็ได้ เมื่อเราใส่น้ำมันพืชลงไปในบ่อจะทำให้เกิดฝ้าเคลือบที่ผิวน้ำ พอลูกแมงปอขึ้นมาที่ผิวน้ำ น้ำมันพืชจะเข้าเหงือกทำให้แมงปอตาย ก็ช่วยกำจัดลูกแมงปอออกจากบ่อได้เยอะ พอช่วงเช้าเราเปิดใบพัดตีน้ำ ฝ้าน้ำมันพืชก็จะหายไป หลังจากนั้นเราก็ปล่อยกุ้งได้

สำหรับการให้อาหาร ในส่วนของฟาร์มที่ปล่อยกุ้งบาง คือไม่เกิน 30,000 ตัว/ไร่ หลังจากปล่อยลูกกุ้งแล้วแทบไม่ต้องให้อาหาร จะให้อาหารน้อยมาก แค่เดินหว่านเฉพาะริมๆ ตลิ่งรอบบ่อก็ได้แล้ว เพราะในบ่อเรามีอาหารธรรมชาติเพียงพอสำหรับกุ้งอยู่แล้ว เราก็ให้อาหารในอัตรา อาหาร 1กก/ลูกกุ้ง 1 แสนตัว แบ่งออกเป็น 2 มื้อ ยืนไว้ 3 วัน แต่บ่อที่ไม่ได้เตรียมอาหารธรรมชาติไว้ก็อาจจะเริ่มต้นที่ อาหาร 2 กิโลกรัม/ลูกกุ้ง 1 แสนตัว แบ่งออกเป็น 4 มื้อ ยืนไว้ 10 วัน แต่สำหรับบ่อที่ปล่อยกุ้งแน่นกว่า 30,000 ตัวต่อไร่ ตรงนี้ถึงจะเตรียมอาหารธรรมชาติไว้แล้ว ในช่วง 3 วันแรก ก็ยังต้องให้อาหารอย่างเต็มที่ เพราะจากการทดลองหลังปล่อยกุ้งวันแรกกุ้งจะยังไม่กินอาหารธรรมชาติ แต่จะกินซากแพลงก์ตอน ตะกอนดิน และตะกอนอาหารเป็นหลัก พอวันที่ 2 เขาก็จะเริ่มกินอาหารธรรมชาติ และจะกินอาหารธรรมชาติมากในวันที่ 3 เป็นต้นไปซึ่งตรงนี้ถ้า 3 วันแรกเรายังไม่ให้อาหารกุ้งจะกินอาหารได้ไม่เต็มที่ หลังจากนั้นวันที่ 4 ถ้าเห็นว่าในบ่อมีอาหารธรรมชาติเหลืออยู่เยอะ เราก็สามารถลดปริมาณอาหารลงไปได้บ้างตามความเหมาะสม แต่ต้องคอยดูด้วย หากอาหารธรรมชาติในบ่อเริ่มหมดเราจะต้องเพิ่มปริมาณอาหารลงไป
***สำหรับการเช็คยอ ในฤดูฝน ถ้ากุ้งโตเร็วเราจะเริ่มเช็คที่อายุ 21-22 วัน แต่ถ้ากุ้งโตช้าเช็คยอไม่ออกก็เริ่มเช็คยอที่กุ้งอายุ 28 วัน หลังจากนั้นก็ให้อาหารตามยอ พอให้อาหารตามยอเราก็เริ่มนำไม้มาปักล้อมเขตเลน ทำเครื่องหมาย แยกเขตเลี้ยงกับเขตเลนให้ชัดเจน เราเตรียมเพื่อเอาไว้เช็คกุ้งเวลาเราเลี้ยงไปจนกระทั่งกุ้งมีอายุ 30-40 วันขึ้นไป พอเลนเริ่มมารวมเป็นรูปร่างแล้ว เวลาฝนตก อากาศเปลี่ยนแปลง กุ้งเครียดเข้าไปอยู่ในเขตเลน เราจะได้เช็คกุ้งตรงพื้นที่เลนได้ถูกต้อง ตรงนี้จะทำให้เรารู้เร็ว กุ้งมีปัญหาอะไรเรารู้ก่อน ถ้ามีปัญหาซูเราก็แก้ไขได้ง่าย
****ระหว่างการเลี้ยง หากมีฝนตกลงมา 2-3 วัน ถ้าเราเห็นว่ากุ้งกินอาหารลดลง เราควรจะเช็คว่ากุ้งอาศัยอยู่ที่ไหน เพราะหน้าฝนจะต่างจากหน้าหนาว คือหน้าหนาวกุ้งอาจจะกินอาหารลดยาวหลายวัน เนื่องจากอุณหภูมิน้ำต่ำ แต่หน้าฝนกุ้งจะกินอาหารลดลงกรณีเดียวคือ สภาพแวดล้อมในบ่อเปลี่ยนแปลงแล้วกุ้งเข้าไปอยู่ในเขตเลน ตรงนี้ถ้ากุ้งกินอาหารลดลง 2-3 วัน ถ้าเราไม่รีบไล่กุ้งออกจากเลน จะเกิดปัญหากุ้งกินกันเองได้
วิธีไล่กุ้งออกจากเลน ในกรณีที่พีเอชต่ำคือ ให้ใช้ปูนเผาไล่เริ่มจากกลางเลน โดยพายเรือแล้วหยอดปูนลงไปข้างเรือ แล้วใช้ไม้พายเคล้าน้ำให้ปูนลงไปถึงพื้นบ่อ จากนั้นพายเรือวนเป็นเลข 1 ไทยขยายพื้นที่หว่านปูนออกมาให้ทั่วเขตเลน ส่วนในกรณีที่พีเอชสูงให้ใช้ฟอร์มาลินไล่กุ้ง อัตราการใช้ประมาณ 10 ลิตรต่อบ่อขนาด 4 ไร่โดยนำมาใส่ในแนวเลนด้วยวิธีเดียวกัน แต่ถ้าพีเอชปกติเราอาจจะใช้ยาฆ่าซูไล่กุ้งออกจากเขตเลนก็ได้ อัตราการใช้ บ่อ 4 ไร่ ใช้ประมาณ 100 ซีซี ตรงนี้เป็นวิธีที่ใช้ได้ผล แถมยังช่วยฆ่าซูได้อีกด้วย

***การไล่กุ้งออกจากเลนควรทำทุกครั้งที่รู้สึกว่ากุ้งเข้าเลน ยกเว้นกุ้งเข้าเลนไปเพื่อลอกคราบ ซึ่งจะสังเกตุได้ชัดคือ ช่วงก่อนลอกคราบกุ้งจะกินอาหารเพิ่มขึ้น และอีก 2 วันประมาณมื้อเที่ยงหรือมื้อบ่ายกุ้งจะกินอาหารลดลงอย่างชัดเจน แล้วกุ้งจะเข้าไปลอกคราบในเขตเลน เราก็ไม่ต้องไปไล่เขาออกมาจากเขตเลน แต่ถ้าฝนตกแล้วกุ้งจำนวนมากเข้าไปเขตเลนเพื่อลอกคราบ เราก็แค่ตีน้ำให้ออกซิเจนถึงพื้นบ่อ แล้วหลังจากนั้นประมาณ1-2 วันเราก็ค่อยไล่กุ้งออกจากเลน ซึ่งการไล่กุ้งออกจากเลนควรทำช่วงบ่ายถึงช่วงเย็น เพราะกุ้งบางส่วนเวลาถูกสารที่เราใส่ไป เขาจะลอกคราบ ซึ่งช่วงบ่ายถึงเย็นออกซิเจนในบ่อมักจะสูง ในเขตเลนที่กุ้งเข้าลอกคราบก็ยังมีออกซิเจนเพียงพอ แต่ถ้าเราไปไล่กุ้งออกจากเลนตอนมืดถึง 11 น. ช่วงนี้ออกซิเจนต่ำ ถ้ากุ้งตัวไหนที่ลอกคราบแล้วออกจากแนวเลนไม่ทัน จะขาดออกซิเจนตาย สำหรับข้อระวังในการไล่กุ้งออกจากเลน ถ้าในบ่อมีแอมโมเนีย ไม่ควรใช้ปูนขาว หรือปูนเผา เพราะจะทำให้พีเอชช่วงแนวเลนที่เราหว่านปูนลงไปขึ้นสูง เมื่อพีเอชสูงขึ้นจะส่งผลให้แอมโมเนียเป็นพิษ แทนที่จะไล่กุ้งออก กลับทำให้กุ้งอ่อนแอหนักกว่าเดิม ตรงนี้ต้องระวังให้มาก
***การตีน้ำในช่วงหน้าฝน สิ่งที่จะฝากคือ ส่วนใหญ่แล้วถ้ากุ้งมีอายุ2 เดือนขึ้นไป หากเขตเลี้ยงและแพลงก์ตอนปกติ ช่วงกลางวันเรามักจะหยุดเครื่องตีน้ำ แต่เมื่อไหร่ที่ช่วงกลางวันมีฝนตก เราต้องตีน้ำเพื่อเคล้าน้ำฝนกับน้ำในบ่อให้เข้ากัน ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำแบ่งชั้น แต่ถ้าก่อนฝนตกมีแดดออกจัดแล้วฝนตกไม่มาก เราไม่ตีน้ำก็ไม่เป็นไร ส่วนช่วงกลางคืน เราก็ตีน้ำตลอดอยู่แล้ว ถ้าฝนตกเราก็ไม่ต้องไปสนใจดับเครื่องตีน้ำ เราก็ตีปกติ แต่มีเงื่อนไขอยู่นิดเดียวว่า ถ้าฝนตกหนักตรงมื้ออาหาร ให้หยุดอาหารทันที ไม่ต้องให้อาหาร หลังจากฝนหยุดตกแล้วอาจจะให้อาหารลดลงบางส่วน อาจจะให้ สัก 60-80%
ส่วนกรณีฟาร์มเลี้ยงกุ้งแน่น ถ้าต้องการเลี้ยงไซส์ใหญ่ ต้องตั้งเครื่องตีน้ำเสริม 1 ชุด เสนอเพราะปัจจุบันนี้เรามีปัญหาว่า เวลาฝนตก สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแล้ว จุลินทรีย์เกิดบลูมขึ้นมา ทำให้ออกซิเจนต่ำ ถ้าเราตีน้ำเสริมก็จะช่วยให้ออกซิเจนน้ำเพียงพอกุ้งก็จะไม่เครียด ส่วนกรณีที่เพื่อนเกษตรกรบางรายเครื่องตีน้ำไม่พอ ตีน้ำได้ไม่เต็มที่ หากฝนตกติดต่อกัน 3-4 วันแล้วหลังจากนั้นแดดออกจัดตลอด ทำให้แพลงก์ตอนและจุลินทรีย์บูมขึ้นมา ถ้ากลางคืนออกซิเจนต่ำ ก็ให้ใส่ยาฆ่าเชชื้อ เช่นไอโอดีน ลงไปในบ่อ ดรอบแบคทีเรียบางส่วน เพื่อลดการทำงานของแบคทีเรียลง หรือถ้าใครมีออกซิเจนผง หรือสารกลุ่มเปอร์ออกไซด์ ก็ให้นำมาใช้จะช่วยในเรื่องของออกซิเจนได้เช่นกัน
สรุป แนวทางหรือเทคนิคการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ในหน้าฝน จุดสำคัญคือ ต้องระวังเรื่องกุ้งเข้าเลนเป็นพิเศษ ถ้าฝนตกกุ้งมักจะเข้าไปหมกเลนแล้วไม่ยอมออกมา ส่วนในกรณีฝนตกแล้วอยู่ๆฟ้าเปิด เขตเลนจะขาดออกซิเจนได้ง่าย เพราะจุลินทรีย์จะบูมขึ้นมาใหม่ ถ้ากุ้งกุลาดำเจอปัญหานี้ เขาจะอ่อนแอและป่วยได้ ดังนั้นต้องรีบไล่ตั้งแต่กุ้งเพิ่งเริ่มเข้าเลน


แนวทางการเลี้ยงกุ้งหน้าฝน
โดย น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ
ประมงธุรกิจฉบับที่44 /2546