กลยุทธ์การเลี้ยงกุ้งจากผู้ประสบความสำเร็จ
คุณคำนึง มฤคี กับ ดร.สถาพร ดิเรกบุษราคม

ข้อมูลจาก "สัตว์น้ำเศรษฐกิจ

'ทฤษฎี เป็นเหมือนเข็มทิศ นำทาง แต่การปฏิบัติ คือ เครื่องทดสอบชี้ขาดความถูกต้อง'
(นามกาย, 2546)

เป็นประโยคที่อ่านแล้วเห็นภาพได้ดีทีเดียว เพราะทุกครั้งที่ได้มีโอกาสฟังหรือสัมภาษณ์ผู้เลี้ยงกุ้งที่ประสบความสำเร็จ บุคคลเหล่านี้ก็มักจะพูดกันทำนองนี้เสมอ ยึดหลักเหมือนกันได้
แต่อย่าเลียนแบบ สามารถนำมาปรับใช้ในแบบของตนเองได้อย่างเหมาะสม แต่อย่าเชื่อทั้งหมด
ต้องลองนำมาปฏิบัติจริง เมื่อลองนำมาใช้แล้วได้ผล ทฤษฎีหรือวิธีการเหล่านั้นถึงจะเป็นของแท้ ในงานสัมมนา เรื่องแนวทางการผลิตและการตลาดกุ้งคุณภาพ
ในงานชุมนุมกุ้งปัตตานี ครั้งที่ 4 ณ โรงแรม ซี.เอส. จังหวัดปัตตานี คุณคำนึง มฤคี และ ดร.สถาพร ดิเรกบุษราคม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ร่วมกันเสวนาเรื่อง
'กลยุทธ์การเลี้ยงกุ้งจากผู้ประสบความสำเร็จ'
ต้องยอมรับว่า มีข้อมูลที่ตรงไปตรงมาและน่าสนใจทีเดียว อีกทั้งคุณคำนึง
มีเวลาอุทิศตนเพื่อทำงานให้กับ ม.วลัยลักษณ์ได้น้อยลง (เพราะได้บอกไว้ว่าจะช่วยอีกประมาณ 2 ปี) ทางนิตยสารคัมภีร์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จึงอยากนำเสนอประสบการณ์เหล่านี้ให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษาข้อมูลอย่างจุใจ ก่อนที่คุณคำนึงจะกลับไปทำงานในฟาร์มของตนเองอย่างเดิม และจะขอนำเสนอในรูปแบบถาม-ตอบระหว่าง ดร.สถาพรและคุณคำนึง
เพื่อให้เนื้อหายังคงอรรถรสเสมือนท่านได้มาฟังด้วยตนเองเลยทีเดียว
ดร.สถาพร: ปีที่แล้วทุกคนคงประสบเหมือนกันเลี้ยงกุ้งกุลาดำแล้วทุกคนเลี้ยงเปอร์เซ็นต์รอดดี แต่ปัญหาก็คือจับแล้วขาดทุนไม่ว่าที่ไหนทั่วประเทศ คุณคำนึงได้คุยกับดิฉันว่าอาจารย์แต่จะมีคนอยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไรแต่กลุ่มนั้นจะเลี้ยงได้ตลอดซึ่งเราก็ได้ออกเดินทางไปถามไถ่ผู้มีประสบการณ์เหล่านั้นว่าเลี้ยงได้อย่างไรแล้วมาสรุปเป็นข้อมูลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้อมูลของคุณคำนึง
เองด้วย การเลี้ยงกุ้งนั้นเป็นการทำธุรกิจเพราะฉะนั้นทุกคนก็อยากจะกำไรไม่มีใครอยากจะเป็นเหมือนปีที่แล้วคือ เลี้ยงรอดแต่ไม่กำไร เลี้ยงเป็นอาชีพต้องมีกำไรถึงจะมีกำลังใจที่จะเลี้ยงต่อได้ ทีนี้ขอถามคุณคำนึงว่า เท่าที่คุณคำนึงทำงานมาตลอด 10 ปี และที่มีโอกาสไปคุยกับคนเลี้ยงกุ้ง 5% ที่ประสบผลสำเร็จตลอดคุณมองว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเลี้ยงกุ้งมีอะไรบ้าง

คุณคำนึง: วันนี้ผมเองเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเหมือน กัน ผมจะใช้หลักอย่างหนึ่งคือ ผมยังไม่จบการศึกษาตราบใดที่มีชีวิตอยู่ แล้วเมื่อศึกษาไปแล้วพบว่าจะแก้ปัญหาอะไรก็ตาม การแก้ที่ปลายเหตุไม่มีทางสำเร็จ นอกจากการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ พอเรารู้ต้นเหตุปัญหาที่ยากก็ง่ายแล้วแก้ได้ตรงจุด
ซึ่งที่ผมศึกษามาก็มี ปัจจัยอยู่ที่พันธุ์กุ้ง 40% ที่ผมเลี้ยงกุ้งมาได้ผมยกความดีให้กับโรงเพาะฟัก อีก 30% การจัดการ และอีก 30% เป็นอาหาร โดยผมจะพูดที่พันธุ์กุ้งก่อนเพื่ออธิบายว่า ถ้ากุ้งไม่โตต้องแก้ที่พันธุ์กุ้งก่อน หลายท่านคงอยากทราบว่าผมวัดจากอะไรว่าเป็นที่พันธุ์กุ้ง 40% ผมเริ่มเลี้ยงกุ้งปี 2533
ขณะนั้นมีวิธีการตรวจกุ้งหลายวิธีมากมีความยากง่ายต่างกัน แต่ผมพยายามคิดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายซึ่งค้นพบเมื่อปี 2536 โดยใช้ช้อน จริงๆ ถ้าดูช้อนก็เป็นช้อนปกติไม่มีเทคโนโลยีอะไร แต่ถ้าเรารู้จักเอามาใช้ก็มีประสิทธิภาพที่สูงมาก เพราะสามารถตอบได้ว่ากุ้งที่ปลอดโรคแล้วทำไมเอาไปเลี้ยงไม่ได้ ทำไมกุ้งที่มีโรคแล้วเอาไปเลี้ยงได้ ช้อนตัวนี้บอกได้ซึ่งผมเก็บข้อมูลมาเป็น 10 ปี ช้อนสามารถบอกได้ว่าเมื่อไรที่ปัจจัยการผลิตเปลี่ยนไปจากโรงเพาะฟักผลที่ออกมาก็เปลี่ยนตามไปด้วย เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา
ผมมีโอกาสไปสัมผัสกับโรงเพาะฟักเห็นได้ชัดว่าให้อาหารธรรมชาติไม่สมดุลกับอาหารสำเร็จรูป
เพราะใช้อาหารสำเร็จรูปเยอะมาก แต่ข้อมูลเมื่อ 10 ปีก่อน ใช้อาหารธรรมชาติเยอะมาก เมื่อก่อนเราเลี้ยงกุ้งอย่างไรก็โต แต่ 2 ปีที่ผ่านมามีคนเลี้ยงได้อยู่ 5% เท่านั้นเอง ตามที่ศึกษามาเมื่อก่อน เราใช้อาร์ทีเมีย 2 โหลต่อกุ้ง 1,000,000 ตัว (อาร์ทีเมียโหลละ 1,800 บาท) แต่ 2 ปีที่ผ่านมาเราใช้น้อยลงใช้อาร์ทีเมีย 3-6 กระป๋องต่อลูกกุ้ง 1,000,000 ตัว ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2536 ผมใช้ช้อนขนาด 18 ซีซี ตวงกุ้งพี8 ได้ 4,500
ตัว, พี11 ตวงได้ 3,000 ตัว, พี14 ตวงได้ 1,500 ตัว พอปัจจุบันใช้ช้อนขนาดเดียวกันตวง กุ้งพี8 ได้ 9,600 ตัว, พี11 มีค่าเฉลี่ยได้ 9,330 ตัว และ พี14 ได้ 9,060 ตัว ซึ่งจำนวนลูกกุ้งไม่ต่ำกว่า 9,000
ตัวต่อช้อนเลยเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมารู้จักกับดร.สถาพร ก็ออกไปรณรงค์กับโรงเพาะฟักบอกว่าชวนกันมาทำกุ้งคุณภาพ พอวันที่ 14 ม.ค. 2545 เฮียบิ (คุณนันทาศักดิ์ หงษ์กิตติยานนท์ ประธานชมรมกุ้งปัตตานี)
กับผมก็ไปร่วมงานสัมมนาเรื่อง เลือกลูกกุ้งให้ตรงใจบ่อดินที่จ.ภูเก็ต วันนั้นหลังจากไปแล้วก็ได้อานิสงค์กับประธานผู้เลี้ยงกุ้งปัตตานีคือ ได้ลูกกุ้งที่มีคุณภาพตรงใจ นี่ถือว่าเราแก้ที่ต้นเหตุแล้ว ก่อนผมมาที่นี่ 2-3 วันที่ผ่านมา ผมอยู่กับโรงเพาะฟักเกือบตลอด ลูกกุ้งพี8 ที่เป็นกุ้งเกรดเอต้อง 1,500 ตัวต่อช้อน ที่เราตั้งไว้ ใครที่เป็นโรงเพาะฟักจะบ่นเลยว่ามาตรฐานนี้ทำยากมาก แต่เมื่อวานที่ผมไปดูลูกกุ้ง พี8 คนที่ทำออกมาได้ 980 ตัวต่อช้อน ทำให้ผมเห็นว่าโรงเพาะฟักที่บอกว่าทำลูกกุ้งเกรดที่ผมวางไว้ยาก ณ
วันนี้มีคนทำได้ ทำให้เราเห็นภาพที่ดีขึ้นวันนี้ที่เราซื้อกุ้งผมถามเลยว่าเพื่อนเกษตรกรที่เราซื้อกันตัวละ 7 สตางค์ หรือ 14 สตางค์ใช้อะไรวัดกันอยู่ เราใช้ความรู้สึกวัด หากผมถามบ่อดินเราใช้อะไรวัดเวลาเราสุ่มกุ้งขาย เราใช้แหใช่ไหมครับ 120 วัน เราเลี้ยงได้ 30 ตัวต่อกก. เราก็ขายราคาหนึ่ง แต่120 วัน เราเลี้ยงได้ 80 ตัวต่อกก. เราก็ขายอีกราคาหนึ่งเราใช้แหเป็นตัวสุ่ม ซึ่งทำให้ผมก็คิดว่าโรงเพาะฟักเองก็น่าจะมีแหมาสุ่มโดยผมดัดแปลงช้อนให้มาเป็นแหแทนในการสุ่มการพัฒนาการเจริญเติบโตต่อวันของกุ้ง ถ้าเป็นในบ่อดินเราสุ่มเป็นอาทิตย์ แต่โรงเพาะฟักเนื่องจากกุ้งมีการเจริญเติบโตที่เร็วเราใช้สุ่มต่อวัน
ลูกกุ้งเกรดเอต้องลดทุกวันวันละ 500 ตัว กับช้อน 18 ซีซี ผมขออธิบายเรื่องช้อนให้เข้าใจก่อน ช้อนมีขนาด 6 ซีซี กับ 18 ซีซี เมื่อก่อนใช้ช้อนขนาด 18 ซีซี โดยกุ้งเกรดเอต้องลดทุกวัน วันละ 500 ตัว สมมติว่าพี8 ตวงได้ 4,500 ตัว พี9 ก็ต้องเหลือ 4,000 ตัว พี10 ต้องเหลือ 3,500 ตัว พี11 ต้องเหลือ 3,000 ตัว พี12 ต้องเหลือ 2,500 ตัว พี13 ต้องเหลือ 2,000 ตัว พี14 ต้องเหลือ 1,500 ตัว แต่การนับลูกกุ้งมันเสียเวลา
ผมก็พัฒนาต่อยอดมาเป็นช้อน 6 ซีซี จาก 4,500 ตัว ผมมานับแค่ 1,500 ตัว จาก3,000 ตัว ผมมานับ 1,000 ตัว จาก 1,500 ตัว ผมมานับ 500 ตัว นี่คือข้อมูลที่ผมทำมา
ณ วันนี้ผมถามว่าวิกฤตทั้งหมดใครทำ พวกเราทำกันเองทั้งหมดแต่ไม่ได้ตั้งใจ
ที่ลูกกุ้งมันตกเกรดมาจนถึงทุกวันนี้ พวกเราทำขึ้นมาเองทั้งหมด เราอยากจะได้ผลผลิตสูงๆ แล้วอยากจะได้ของถูกๆ บ่อดินอยากได้ของถูกโรงเพาะฟักก็ผลิตของถูกมาให้เรา โดยลดปัจจัยการผลิตเพื่อให้เขาสามารถผลิตของถูกออกมาได้ สมัยก่อนมีเฟล็ก (อาหารเสริมลูกกุ้งวัยอ่อน) ยี่ห้อหนึ่งดีมากแต่แพงมากเขาขายดีมากแต่คนก็อยากจะรวยบ้างก็ทำเฟล็กราคาที่ด้อยกว่าแล้วถูกกว่าเอามาขาย คนไปซื้อมาใช้แล้วผลผลิตมันด้อย กำไรมันน้อยเขาก็ลดต้นทุนลงไปเรื่อยๆ ถามว่าโรงเพาะฟักเขาผลิตของถูกให้เราได้ไหม ได้
แต่ถามว่าพวกเราเลี้ยงโตไหม ไม่โต ถึงเวลาแล้วที่เราไม่ควรเอาปัญหาทั้งหมดมาโทษกัน แล้วที่เราตั้งชมรมขึ้นมาเพื่อเอาปัญหาทั้งหมดมาช่วยกันแก้ไข


ดร.สถาพร: เป้าหมายที่คุณคำนึงบอกเป็นข้อมูลที่ชัดเจน ตอนนี้เมื่อปีที่แล้วพวกเราเลี้ยงกันได้ 80-90 ตัวต่อกก. ก็เป็นไปตามที่บอกว่า ท่านบอกว่าตวงลูกกุ้งเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วแทบจะหากุ้งเกรดเอไม่ได้
แล้วคุณคำนึงเองก็เคยเลี้ยงกุ้งตกเกรด (กุ้งที่ตวงได้ช้อนละ 9,000 ตัว ขึ้นไป)เอาไปเลี้ยงแล้วแม้จะใช้อาหารดี กุ้งโตไหมคะ

คุณคำนึง: ต่อให้อาหารดีอย่างไรก็ตามแต่การจัดการดีอย่างไรก็ตาม ถ้าพันธุ์กุ้งไม่โต ก็ไม่โต มีคนบอกว่าผมเอาจิ๊กโก๋ไปใส่ในบ่อพักมันก็โต ผมเอากุ้งตกเกรดไปเลี้ยงมันก็โต อันนี้เป็นคำพูดของคนอื่นไม่ใช่การกระทำของเรา ผมบอกทุกคนอย่าเชื่อทั้งทฤษฎีและปฏิบัติเมื่อตัวเราปฏิบัติเองไม่ประสบผลสำเร็จ ผมใช้กุ้ง 9,600 ตัวต่อช้อน (กุ้งตกเกรด) ไปทดลองเลี้ยง 3 บ่อ เพราะการทดลองแค่ครั้งเดียวไม่มีทางบอกข้อสรุปได้ ผมทดลอง 3 บ่อ เลี้ยง 150 วัน เราได้กุ้งไซซ์ 280 ตัวต่อกก. และถามว่าลงแน่นไหม บ่อขนาด 5 ไร่จับ 300 กก. ผมไม่ต้องตอบนะครับว่าแน่นหรือไม่ ผลที่ได้กุ้งไม่โตครับ

ดร.สถาพร: เวลาผลิตลูกกุ้งนะคะ แน่นอนจะไม่ได้เกรดเอกันทั้งฟาร์ม ถ้าเกิดตกเกรดเป็นเกรดบี, ซี เอาไปเลี้ยงมีโอกาสโตบ้างไหม เพราะหลายคนไปถึงแล้วไม่ซื้อในขณะที่โรงเพาะฟักก็พยายามทำเกรดขึ้นมาให้
คุณคำนึง: กุ้งที่ตวงได้ช้อนละ 9,000 ตัว ขึ้นไปไม่โตแน่นอน แต่กุ้งตกเกรดเป็นเกรดบี, ซี เลี้ยงโตได้ สมมติว่าได้กุ้งไป 300,000 ตัว แต่มันมาตกเกรดประมาณ 200,000 ตัว แล้วมีหัวกุ้ง (กุ้งที่ดี) อยู่ประมาณ 100,000 ตัว อันนี้โตแน่นอน แต่เวลาไปตวงด้วยช้อนผมไม่ผ่านนะ แต่กุ้งพวกนี้สามารถทำกุ้งไซซ์ 30 ตัวต่อกก. ก็ได้จากกุ้ง 100,000 ตัวนั้น แต่อีก 200,000 ตัวต้องทิ้ง เราต้องไปแยกประเด็นให้ออกผมยืนยันได้ว่าผมสามารถทำไซซ์กุ้งไปจากโรงเพาะฟักได้อีกอย่างถ้าเรามาทะเลาะกันที่ปลายเหตุไม่มีทางจบ แต่ที่ผมมาตั้งสเป็คไว้นั้น ผมก็ตั้งราคาลูกกุ้งด้วย ถ้าลูกกุ้งลดจำนวนลงทุกวัน วันละ 500 ตัว ผมให้เขาตัวละ 15 สตางค์เพราะต้นทุนเขาอยู่ประมาณตัวละ 10 สตางค์ บางคนบอกว่าไม่ถึง แต่ผมยืนยันว่าถึงเพราะว่ากุ้งเกรดเอกินเยอะมาก ยิ่งเมื่อไรผ่านพี13 ไปแล้วให้เท่าไรก็กินหมด กุ้งโตต้องกิน ก็เหมือนบ่อดินถ้าเลี้ยงมา 60 วัน ยังให้อาหาร 5 กก. 90 วันยังให้อาหาร 7 กก. แสดงว่าไม่โต โรงเพาะฟักก็เหมือนกัน ถ้าให้กินอาร์ทีเมีย 2 ลัง หมด 3 ลังหมด พวกนั้นโตแน่นอนเพราะกุ้งไม่โตไม่กิน ส่วนกุ้งเกรดบีถ้าลดทุกวัน วันละ 300 ตัว จากขนาดช้อน 18 ซีซี ผมให้ราคาเขา 13 สตางค์
เพราะยังสามารถเอาไปเลี้ยงได้หรือกุ้งเกรดซีลดทุกวัน วันละ 100 ตัว ผมให้ราคาเขา 11 สตางค์ เพราะยังเอาไปเลี้ยงได้ เราก็ไปตัดเอาตัวหาง (ตัวไม่ดี) ทิ้งไป แต่ว่าลูกกุ้งตกเกรดขนาด 9,000 ตัวขึ้นไปต่อช้อน
เราต้องช่วยกันไม่ซื้อ ถ้าเราไม่ซื้อเขาทิ้งแน่นอน ให้ฟรีก็อย่าเอา ลงเสร็จแล้วค่อยไปเก็บสตางค์ก็อย่าเอา
เพราะเราต้องแก้ที่ต้นเหตุอย่าไปแก้ที่ปลายเหตุไม่สำเร็จ และที่เราหันไปเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมหรือจะยังคงเลี้ยงกุ้งกุลาดำก็ตาม ถ้าเราแก้ต้นเหตุไม่ได้เราก็ไม่มีทางที่จะหนีปัญหาพ้น เดี๋ยวเราก็ไปเจอปัญหาเหมือนกัน ต่อไปบ่อดินต้องมานั่งคุยกับโรงเพาะฟัก แล้วเรื่องนี้เปรียบเทียบกับการวิ่งแข่ง 300 ม. แบ่งวิ่งกันคนละ 100 ม. ไม้แรกลูกกุ้งวิ่งดี ไม้ 2 วิ่งดี บ่อดินจัดการดี ไม้ที่ 3 อาหารดี ไม่มีทางแพ้ แต่ถ้าไม้แรกวิ่งดี แต่ไม้ที่ 2 บ่อดินสะดุดขาตัวเองล้ม อย่าไปโทษโรงเพาะฟัก อย่าไปโทษอาหาร มันต้องไปพร้อมๆ กัน เราพูดเฉพาะเรื่องลูกกุ้งไม่ได้ เราต้องพูดการจัดการ 30% และต้องพูดเรื่องอาหารอีก 30% ด้วย

ดร.สถาพร: เขาบอกว่าช้อนคุณคำนึงตรวจการต้านทานโรคได้ ตรวจได้อย่างไร
คุณคำนึง: แม้ลูกกุ้งที่ไปตรวจพีซีอาร์ได้มา 90 คะแนน แต่ตวงไม่ผ่านช้อนก็เอาไปเลี้ยงไม่ได้ มันได้แต่คะแนน พัฒนาด้านการเจริญเติบโตไม่มี เพราะถ้าวันนี้ตวงอยู่ที่ 3,000 ตัว พออีกวันก็ได้เท่าเดิม แม้เขาบอกว่าปลอดโรคได้ 90 คะแนน อย่างนี้อย่าเอาไปเลี้ยง หากในทางกลับกันถ้าเขาบอกว่ากุ้งตัวนี้มีเชื้อ ไม่รู้จะผิดพลาดจากอะไรก็ตาม แต่พอเอาช้อนไปตวงกลับโตดีทุกวัน กินอาหารดี วันนี้ 1,000 ตัว พรุ่งนี้เหลือ 500 ตัว เอาไปเลี้ยงเลย เพราะว่าการคัดเลือกสายพันธุ์ไม่ว่าพืชหรือสัตว์เขาใช้วิธีนี้ทั้งหมด
ทุกวันนี้ผมไม่เน้นกุ้งปลอดโรคแต่เน้นกุ้งต้านทานโรค ถ้าถามว่าผมอยากได้กุ้งปลอดโรคไหมถ้าได้ก็ดี แต่กุ้งต้องต้านทานโรคด้วย สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกต้องไม่ลืมความสมดุล ทำไมเชื้อโรคอยู่กับเราได้ตลอดก็เพราะความสมดุล ในตัวเรามีโรคหากเรามีความสมดุลมันก็ต้านทานโรคได้ ช้อนนี้ใช้วัดดูพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูกกุ้งได้ แต่ผมไม่อยากให้เอาช้อนไปเป็นกระแส ของดีต้องรู้จักใช้ยกตัวอย่างเช่น
แม้รถราคาแพงเท่าไรถ้าขับไม่เป็นก็ชนเหมือนกันครับ

ดร.สถาพร: ที่เราได้ไปสัมภาษณ์คน 5% ที่ประสบผลสำเร็จทุกท่าน จะไปดูลูกกุ้งด้วยตนเอง ไม่สั่งกุ้งทางโทรศัพท์ และไม่เชื่อใจใคร เพราะเขาอยากจะดูการเจริญเติบโตด้วยตัวเขาเอง เพราะฉะนั้นถ้าจะร่วมสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น บ่อดินเองก็พยายามซื้อกุ้งตามราคาด้วย ถ้าเกรดเออย่างคุณคำนึงบอกให้เขาไปเลย 15 สตางค์ เกรดบี 13 สตางค์ เกรดซี 11 สตางค์ ตกเกรดช่วยกันไม่ซื้อเขาจะไม่ผลิตมาเลย
และอีกทางหนึ่งไปหาโรงเพาะฟักเลยคุยให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าคุณไปแค่ฟาร์มเดียวจำนวนมันน้อยเขาจะมาเพาะให้อย่างนั้นก็ยากในทางธุรกิจทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณก็รวมเป็นกลุ่มเป็นก้อนไปแล้วเจรจากับโรงเพาะฟักเลยว่าจะซื้อตามราคาเกรดเอ แน่นอนโรงเพาะฟักต้องทำเกรดเอให้คุณ ถ้าเกรดบี, ซี ให้อีกราคาหนึ่ง ถ้าตกเกรดไม่ซื้อ ถ้าเราพูดกันอย่างนี้ โรงเพาะฟักก็อยู่ได้บ่อดินก็อยู่ได้ บอกแล้วว่าต้องเป็นหุ้นส่วนกัน อย่าพยายามมองอย่างใดอย่างหนึ่ง ดิฉันก็แปลกใจกุ้งขาวตัวละ 25 สตางค์กล้าให้ กุ้งกุลาดำเป็นกุ้งที่สร้างพวกท่านมา สมัยเดิมตัวละ 30 สตางค์ท่านยังกล้าสู้แล้วแค่ตอนนี้ ขอ 15-18 สตางค์ ให้เขาทำดีดีแล้วคุณไม่สู้หรือ คิดคำนวณดีๆ ถูกกว่าด้วยซ้ำ ต้องช่วยกันอย่าไปเที่ยวทุบราคากัน


ดร.สถาพร: ปัญหาที่เราพบกันในปัจจุบันที่ทำให้คนเลี้ยงกุ้งไม่ประสบผลสำเร็จแล้วต้องระแวงกันไปมา คุณคำนึงมองว่าอย่างไร
คุณคำนึง: จริงๆ แล้วเรื่องคุณภาพเราได้กันหมดเลยทั้งโรงเพาะฟักและบ่อดิน ที่เราขาดคือ คุณธรรม ไม่ว่าเราไปเอาเทคโนโลยีสูงขนาดไหนมาใช้ถ้าเราไม่มีคุณธรรมไม่มีทางสำเร็จ เพราะพิสูจน์ได้ว่าเทคโนโลยีก็เข้ามานานพอสมควร แต่ถามว่าทำไมผลผลิตเราด้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากเราขาดคุณธรรม ณ วันนี้ คุณประยูรไม่เคยซื้อลูกกุ้งต่ำกว่า 13 สตางค์มาตลอด วันที่คุณประยูรไปที่ ม.สงขลานครินทร์ เขายกความดีให้กับโรงเพาะฟักว่า ที่คุณประยูรสร้างเนื้อสร้างตัวได้วันนี้ก็เพราะโรงเพาะฟัก คุณประยูรเห็นว่าซื้อเจ้านี้โตดีเขาก็ซื้อมาตลอด โรงเพาะฟักก็เห็นว่าทำกุ้งแบบนี้คุณประยูรเอาไปเลี้ยงโตเขาก็ทำแบบเดิมมาตลอด ผมถึงยังคงนิ่งอยู่กับกุ้งกุลาดำทั้งที่กุ้งขาวแวนนาไมมาแรง แต่ถามว่าผมศึกษาไหมก็ศึกษาอยู่ผมทำอาหารกุ้งขาว ได้กก.ละ 14 บาทเอง อย่างไรก็เลี้ยงสบายแต่ที่ผมไม่ไปตรงนั้นเพราะผมบอกว่าเมื่อไรที่เรายังทำกุ้งกุลาดำลงมาหน้า 4 หน้า 3 หน้า 2 ได้ เราจะเลิกคิดเลยหรือ ยกเว้นว่าเราเลี้ยงกุ้งกุลาดำไม่ได้เราถึงจะหันไปหากุ้งขาว แต่ผมยืนยันว่าคน 5% ที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำได้หน้า 3 อยู่ไม่ใช่แค่ผม เฮียบิ คุณประยูร ยังมีอีกหลายคนแต่คนกลุ่มนี้เก็บตัวแม้แต่มาฟังสัมมนาก็มาแอบฟัง ผมเองจริงๆ แล้วก็เป็นคนที่อยู่กับบ่อแต่ผมมีข้อแม้ว่าผมจะช่วยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ประมาณ 2 ปี หลังจากช่วยส่วนนี้ได้ผมก็กลับไปอยู่บ่ออย่างเก่า คุณประยูรก็บอกว่าถ้าจับกุ้งเสร็จแล้วเดือนสิงหาคมท่านจะลงมาทางภาคใต้สัก
2 ครั้ง ผมเองก็ดีใจที่เราได้คนที่มาช่วยให้เพื่อนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีความหวังและมีโอกาสที่จะกลับมาเลี้ยงกุ้งอย่างเดิม การจัดการอีก 30%

ดร.สถาพร: ลูกกุ้งเกรดบี, ซี ถ้าเอาไปเลี้ยงคุณคำนึงบอกเลี้ยงได้เพราะมีส่วนที่โตอยู่ส่วนหนึ่ง ถ้ากลับกันถ้าได้เกรดเอไปเขาจะเลี้ยงโตกันทุกคนไหม
คุณคำนึง: คะแนนจากพันธุ์กุ้ง 40% ยังตอบไม่ได้ ต้องเข้าเรื่องการจัดการเลย ขอเริ่มที่ดิน, น้ำ มีชีวิตก่อน ซึ่งเราต้องทำให้ดินมีอายุยืนให้ได้ 120-130 วัน ด้วย น้ำมีชีวิตก็ต้องอายุยืนด้วย ถ้ากุ้งดี น้ำมีชีวิตแต่เป็นโรค ก็เหมือนกับเราสะดุดขาตนเองล้มไม่มีทางชนะ เพราะว่าหลังจากเพื่อนเกษตรกรไปเลือกลูกกุ้งแบบผมแล้ว ได้กุ้งเกรดเอแล้วเลี้ยงกุ้ง 70 วัน ได้ 70 ตัวต่อกก. น้ำตายหรือน้ำล้มก็ต้องจับ น้ำเริ่มเป็นโรค มีสารพิษซึ่งสารพิษในน้ำคือ แอมโมเนีย ไนไตรท์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์
เราต้องทำให้น้ำไม่เป็นพิษ พีเอชต้องไม่แกว่งให้อยู่ระหว่าง7.8-8.0 พีพีเอ็ม และดินไม่เป็นพิษ
ถ้าทำได้อย่างนี้ถึงจะเลี้ยงกุ้งเกรดเอได้

ดร.สถาพร: ส่วนการเตรียมบ่อ จริงๆ แล้วคุณคำนึงเคยเป็นคนเอาเลนออก แล้วอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ต้องหยุดเอาเลนออก
คุณคำนึง: สิ่งแวดล้อมครับ กุ้งที่จะเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จต้องตามสิ่งแวดล้อมในบ่อของเราให้ทันเพราะมันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเกิดจากเราทั้งหมดแต่ไม่ได้ตั้งใจ ทำไมผมหยุดกวาดเลนทั้งที่เมื่อก่อนก็เลี้ยงกุ้งเหมือนคนอื่น ผมเป็นคนเลี้ยงกุ้ง 10 รุ่นไม่เคยซ้ำ เลี้ยง 10 แบบ แต่วิธีเลือกกุ้งใช้แบบเดียว ผมยึดหลักความสมดุล ถามว่าผมเคยใช้ปูนเลี้ยงกุ้งไหมเคย ผลผลิตดีไหม ดี
แล้วเมื่อเลี้ยงได้ดีรุ่นหลังต้องใช้ปูนไหมไม่ได้ต้องกลับมาใช้จุลินทรีย์ แต่พอเลี้ยงด้วยจุลินทรีย์แล้วได้ต้องใช้จุลินทรีย์ไหมไม่ได้ ต้องกลับไปเป็นอย่างอื่นอีก ทำไมผมเลี้ยงได้แล้วไม่ยึดครั้งแรกเหตุเพราะถ้าเราใช้ปูนครั้งแรกกับดินเดิมสิ่งที่เปลี่ยนคือ ความเป็นด่าง ก็ต้องเอากรดมาทำให้เป็นกลาง สมมติพีเอชสูงเราต้องทำให้เป็นกลางคือ 7.7-7.8 แต่เมื่อเราใช้จุลินทรีย์นานๆ ดินเป็นกรดเราก็ต้องใส่ปูนให้เป็นกลาง
วันนี้ต้องเลี้ยงกุ้งไปตามความสมดุลที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันผมไม่กวาดขี้เลนขึ้นเพราะดินในบ่อของผมเป็นดินดอน 70% เป็นดินขี้เลนที่เป็นกรด 30% ผมเอาดิน 70% ถมดิน 30% เลี้ยงกุ้ง 8 รุ่น ได้มาตลอด ผมก็กวาดเลนออกตลอด จนดินที่ถมไปมันหมด พอสูบน้ำเข้าบ่อจากที่น้ำเคยเขียว สัตว์หน้าดินเยอะ กลายเป็นสนิมเหล็ก ซึ่งพอรู้ว่าผิดแล้วต้องหยุด ขืนกวาดไปเรื่อยๆ ดินลึกจะไม่มีอินทรียสารและแร่ธาตุ เพราะดินที่ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพาะพันธุ์ดีมักจะมีหนาอยู่แค่ 1 ม. แค่นั้น หน้าดินจริงๆ มีอยู่ประมาณ 10 ซม.
ที่ผ่านมาเรากวาดเลนแล้วเลี้ยงได้ผลเพราะเราเอาดินไปถมไว้ เมื่อเราเอาพื้น 70% ขึ้นเกือบหมดเราก็เห็นสิ่งแวดล้อมในบ่อเปลี่ยน จากน้ำในบ่อเคยเข้มก็ไม่เข้ม หลังจากนั้นผมไปดูคอกสัตว์ที่มีมูลสัตว์ 6 เดือนก็ยังเป็นดินดี ผมก็มองว่าแล้วขี้กุ้งเราก็เป็นมูลสัตว์เหมือนกัน เลยไม่เอาขี้กุ้งขึ้น แต่ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยแล้วตากบ่อให้นาน จากที่ดินเป็นสนิมเหล็กน้ำก็กลับมาเป็นสีเขียว สัตว์หน้าดินเกิด ลูกอ๊อดมาเต็มบ่อ ถ้าเป็นฟาร์มอื่นต้องหากากชาฆ่าแต่ผมมองดูแล้วสัตว์ก็มีความรู้บ่อเลี้ยงที่เป็นกรดก็ไม่ยอมวางไข่
แต่บ่อนี้ลูกอ๊อดกลับมาบอกว่าดิน น้ำนี้อุดมสมบูรณ์แล้ว ก็ตรงข้อมูลที่ผมศึกษาเรื่องดิน น้ำ ดีต้องมีสัตว์มาอยู่หลายชนิดไม่ใช่ชนิดเดียว บ่อไหนที่ดินเสียมักจะเกิดแพลงก์ตอนชนิดเดียว หากบ่อไหนเกิดแพลงก์ตอนชนิดเดียวให้พิจารณาไว้ก่อนว่าพื้นเสีย และหากน้ำในบ่อเขียวให้พิจารณา 2 กรณี ดินเสียกับดินดี ถ้าดินดีสัตว์ต้องมีทุกชนิดบ่อไหนมีลูกอ๊อดเยอะเท่าไรยิ่งได้เงินเยอะเท่านั้น แต่ก็ต้องรู้ว่าเมื่อมีลูกอ๊อดในบ่อแล้วต้องเลี้ยงกุ้งอย่างไรด้วย วิธีการคือ หัดให้ลูกอ๊อดกินรำประมาณ 7 วันก่อนลงกุ้ง โดยเฉพาะก่อนลงกุ้งสัก 1 ชม. ให้กินให้อิ่ม ช่วงที่ปล่อยลูกกุ้งช่วงแรกไม่ต้องหว่านอาหารเพราะลูกอ๊อดจะย่อยรำมาเป็นสีน้ำ เป็นห่วงโซ่อาหารแล้วสัตว์หน้าดินจะเกิด หลังจากที่ลงกุ้งไปได้ 3 อาทิตย์ลูกอ๊อดงอกขาแล้ว ลูกกุ้งก็กินอาหารธรรมชาติไปเรื่อยๆ ปัจจุบันผมมีลูกอ๊อดไม่เคยฆ่าปล่อยให้มันงอกขาแล้วเข้าป่าไป
ปีหน้าก็จะกลับมาบอกเราใหม่ว่าน้ำคุณดีนะเลี้ยงกุ้งได้

ดร.สถาพร: บ่อคุณคำนึงตากจนหญ้าขึ้น แต่ของคุณประยูรการเตรียมบ่อมี 2 แบบ เลี้ยงรุ่นแรกจะไม่ตากบ่อจนแห้ง พอจับกุ้งเสร็จแล้วสูบน้ำไปพักอีกบ่อแล้วอีก 7 วัน ก็ปล่อยลูกกุ้ง พอจับกุ้งรุ่นที่ 2
ถึงจะตากบ่อให้แห้งและไม่เอาขี้กุ้งขึ้นเหมือนกัน คุณประยูรมีเงื่อนไขการเลี้ยง คือ 15-21 วันแรก ให้อาหารวันละ 2 มื้อ มื้อละ 2 ขีด แล้วทำอาหารธรรมชาติขึ้นมาเยอะๆ ถ้าเช็คยอไม่หมดลดทันที เพราะฉะนั้นพื้นบ่อเขาจะมีอาหารหรือขี้เลนน้อยมากจึงไม่จำเป็นต้องเอาเลนออกในรุ่นแรก ส่วนการแก้ปัญหาดินกรดของคุณคำนึงดินเป็นกรดค่อนข้างสูง มีสนิมเหล็กด้วย จะใช้ปูนมาลย์ซึ่งจะใช้เท่าไรมีหลักอย่างไรคะ

คุณคำนึง: ในการปรับดินทำได้ 2 กรณี
ถ้าดินเป็นกรดเยอะต้องใช้ปูนปรับก่อนไม่สามารถที่จะใช้ปุ๋ยไปปรับก่อนได้ โดยถ้าเป็นดินกรดล้างพื้นบ่อออกก่อน เสร็จแล้วนำปูนมาลย์มาลง ถ้าจะถามว่าลงปริมาณเท่าไรตอบไม่ได้เพราะสภาพแต่ละบ่อไม่เหมือนกัน แต่มีวิธีง่ายๆ คือ ผมใช้วิธีคำนวณพื้นที่ในบ่อ 1 ตร.ม. ไม่ว่าจะใส่อะไรลงไปก็ตาม สมมติว่าเราต้องการค่าของดินเป็นกลางอยู่ที่ 7 ก็ทดลองใส่ในพื้นที่ 1 ตร.ม.ก่อนเพื่อหาค่าเฉลี่ยปริมาณการใส่ปูนทั้งบ่อ เมื่อได้ปริมาณปูนต่อพื้นที่ 1 ตร.ม. แล้วก็นำมาคูณกับ 1,600 ตร.ม. (เท่ากับ 1 ไร่)
แต่มีข้อแม้ว่าดินเราต้องมีมาตรฐานเดียวกันทั้งบ่อโดยต้องสุ่มจากหลายๆ ที่ สำหรับดินของผมจะเป็นกรดเยอะใส่ปูนมาลย์อัตราไร่ละ 10 ตัน ใครเห็นก็บอกว่าบ้าหรือเปล่า แต่ผมคำนวณโด๊สแล้วได้ตรงนั้น
ผมจึงเชื่อทฤษฏีที่ปฏิบัติแล้วเห็นผล แต่การใส่ปูนก็ปรับได้แต่พีเอชแต่ไม่ได้แร่ธาตุที่สมบูรณ์เราจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยไปด้วย

ดร.สถาพร: สำหรับกุ้งกุลาดำจะต่างจากกุ้งขาวแวนนาไม คือ กุ้งกุลาดำจะกินอาหารที่พื้น เพราะฉะนั้น ถ้าพื้นไม่ดีท่านแก้ปัญหายากมาก และทุกวันนี้เราละเลย ไม่ได้มองว่ากุ้งกุลาดำเป็นสัตว์หากินหน้าดิน อย่างที่คุณคำนึงบอกว่าเลี้ยงแค่ 2 มื้อกุ้งก็โตนะคะ แต่ต้องมีอาหารธรรมชาติอย่างเพียงพอ เพราะฉะนั้นดินคุณจะต้องดีจริงๆ ดินดีไม่ได้หมายความว่าดินจะไม่มีขี้เลน ดินดีนั้นจะต้องมีสิ่งมีชีวิต
แล้วสิ่งมีชีวิตที่ทำให้คุณรู้ว่าดีก็คือ พืชตัวเล็กๆ ยกตัวอย่างจากรูปบ่อคุณคำนึงที่ตากบ่อแล้วมีหญ้าขึ้น
หญ้าเป็นตัวบ่งบอกว่า สารอินทรีย์ทั้งหลายที่อยู่ในขี้เลนนั้นสลายตัวจนกระทั่งพืชสามารถเอาไปใช้ได้
ถ้าพืชเอาไปใช้ได้สัตว์ต่างๆ ก็จะเกิดได้ง่าย และเป็นการย่อยสลายที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเวลาที่เขามาเสนอปัจจัยการผลิตเราอยากให้ได้ผลดีที่สุดและไม่พลาด ท่านควรทำการทดลองเล็กๆในบ่อของท่าน ประมาณ 1 ตร.ม. ให้เกิดสิ่งมีชีวิตได้ หากปัจจัยการผลิตตัวไหนทำให้เกิดได้ท่านก็เลือกใช้ได้เลย
สิ่งนี้ก็จะถูกต้องและถูกแนวทางมากขึ้น จะได้ไม่ต้องทะเลาะกันว่าอันนี้ทำไมใช้ได้กับบ่อนี้ บ่ออื่นใช้ไม่ได้ เพราะว่าแต่ละบ่อมีพื้นฐานที่ไม่เหมือนกันก็ต้องทดลองขึ้นเอง นอกจากนี้คุณประยูรก็จะใช้ปุ๋ยคอกทำสีน้ำ แต่ก็อย่างที่เรียนให้ทราบท่านไม่ได้เอาขี้เลนออกเพราะท่านมีปุ๋ยธรรมชาติอยู่ในพื้นบ่อแล้ว
จึงไม่ต้องลงปูนที่พื้นบ่อ และพบว่าถ้าท่านลงปูนไปเรื่อยๆ จะทำให้เกิดขี้แดด เหตุผลที่คุณประยูรไม่เอาขี้เลนออกเพราะมีปุ๋ยอยู่ ถ้าคุณใส่ปูนแล้วน้ำยังใสอยู่ ขี้แดดก็จะเกิดได้ง่าย ท่านเลยใช้ปุ๋ยคอกทำสีน้ำ
เพราะฉะนั้นฟังแล้วต้องฟังให้หมดและต้องวิเคราะห์ก่อนแล้วจึงทำตาม

คุณคำนึง: ผมขออธิบายถึงลักษณะการกินหนอนแดงของกุ้ง จากการเฝ้าดูพฤติกรรมการกินของกุ้ง ขณะนั้นกุ้งในบ่ออายุ 5 วัน ใช้เวลากินหนอนแดง 5 นาทีหมดตัวหนึ่ง ผมนั่งเฝ้าดูการกินของมัน เสร็จแล้วหลังจากกินตัวที่ 2 ก็กลับมากินขี้แดดเขียวๆ พอกินขี้แดด ไปซักพักนึงก็จะถ่าย คือ ใช้เวลาถ่ายประมาณ 3-5 วินาที ตัวของมันจะปล่อยออกมาทีละนิดๆ พอครบ 35 วินาทีก็มากินหนอนแดงต่อ กุ้งนั้นหลังจากกินสัตว์แล้วก็ต้องกินพืช กุ้งที่ขาว่ายน้ำแดงนั้นแสดงว่าบ่อนั้นมีอาหารธรรมชาติสมบูรณ์ เพราะหนอนแดงมีเบต้าแคโรธีนอยู่ แต่กุ้งตัวไหนสีเหลืองก็แสดงว่าอาหารธรรมชาติไม่สมดุลแล้วผมขอกลับมาต่อเรื่องคุณประยูรนิดหนึ่งที่คุณประยูรให้ลูกกุ้ง 100,000 ตัวต่ออาหาร 2 ขีด ทำไมคุณประยูรใส่ 2 ขีดถึงได้โภชนาการ ก็คุณประยูรทำน้ำเขียว ทำให้มีหนอนแดงไปวางไข่เกิดมีสัตว์หน้าดิน แนวคิดของคุณประยูรที่ทำน้ำเขียวไม่ใช่ทำน้ำเขียวเพื่อให้กุ้งกินแต่เพื่อให้สัตว์หน้าดินเกิดกุ้งก็ไม่ต้อง ให้อาหารหรือให้ในปริมาณไม่มากของคุณประยูรจึงประสบความสำเร็จ
ส่วนการจัดการคุณประยูรไม่กวาดขี้เลนขึ้นเป็น 10 ปี พอตากแล้วก็เก็บมาไว้ที่คันโดยใช้วิธีตากให้ขี้กุ้งเป็นปุ๋ย บ่อยิ่งเก่าคุณประยูรยิ่งเลี้ยงง่าย แต่ของเรายิ่งเก่าเรายิ่งเลี้ยงไม่ได้ต้องเอาอะไรมาเติม
ผมมองว่าคนเลี้ยงกุ้ง ต้องเรียนรู้เรื่อง 1. ตลาด 2. ดิน 3. น้ำ 4. อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องจักรกล
และต้องรู้หลาย ๆ เรื่องอย่ารู้เรื่องเดียว แล้วผมรับรองว่าเลี้ยงกุ้งนี่เลี้ยงได้ตลอดเหมือนกับที่ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งปัตตานีบอกว่าเลี้ยงได้ตลอดชีวิต แต่คุณประยูรบอกว่าเลี้ยงได้ชั่วลูกชั่วหลาน
ผมยืนยันอย่างนั้นและคิดว่าอาชีพที่ดีที่สุดคือการ เลี้ยงกุ้ง เพราะการเลี้ยงกุ้งไม่ต้องแข่งขันกับใครขยันมากได้มาก

ดร.สถาพร: ดิฉันก็อยากบอกให้ทราบว่าจริงๆ
แล้วคนที่ประสบผลสำเร็จเขาจะคิดให้สอดคล้องกับธรรมชาติ มองธรรมชาติไม่เป็นศัตรู
อย่างเช่น ลูกอ็อด เหมือนที่คุณคำนึงบอกว่าเขามาเป็นสัญญาณว่าน้ำของเราเป็นน้ำที่อุดมสมบูรณ์
อย่างคุณประยูรท่านดูนกนางแอ่นเพราะเมื่อนกมาแสดงว่าในบ่อมีแมลงน้ำ ซึ่งถ้ามีเยอะแสดงว่าน้ำในบ่ออุดมสมบูรณ์ท่านก็พร้อมที่จะปล่อยลูกกุ้ง
ดร.สถาพร:มีงานของนักศึกษาม.วลัยลักษณ์
โดยเขาทดลองให้กุ้งกินหนอนแดงเต็มที่ ADG เท่ากับ 0.37 พอไซซ์ประมาณ 4 กรัม ก็ทดลองให้อาหารสำเร็จรูปอย่างเดียว ADG ขึ้นแค่ 0.16 แต่พอให้หนอนแดงอย่างเต็มพิกัด ADG ขึ้นเป็น 0.52
จากการทดลองนี้สามารถบอกได้ว่า อาหารธรรมชาตินั้นจำเป็นต้องมีอยู่ในบ่อ ลักษณะอาหารธรรมชาติก็มีไส้เดือนทะเล, แม่เพรียง โดยเฉพาะหอยลำใยนั้นตามสถิติที่ถามคนที่เคยเจอถ้ากุ้งกินแล้วจะโตระเบิดเถิดเทิง แต่ปัจจุบันไม่ค่อยเจอเพราะดินเราเสีย เราควรกลับไปมองดิน ลองไปวัดพีเอชดินดูว่าดินมีสิ่งมีชีวิตหรือเปล่า ถ้าไม่มีทำให้มันเกิด แล้วสิ่งดีๆเหล่านี้มันก็จะมีขึ้นมาความหนาแน่นในการปล่อยลูกกุ้ง

ดร.สถาพร: สำหรับความหนาแน่นของคุณคำนึง ถ้าได้เกรด A นี่ปล่อยในอัตราเท่าไร
คุณคำนึง: จริงๆ ประมาณ 35,000 ตัวต่อไร่ ก็เยอะแล้ว ถ้าเราทำ 33 ตัว/กก. ที่นี้เราจะลงหนาแน่นหรือลงบางให้ดูระดับความสูงของน้ำแล้วดูปริมาณอาหารด้วย ของผมบ่อขนาด 5 ฝ ไร่ เมื่อไรที่อาหารเกิน 10 ตัน ต้องเตรียมตัวจับแล้ว ผมใช้อาหารเป็นตัววัดนะว่าจะจับเมื่อไร แต่ว่าที่ผมพูดตรงนี้ไม่ใช่ว่าของคนอื่นจะต้องเหมือนของผมนะ ถ้าแหล่งไหนที่มีน้ำให้ถ่ายเยอะๆ ผมยืนยันได้เลยลงกุ้งแน่นยังโตอยู่ แม้ว่าตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมาซื้อกุ้งไม่โตก็ยังมีเพื่อนเกษตรกรเลี้ยง 107 วัน ได้ 36 ตัว/กก. ขนาดบ่อ 2 ไร่ จับได้ 6 ตันกว่า เขาเลี้ยงได้สบาย

ดร.สถาพร: ขอยกตัวอย่างฟาร์มที่ประสบความสำเร็จฟาร์มเขาได้ผลผลิต 2 ตันกว่าต่อไร่ จับได้ไซซ์ 30 กว่าตัว/กก. ซึ่งมีอุปกรณ์พร้อมมากเลย ทั้งใบพัดใต้น้ำ แอร์เจ๊ต ท่ออากาศเดินที่พื้นลักษณะคล้ายซุปเปอร์ชาร์จ แต่เจาะรูที่ท่อซุปเปอร์ชาร์ตแล้วใส่หัวทราย เขามีครบหมดในข้อที่คุณคำนึงบอก
อีกบ่อหนึ่งเขาก็ได้ 2 ตันกว่าต่อไร่ ไซซ์ 36 ตัว/กิโลกรัม เลี้ยง 107 วัน ซึ่งก็เหนื่อยเหมือนกัน น้ำเขาดีเพราะตรงนั้นมีเลี้ยงอยู่ 2 คน ฝีมือทั้งคู่ พื้นที่เลี้ยงเป็นป่าชายเลนสูบน้ำใช้สบายๆ เปลี่ยนถ่ายได้ตลอด แล้วเมื่อสูบน้ำเข้ามาก็พักที่บ่อพักน้ำแล้วจึงสูบเข้าบ่อ
และเขาสามารถแก้ปัญหาได้ตลอดจะรู้ว่า ถ้าแพลงก์ตอนดร๊อป จะต้องดึงอะไร อย่างไร ซึ่งเขาจะมีบันทึกข้อมูลตั้งแต่รุ่นแรกจนรุ่นสุดท้าย เขาจะสรุปข้อมูลว่าทำอย่างไรไว้หมด ท่านอยากเลี้ยงได้เหมือนเขาท่านก็ต้องรู้ว่ามีเงื่อนไขอย่างเขาด้วยหรือเปล่า ถ้าไม่เหมือนอย่าทำ ต้องมีน้ำเยอะและต้องดูทำเลด้วยนะ
ถ้ามีคนอื่นเทน้ำลงมาแล้วเรารองรับอยู่ปลายน้ำอย่าทำ ตรงนี้เขากรองหมดเลยนะ ถ้าท่านไปดูของจริงของเขาต้องขอให้ไปดูด้วยว่าเครื่องสูบน้ำเขาตั้งแบบไหนยังไง ไปดูแล้วท่านจะรู้ว่าท่านจะกลับมาทำแบบเขาได้หรือเปล่า ต้องประเมินตนเองด้วย

*****เป็นไงบ้างครับ อ่านถึงตรงนี้ พวกเราคงได้ข้อมูลจริงจากความจริงไปมากมาย*****
ขอขอบคุณ ดร.สถาพร ดิเรกบุษราคม คุณคำนึง มฤคี และสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ด้วยครับ
www.datashrimp.com